法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2556

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
23
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง

กิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

เรื่อง

หลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๕๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

พ.ศ. ๒๕๕๖

โดยที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และมอบหมายให้ปฏิบัติการแทนในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ดังนั้น

เพื่อให้การปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามที่ได้รับมอบหมาย

เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

มีขั้นตอนและกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถติดตามตรวจสอบได้

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ (๖) (๑๖) (๒๔) และมาตรา ๓๗

แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง

วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๗ มาตรา ๖๑ และมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๕ และมาตรา

๕๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา

๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จึงประกาศหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง

หลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ศ.

๒๕๕๖”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ บรรดาประกาศ

ระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในประกาศนี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศนี้ให้ใช้ประกาศนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในประกาศนี้

“ผู้รับใบอนุญาต” หมายความว่า

ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์

และให้หมายความรวมถึงผู้มีสิทธิประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามบทเฉพาะกาล

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

และผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง

หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

“เลขาธิการ กสทช.” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

“พนักงานเจ้าหน้าที่”

หมายความว่า

ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และมอบหมายให้ปฏิบัติการแทนคณะกรรมการ

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

การมีคำสั่งตามความในประกาศนี้ หากทำเป็นหนังสือ

ให้ส่งหนังสือดังกล่าวแก่ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวโดยวิธีให้บุคคลนำไปส่ง

หรือโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาจส่งหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวทางโทรสารก็ได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

คำสั่งให้มีผลตั้งแต่ขณะที่ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งได้รับแจ้งคำสั่งนั้นเป็นต้นไป

ในกรณีที่มีการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไปยังภูมิลำเนาของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

ให้ถือว่าได้รับทราบคำสั่งตั้งแต่ในขณะที่หนังสือแจ้งคำสั่งไปถึง ทั้งนี้

ในการดำเนินการเรื่องใดที่มีการให้ที่อยู่ไว้กับสำนักงาน

หรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว

การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการแจ้งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นแล้ว

ในกรณีที่มีการส่งหนังสือแจ้งคำสั่งโดยวิธีให้บุคคลนำไปส่ง

หากผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งไม่ยอมรับ

หรือถ้าขณะนำไปส่งไม่พบบุคคลดังกล่าว ให้ส่งหนังสือแจ้งคำสั่งกับบุคคลใด

ซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่หรือทำงานในสถานที่นั้น

และในกรณีที่บุคคลดังกล่าวยังคงไม่ยอมรับหนังสือแจ้งคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่นำหนังสือไปส่ง

วางหนังสือนั้น หรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ

สถานที่นั้นต่อหน้าพยานบุคคลอย่างน้อยสองคน

และให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งได้รับแจ้งคำสั่งตั้งแต่ขณะนั้นเป็นต้นไป

การส่งหนังสือแจ้งคำสั่งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ

ให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศ

หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น

ในกรณีที่ไม่รู้ตัวบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

หรือรู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิลำเนาหรือรู้ตัวและภูมิลำเนาแต่มีผู้รับเกินหนึ่งร้อยคน

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งเป็นหนังสือโดยการประกาศในหนังสือพิมพ์

ซึ่งแพร่หลายในท้องถิ่นนั้นก็ได้

ในกรณีนี้ให้ถือว่าบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดซึ่งได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วกระทำการขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งดำเนินคดีตามมาตรา

๗๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.

๒๕๕๑

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศนี้

หากมิได้มีการกำหนดในประกาศนี้ไว้เป็นการเฉพาะ

ให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาบังคับใช้โดยอนุโลม

การเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น

พนักงานเจ้าหน้าที่อาจเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

โดยให้รายงานเพื่อขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาในระดับรองเลขาธิการ กสทช.

ที่รับผิดชอบสายงานที่ตนสังกัดขึ้นไป

รายงานตามวรรคหนึ่งจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ

(๒)

เหตุผลและความจำเป็นในการมีคำสั่งเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐาน

(๓) สาระสำคัญของคำสั่ง เช่น ชื่อของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นหรือเรื่องที่ประสงค์จะให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริง

หรือรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานที่ประสงค์จะมีคำสั่งเรียก เป็นต้น

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

การมีคำสั่งเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาให้ทำเป็นหนังสือ

โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑)

ชื่อของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

(๒) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ

(๓)

เหตุผลที่จะต้องมีการเรียกให้ดำเนินการชี้แจงหรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐาน

(๔) รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ประสงค์จะให้ชี้แจง

หรือรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารหรือหลักฐานที่จะให้จัดส่ง

(๕) รายละเอียดในการปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น วัน เวลา สถานที่ เป็นต้น

(๖) ลายมือชื่อและตำแหน่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

(๗) วันเดือนปีที่ทำคำสั่ง

(๘) ผลของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจนไม่อาจดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้

พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งด้วยวาจาในการเรียกให้ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดให้ชี้แจงหรือส่งเอกสาร

พยานหรือหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

โดยคำสั่งดังกล่าวจะต้องมีรายละเอียดเพียงพอแก่การที่ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลดังกล่าวจะสามารถปฏิบัติตามได้

และให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานการมีคำสั่งด้วยวาจาดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาทันที

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเรียกให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณานั้น

อาจชี้แจงเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้

การชี้แจงด้วยวาจาให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกถ้อยคำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ตามแบบแนบท้ายประกาศนี้ (ภาคผนวก ก)

และให้ผู้ชี้แจงลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

หากผู้ชี้แจงไม่ยินยอมลงลายมือชื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในบันทึกถ้อยคำพร้อมลงลายมือชื่อกำกับการบันทึกดังกล่าว

ในการชี้แจงด้วยวาจา

พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจะบันทึกภาพหรือเสียงด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเรียกให้ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา

เมื่อได้รับเอกสารหรือพยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกการรับมอบเอกสารหรือพยานหลักฐานทั้งหมดโดยจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย

ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้จัดส่งเอกสารหรือหลักฐาน

(๒) รายละเอียด ลักษณะและสภาพของเอกสารหรือหลักฐานที่ได้รับมอบ

(๓) วันเดือนปีที่ส่งมอบเอกสารหรือหลักฐาน

(๔) ชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่

หรือเจ้าหน้าที่อื่นใดที่จัดเก็บเอกสารหรือหลักฐาน

(๕) วิธีการจัดเก็บเอกสารหรือหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานคืนให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ

ผู้มีสิทธิครอบครอง หรือผู้จัดส่งภายในสามสิบวัน ด้วยวิธีการที่เหมาะสม

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์จะสำเนาเอกสารหรือจัดเก็บภาพถ่ายของพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไปในภายหลังให้สามารถกระทำได้

และหากมีเหตุอันสมควรและมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการพิสูจน์การกระทำความผิดต่อไปตามกฎหมาย

ให้จัดเก็บเอกสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานดังกล่าวไว้ โดยแจ้งต่อผู้เป็นเจ้าของ

ผู้มีสิทธิครอบครอง หรือผู้จัดส่งทราบภายในสามสิบวัน

การมีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาหรือ

เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การกระทำความผิด

ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น เพื่อการรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาหรือเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานก็ได้

โดยให้รายงานเพื่อขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาในระดับรองเลขาธิการ กสทช.

ที่รับผิดชอบสายงานที่ตนสังกัดขึ้นไป

รายงานตามวรรคหนึ่งจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อเท็จจริง

รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

(๒) เหตุผลและความจำเป็นในการมีหนังสือเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาหรือเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การกระทำความผิด

(๓) สาระสำคัญของคำสั่ง เช่น ชื่อของบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

ประเด็นหรือเรื่องที่ประสงค์จะเรียกมาให้ถ้อยคำ

หรือรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารหรือวัตถุที่ประสงค์จะให้จัดส่ง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ในการมีคำสั่งตามความในหมวดนี้ให้ทำเป็นหนังสือ โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย

ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อของผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

(๒) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

(๓) เหตุผลที่ต้องเรียกมาให้ถ้อยคำ หรือจัดส่งเอกสารหรือวัตถุ

(๔)

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ประสงค์จะเรียกมาให้ถ้อยคำหรือรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารหรือวัตถุที่ประสงค์จะให้จัดส่ง

(๕) รายละเอียดในการปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น วัน เวลา สถานที่ เป็นต้น

(๖) ลายมือชื่อและตำแหน่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

(๗) วันเดือนปีที่ทำคำสั่ง

(๘) ผลของการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเรียกมาให้ถ้อยคำนั้น

อาจให้ถ้อยคำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้

การให้ถ้อยคำด้วยวาจาให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกถ้อยคำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตามแบบแนบท้ายประกาศนี้

(ภาคผนวก ก) และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

หากผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อ

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในบันทึกถ้อยคำพร้อมลงลายมือชื่อกำกับการบันทึกดังกล่าว

ในการให้ถ้อยคำด้วยวาจา

พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจะบันทึกภาพหรือเสียงด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ในกรณีมีหนังสือเรียกให้ส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อประกอบการพิจารณาหรือเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การกระทำความผิด

เมื่อได้รับเอกสารหรือวัตถุนั้นแล้ว

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกการรับมอบพยานหลักฐานทั้งหมดซึ่งจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย

ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้จัดส่งเอกสารหรือวัตถุ

(๒) รายละเอียด ลักษณะและสภาพของเอกสารหรือวัตถุที่ได้มีการส่ง

(๓) วันเดือนปีที่ดำเนินการจัดส่ง

(๔) ชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่

หรือเจ้าหน้าที่อื่นใดที่จัดเก็บเอกสารหรือวัตถุ

(๕) วิธีการจัดเก็บเอกสารหรือวัตถุ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

เมื่อพิจารณาเรื่องแล้วเสร็จ หากเอกสาร พยานหลักฐาน

หรือวัตถุอื่นใดที่ได้รับมอบไว้เพื่อประกอบการพิจารณาหรือพิสูจน์การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่ได้นำส่งต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดส่งเอกสาร

พยานหลักฐาน หรือวัตถุคืนให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ผู้มีสิทธิครอบครอง

หรือผู้จัดส่งภายในสามสิบวันด้วยวิธีการที่เหมาะสม

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประสงค์จะสำเนาเอกสารหรือจัดเก็บภาพถ่ายของวัตถุดังกล่าวไว้

เพื่อประกอบการพิจารณาหรือการดำเนินการตามกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้องต่อไปในภายหลังก็สามารถกระทำได้

และหากมีเหตุอันสมควรให้จัดเก็บเอกสารต้นฉบับหรือวัตถุดังกล่าวไว้

ให้แจ้งต่อผู้เป็นเจ้าของ ผู้มีสิทธิครอบครอง หรือผู้จัดส่งทราบ ภายในสามสิบวัน

การเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ประกอบการ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ประกอบการของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด

ค้นวัตถุที่ใช้ในการกระทำความผิด วัตถุที่มีไว้เป็นความผิดหรือวัตถุที่จะนำไปใช้กระทำความผิด

รวมทั้งการกระทำใดที่อาจเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

หรือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงานเพื่อขอความเห็นชอบจากเลขาธิการ

กสทช.

รายงานตามวรรคหนึ่งจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อเท็จจริง

รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือการฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์

(๒) เหตุผล และความจำเป็นในการเข้าไปในอาคาร

หรือสถานที่ประกอบการของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใด เช่น

เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิด ค้นวัตถุที่ใช้ในการกระทำความผิด

วัตถุที่มีไว้เป็นความผิดหรือวัตถุที่จะนำไปใช้กระทำความผิด รวมทั้งการกระทำใดที่อาจเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในการอนุญาต

(๓) รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่จะเข้าไปตรวจค้น

(๔) รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองสถานที่ หรือผู้ดูแลอาคารสถานที่ที่จะเข้าไป

(ถ้ามี)

(๕) รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จะตรวจสอบ

หรือวัตถุหรือเอกสารหลักฐานที่จะตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการ กสทช. แล้ว

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการยื่นขอหมายค้นจากศาล

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

ในการจัดการตามหมายค้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้

(๑)

ก่อนเริ่มทำการตรวจค้นอาคารหรือสถานที่ประกอบการของผู้รับใบอนุญาตหรือบุคคลใด

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงหมายค้นและแสดงความบริสุทธิ์ต่อผู้เป็นเจ้าของ

ผู้ครอบครองสถานที่ หรือผู้ดูแลสถานที่ที่จะเข้าทำการตรวจค้น พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กำหนดแนบท้ายประกาศนี้

(ภาคผนวก ข)

(๒) การตรวจค้นจะต้องกระทำต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองสถานที่

หรือผู้ดูแลสถานที่ หากบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ

หรือหาบุคคลดังกล่าวนั้นไม่ได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอให้มาเป็นพยาน

(๓) ในระหว่างการตรวจค้น

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ติดบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน

(๔) การเข้าไปและกระทำการตรวจค้น ให้กระทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการตามปกติของสถานประกอบการนั้น

ในกรณีดังต่อไปนี้

พนักงานเจ้าหน้าที่อาจทำการตรวจค้นในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการตามปกติของสถานประกอบการนั้นก็ได้ ทั้งนี้

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุผลและการดำเนินการดังกล่าวไว้ในบันทึกการตรวจค้นด้วย

ก. ในกรณีที่ดำเนินการค้นมาตั้งแต่เวลากลางวัน

หรือนับแต่เวลาทำการตามปกติของสถานประกอบการดังกล่าวแล้วยังไม่เสร็จ

และมีเหตุผลและความจำเป็นอื่นใดอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ข.

ในกรณีที่ได้รับหมายค้นจากศาลซึ่งระบุให้เข้าดำเนินการในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการตามปกติของสถานประกอบการนั้น

(๕) ในการค้น

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่เข้าร่วมทำการตรวจค้นปฏิบัติดังต่อไปนี้

ก. ให้ดำเนินการตรวจค้นเท่าที่จำเป็น มีความเหมาะสมแก่กรณี

ข. ให้ดำเนินการด้วยความสุภาพ

ค. พยายามมิให้มีการเสียหายและกระจัดกระจายของเอกสารหรือสิ่งของในสถานที่ดังกล่าวเท่าที่จะทำได้

หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เอกสาร ทรัพย์สิน สิ่งของหรือบุคคล

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวโดยละเอียดไว้ในบันทึกการตรวจค้นด้วย

(๖) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้ในขณะทำการตรวจค้น

(๗) ในกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ดูแล

หรือบุคคลที่อยู่ในอาคารหรือสถานที่ดังกล่าวไม่ยินยอมให้เข้าทำการค้น

หรือขัดขวางการค้น

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยุติการปฏิบัติหน้าที่นั้นแล้วดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

(๘) เมื่อดำเนินการค้นแล้วเสร็จ

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าการตรวจค้นจัดทำบันทึกการตรวจค้นตามแบบแนบท้ายประกาศนี้

(ภาคผนวก ค) ณ สถานที่ตรวจค้น โดยจะต้องระบุรายละเอียดและสิ่งของที่พบในการตรวจค้น

เช่น วัตถุหรือเอกสารที่ค้นพบอย่างละเอียดและอ่านให้ผู้เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง

ผู้ดูแลอาคารหรือสถานที่ หรือผู้ที่เข้าร่วมเป็นพยานในการตรวจค้นฟัง

พร้อมลงนามในบันทึกการตรวจค้นดังกล่าว

ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หรือมีเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจค้นร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าร่วมทำการตรวจค้นด้วยก็ได้

ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอแก้ไขข้อความในบันทึกตามวรรคหนึ่ง

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกรายละเอียดที่จะขอทำการแก้ไขพร้อมเหตุผล

ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่อยู่ในเวลาที่จะอ่านบันทึกการตรวจค้น

หรือขัดขวางไม่ให้อ่านบันทึกการตรวจค้น หรือปฏิเสธ ไม่รับฟังบันทึกการตรวจค้น

หรือไม่ยินยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในบันทึกการตรวจค้น

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ภายหลังดำเนินการค้นแล้วเสร็จ

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการปฏิบัติการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติการเสนอต่อเลขาธิการ

กสทช. ภายในวันทำการถัดไป พร้อมทั้งรายงานผลต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

ในกรณีที่ค้นพบเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิด

มีไว้เป็นความผิดหรือวัตถุที่จะนำไปใช้กระทำความผิดที่อาจเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พ.ศ. ๒๕๕๑

หรือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์

ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามมาตรา ๕๓ (๒)

แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวในการเรียกให้ผู้ที่ครอบครองเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยพลัน

ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถมีคำสั่งตามมาตรา ๕๓ (๒)

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดทำบันทึกรายละเอียดของเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวพร้อมระบุสถานที่อยู่

สภาพ

และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมดูแลเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวให้ชัดเจน

เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ประกาศ

ณ วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖

พันเอก

นที ศุกลรัตน์

ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ปฏิบัติหน้าที่แทน

ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง

กิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

[เอกสารแนบท้าย]

๑. ภาคผนวก ก บันทึกถ้อยคำ

๒. ภาคผนวก ข

แบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่

๓. ภาคผนวก ค บันทึกการตรวจค้น

๔. บัญชีวัตถุประกอบบันทึกการตรวจค้น

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑ กุมภาพันธ์

๒๕๕๖

โชติกานต์/ผู้ตรวจ

๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

ชุติมา/ปรับปรุง

๒๒ มกราคม ๒๕๖๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๐/ตอนพิเศษ ๑๑ ง/หน้า ๒๗/๒๕ มกราคม ๒๕๕๖

23 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2556 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c54c78f073e2a9fa

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com