法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2548

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
39
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงกลาโหม

ระเบียบกระทรวงกลาโหม

ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงให้ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“พยาน” หมายความว่า พยานบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน

“คดีอาญา” หมายความว่า คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

“ความปลอดภัย” หมายความว่า ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียงทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยาน ทั้งก่อน ขณะและหลัง มาเป็นพยาน

“มาตรการทั่วไป” หมายความว่า มาตรการที่พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาลทหาร หรือหน่วยงานคุ้มครองพยานหรือคณะกรรมการคุ้มครองพยานแล้วแต่กรณี อาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรหรือตามที่พยานหรือบุคคลอื่นใด ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอ และในกรณีจำเป็นบุคคลดังกล่าว จะขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานได้ตามความจำเป็น เมื่อเห็นว่าพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมของพยานด้วย

การคุ้มครองให้พยานได้รับความปลอดภัย ให้รวมถึงการจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยเว้นแต่พยานจะไม่ให้ความยินยอมและการปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของพยานและลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

“มาตรการพิเศษ” หมายความว่า มาตรการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา

“สำนักงาน” หมายความว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม รวมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ให้ทำหน้าที่รับการร้องขอคุ้มครองพยาน

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหมคณะกรรมการคุ้มครองพยานมณฑลทหาร และคณะกรรมการคุ้มครองพยานจังหวัดทหาร

“เลขานุการ” หมายความว่า เลขานุการคณะกรรมการ

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการกระทรวงกลาโหมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖

“หน่วยงานคุ้มครองพยาน” หมายความว่า ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองพยาน หรือหน่วยงานซึ่งคณะกรรมการมีมติให้เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมรักษาการตามระเบียบนี้

ให้ส่วนราชการขึ้นตรงต่อ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือกองทัพอากาศ วางระเบียบเกี่ยวกับการรับ การแจ้ง วิธีการให้ความคุ้มครอง การสิ้นสุดการคุ้มครอง และเพื่อกำหนดหน่วยงานคุ้มครองพยานและปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้นโดยไม่ขัดกับระเบียบนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีที่พยานในคดีอาญาอาจไม่ได้รับความปลอดภัย พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาลทหาร พยาน หรือบุคคลอื่นใด ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจขอให้สำนักงานจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามมาตรการทั่วไปตามความจำเป็นและที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมของพยานด้วย

ในกรณีการขอคุ้มครองพยานจากหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด ๗ แห่งระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองพยาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติเป็นงานลับและให้ประสานงานกับสำนักงาน หรือหน่วยงานคุ้มครองพยานโดยตรง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้นำความในระเบียบนี้ มาใช้บังคับกับกรณีที่พยานได้ร้องขอให้นำมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานมาใช้บังคับแก่สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ซึ่งอาจไม่ได้รับความปลอดภัยจากการที่พยานจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลทหาร ในการดำเนินคดีอาญาด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานซึ่งระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจใช้ดุลพินิจดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการตามมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานได้ตามที่เห็นสมควร

การร้องขอและผู้มีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่มีการร้องขอตามระเบียบนี้ว่าพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย และสำนักงานพิจารณาเห็นควรให้การคุ้มครอง ให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการคุ้มครองพยานหรือบุคคลดังกล่าวตามมาตรการทั่วไปได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมของพยานหรือบุคคลดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ผู้มีสิทธิร้องขอ หรือขอให้คุ้มครองพยานตามระเบียบนี้ ได้แก่

๑๐.๑ พยานหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากพยาน

๑๐.๒ บุคคลอื่นซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับพยาน

๑๐.๓ พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

๑๐.๔ ศาลทหาร

๑๐.๕ สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การร้องขอ กระทำได้ ๓ กรณี คือ

๑๑.๑ การยื่นคำร้องขอหรือคำขอเป็นหนังสือตามแบบท้ายระเบียบนี้

๑๑.๒ หนังสือ จดหมาย หรือโทรเลข

๑๑.๓ เครื่องมือสื่อสาร ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

การร้องขอต้องระบุชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของพยานหรือบุคคลที่จะขอรับการคุ้มครองพยาน และผู้ยื่นคำร้อง ตลอดจนพฤติการณ์ ที่แสดงให้เห็นว่าพยาน หรือบุคคลที่จะรับการคุ้มครองพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย กับต้องมีลายมือชื่อหรือระบุชื่อผู้ร้อง แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองพยานให้ปฏิบัติดังนี้

๑๒.๑ ในกรณีที่การสืบสวน การสอบสวน และการฟ้องคดีกระทำโดยเจ้าพนักงานฝ่ายทหาร ให้ยื่นต่อเลขานุการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน พร้อมเอกสารหลักฐานตามแบบท้ายระเบียบนี้

๑๒.๒ ในกรณีที่การสืบสวน การสอบสวน กระทำโดยเจ้าพนักงานอื่น และสำนวนการสอบสวนยังมิได้ส่งมายังอัยการทหารให้ยื่นต่อหน่วยงานของเจ้าพนักงานแห่งนั้น เว้นแต่เมื่ออัยการทหารได้รับสำนวนการสอบสวนไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอให้เป็นไปตามข้อ ๑๒.๑

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อได้รับคำร้องขอตามข้อ ๑๑.๑ ให้ออกใบรับคำร้องให้แก่ผู้ร้องไว้เป็นหลักฐานแล้วให้รีบจัดพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้ต่อไป

กรณีการร้องขอตามข้อ ๑๑.๒ และข้อ ๑๑.๓ ให้รีบจัดให้ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอเป็นหนังสือตามแบบท้ายระเบียบนี้ไว้ในโอกาสแรกที่สามารถจะกระทำได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

๑๔.๑ บันทึกปากคำผู้ร้องและคำยินยอมไว้เป็นหนังสือตามแบบท้ายระเบียบนี้

๑๔.๒ สืบสวน ตรวจสอบความถูกต้อง รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งปวงอันเกี่ยวกับการร้องขอรับการคุ้มครอง

๑๔.๓ ทำรายงานสรุปข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานรวมทั้งกรณีที่บุคคลอื่นซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอให้ใช้มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน และการมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานและบุคคลดังกล่าวจะไม่ได้รับความปลอดภัยหรือไม่ และเสนอความเห็นตรงต่อเลขานุการ ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันได้รับคำร้อง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้เลขานุการทำความเห็นท้ายรายงานเจ้าหน้าที่เสนอให้ประธานกรรมการ เพื่อนัดประชุมโดยเร็ว เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการมีมติและคำสั่งประการใดแล้ว ให้เลขานุการดำเนินการตามความในหมวด ๔ ต่อไป

คณะกรรมการคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วยเจ้ากรมพระธรรมนูญหรือผู้แทนเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักตุลาการทหาร กรมพระธรรมนูญ ผู้แทนสำนักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ ผู้แทนสำนักงานสงเคราะห์ทางกฎหมาย กรมพระธรรมนูญ ผู้แทนกรมราชองครักษ์ ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกองทัพอากาศ หน่วยละหนึ่งคนเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการกองนิติธรรมทหาร กรมพระธรรมนูญเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งข้าราชการกรมพระธรรมนูญเป็นผู้ช่วยเลขานุการจำนวนตามความเหมาะสม ให้มีเขตอำนาจไม่จำกัดพื้นที่

ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพยานจังหวัดทหาร และคณะกรรมการคุ้มครองพยานมณฑลทหารประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติราชการประจำในเขตพื้นที่จังหวัดทหารหรือมณฑลทหารแล้วแต่กรณี มีจำนวนตามความเหมาะสม ในแต่ละคณะกรรมการให้มีเลขานุการคณะละหนึ่งคน มีเขตอำนาจเหนือพื้นที่ซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงออกตามความในกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม

ทุกจังหวัดทหารให้มีสำนักงานคุ้มครองพยานจังหวัดทหารหนึ่งแห่ง เว้นแต่จังหวัดทหารที่เป็นที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลทหาร และทุกมณฑลทหารให้มีสำนักงานคุ้มครองพยานมณฑลทหารหนึ่งแห่งเว้นแต่มณฑลทหารที่เป็นที่ตั้งกรมพระธรรมนูญ

ให้มีสำนักงานคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหมตั้งอยู่ที่กรมพระธรรมนูญ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

๑๗.๑ หนังสือเรียกผู้ร้อง พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน หรือบุคคลอื่นใดมาให้ถ้อยคำส่งเอกสารหรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณา

๑๗.๒ พิจารณาคำร้องขอใช้มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน แล้วมีมติและคำสั่งว่าสมควรให้ความคุ้มครองพยานหรือไม่เพียงใด

๑๗.๓ พิจารณาเพื่อมีมติและคำสั่งให้การคุ้มครองพยานสิ้นสุดลง

๑๗.๔ วางหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่

๑๗.๕ ดำเนินการใดๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้มาตรการทั่วไปเพื่อคุ้มครองพยานได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในการพิจารณาคำร้องให้คำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้

๑๘.๑ เหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย

๑๘.๒ ความจำเป็นและสมควรในการคุ้มครองพยาน

๑๘.๓ เงื่อนไขและระยะเวลาที่สมควรให้ความคุ้มครองแก่พยาน

๑๘.๔ ความเห็นของพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือศาล แล้วแต่กรณี

๑๘.๕ ความยินยอมเข้ารับการคุ้มครองโดยชัดแจ้ง

๑๘.๖ งบประมาณค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นองค์ประชุม มติและคำสั่งของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการที่มาประชุม หากมีเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมชี้ขาด ทั้งนี้ให้คณะกรรมการมีมติและคำสั่งภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับคำร้อง คำขอและรายงานจากเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ มติที่ประชุม ให้ออกเป็นคำสั่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

๒๐.๑ กรณีให้ความคุ้มครอง

๒๐.๑.๑ วิธีการที่จะให้ความคุ้มครอง

๒๐.๑.๒ กำหนดหน่วยงานคุ้มครองพยาน

๒๐.๑.๓ ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการให้ความคุ้มครอง

๒๐.๑.๔ กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองปฏิบัติระหว่างอยู่ในความคุ้มครอง และหากฝ่าฝืนเงื่อนไขอาจเป็นเหตุให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง

๒๐.๑.๕ กำหนดระยะเวลาให้หน่วยงานคุ้มครองพยานรายงานผลการคุ้มครอง

๒๐.๒ กรณียกคำร้อง หรือไม่ให้ความคุ้มครอง หรือให้ความคุ้มครอง แต่วิธีการหรือเงื่อนไขผิดไปจากที่ร้องขอ หรือการสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง ให้ระบุเหตุผลในการสั่ง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ หากผลการประชุมตามข้อ ๑๙ มีมติเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นกรณีที่อยู่ในหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดที่อาจได้รับการคุ้มครองตามมาตรการพิเศษ ให้รีบส่งคำร้องดังกล่าวไปให้สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม พิจารณาดำเนินการแล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกและปฏิบัติตามที่คณะกรรมการร้องขอ

การแจ้งการให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อคณะกรรมการมีคำสั่งให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือคำขอ ให้เลขานุการรีบดำเนินการดังนี้

๒๓.๑ แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องหรือผู้ขอทราบ

๒๓.๒ แจ้งคำสั่งให้หน่วยงานคุ้มครองพยานที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจดำเนินการคุ้มครองพยานต่อไป

๒๓.๓ จัดพนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานในการปฏิบัติกับหน่วยงานคุ้มครองพยานโดยตรง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การแจ้งคำสั่งให้ทำเป็นหนังสือเอกสารลับ ใส่ซอง ๒ ชั้น ปิดผนึก และเลือกปฏิบัติดังนี้

๒๔.๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ร้องโดยตรง

๒๔.๒ จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนก่อนดำเนินการแจ้งเป็นหนังสือ อาจแจ้งคำสั่งโดยทางเครื่องมือสื่อสารล่วงหน้าก่อนได้ แล้วจึงดำเนินการแจ้งตามข้อ ๒๔.๑ หรือข้อ ๒๔.๒ ภายหลังในโอกาสแรกที่จะกระทำได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งยกคำร้อง หรือไม่ให้ความคุ้มครองตามคำร้อง หรือให้ความคุ้มครอง แตกต่างไปจากความต้องการของผู้ร้อง หรือสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง ให้เลขานุการรีบแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ร้องทราบทันที และให้แจ้งด้วยว่าหากไม่พอใจคำสั่งผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลทหารชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น หรือที่ผู้ร้องมีที่อยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ในกรณีที่มีคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองแตกต่างไปจากความต้องการของผู้ร้อง ก่อนมีการคุ้มครองให้เลขานุการแจ้งให้ผู้ร้องหรือผู้ที่จะอยู่ในความคุ้มครองทราบคำสั่ง และให้คำยินยอมเสียก่อน

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่มีคำสั่งให้พยานอยู่ในความคุ้มครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ดำเนินการตามหมวด ๗

วิธีการให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เมื่อเลขานุการได้รับคำร้องไว้แล้ว หากมีความจำเป็นเร่งด่วนและมีเหตุอันสมควรอย่างยิ่ง เลขานุการโดยอนุมัติประธานกรรมการ อาจจัดให้มีวิธีการให้ความคุ้มครองตามความจำเป็นที่เห็นสมควรแก่พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานไปพลางก่อนได้ และให้ถือว่าการคุ้มครองตามความจำเป็นดังกล่าวเป็นการคุ้มครองที่คณะกรรมการมีมติเห็นชอบแล้ว

หากปรากฏในภายหลังว่าคณะกรรมการมีคำสั่งเป็นประการใดก็ตาม ไม่มีผลกระทบต่อการกระทำใดที่ได้กระทำ หรือจัดให้มีการกระทำไปแล้วตามวรรคหนึ่งทั้งสิ้น

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ เมื่อหน่วยงานคุ้มครองพยานได้รับแจ้งคำสั่งให้คุ้มครองพยาน ให้หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองพยานจัดให้มีการคุ้มครองตามคำสั่งในทันที แล้วรายงานผลการคุ้มครองให้เลขานุการทราบโดยตรงตามระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ วิธีการให้ความคุ้มครอง ให้ปฏิบัติดังนี้

๒๙.๑ จัดส่งพนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยงานคุ้มครองพยานไปอารักขา ณ ที่พักอาศัย

๒๙.๒ จัดให้อยู่หรือพักอาศัยในสถานที่ที่ปลอดภัย

๒๙.๓ จัดให้พักอาศัยในสถานที่ราชการของหน่วยงานคุ้มครองพยาน

๒๙.๔ ปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวได้

๒๙.๕ จัดให้มีการติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ หรือตรวจสถานที่ที่อยู่หรือที่พักอาศัยอย่างสม่ำเสมอ

๒๙.๖ จัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขในการคุ้มครอง

การดำเนินการข้างต้นอาจดำเนินการอย่างเข้มงวดตลอดเวลา หรือบางครั้ง หรือบางเวลาก็ได้ ทั้งนี้ ต้องกระทำด้วยความรอบคอบโดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของผู้รับการคุ้มครอง และลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้บังคับข้อ ๙ คณะกรรมการอาจเปลี่ยนแปลงวิธีการให้ความคุ้มครองตามวรรคหนึ่งได้ตามความเหมาะสม

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ อัตราค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน สามี ภรรยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๗

ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด

การสิ้นสุดการให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ คณะกรรมการอาจมีมติและคำสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลงเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

๓๑.๑ ผู้รับการคุ้มครองร้องขอให้ยุติการคุ้มครอง

๓๑.๒ ผู้รับการคุ้มครองฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามคำสั่งที่คณะกรรมการกำหนด โดยไม่มีเหตุสมควร

๓๑.๓ ผู้รับการคุ้มครอง หรือผู้ให้ความยินยอมแทนผู้รับการคุ้มครอง เพิกถอนการให้ความยินยอม

๓๑.๔ พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับการคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไป และกรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ความคุ้มครองอีกต่อไป เช่น ผู้รับการคุ้มครองถึงแก่ความตาย

๓๑.๕ พยานไม่มา ไม่ให้ถ้อยคำ หรือไม่เบิกความเป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร

๓๑.๖ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่ผู้นั้นเป็นพยาน

๓๑.๗ เมื่อคณะกรรมการได้รับแจ้งจากหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงกลาโหมขอให้ช่วยคุ้มครองพยานว่าประสงค์จะให้การคุ้มครองพยานสิ้นสุดลง

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามข้อ ๓๑ ให้หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองพยานแจ้งเลขานุการทราบทันที เพื่อจัดประชุมพิจารณามีมติและคำสั่งโดยเร็ว ส่วนเมื่อมีเหตุตามข้อ ๓๑.๑ หรือข้อ ๓๑.๓ ให้ยุติการคุ้มครองทันที

หากบุคคลที่จะเข้ารับการคุ้มครองนั้น เป็นบุคคลที่หน่วยงานของรัฐขอความร่วมมือให้กระทรวงกลาโหมช่วยคุ้มครอง ให้เลขานุการ แจ้งเหตุดังกล่าวตาม ข้อ ๓๑.๑ ถึงข้อ ๓๑.๖ ต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ คำสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลงตามข้อ ๓๑ ให้ทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๓๓.๑ ชื่อตัว ชื่อสกุล ของผู้ร้องและผู้รับการคุ้มครอง

๓๓.๒ วัน เดือน ปีที่มีคำสั่ง และวัน เดือน ปีที่คำสั่งมีผลบังคับ

๓๓.๓ เหตุผลที่มีคำสั่ง

๓๓.๔ สิทธิและเงื่อนไขการอุทธรณ์คำสั่ง

๓๓.๕ ชื่อตัว ชื่อสกุล ตำแหน่งประธานกรรมการ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ เมื่อคณะกรรมการมีคำสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง ให้รีบมีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ร้อง ผู้รับการคุ้มครอง และหน่วยงานคุ้มครองพยานทราบเพื่อยุติการให้ความคุ้มครองทันที

การแจ้งคำสั่งให้นำความในข้อ ๒๔ มาใช้บังคับกับการแจ้งคำสั่งตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลมและให้ทำตามแบบท้ายระเบียบนี้

การประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ในกรณีตามข้อ ๒๖ ให้เลขานุการรีบมีหนังสือแจ้งประสานขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นช่วยคุ้มครองพยาน พร้อมแจ้งยืนยันการโอนงบประมาณการคุ้มครองพยานให้หน่วยงานดังกล่าว แล้วรีบแจ้งผลการประสานขอความร่วมมือให้ประธานกรรมการและคณะกรรมการคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหมทราบภายในเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่หน่วยงานอื่นของรัฐประสานขอความร่วมมือให้กระทรวงกลาโหมช่วยคุ้มครองพยาน ให้หน่วยงานอื่นของรัฐยื่นคำขอต่อเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหม ตามแบบท้ายระเบียบนี้ และให้คณะกรรมการคุ้มครองพยานกระทรวงกลาโหมพิจารณาให้ความร่วมมือตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับภาระกิจคุ้มครองพยานเป็นสำคัญและหน่วยงานอื่นของรัฐที่ร้องขอได้แจ้งยืนยันการโอนงบประมาณในการคุ้มครองพยานมาให้กระทรวงกลาโหมแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การคุ้มครองพยานตามมาตรการทั่วไป สำหรับคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทรวงกลาโหมให้ความร่วมมือช่วยคุ้มครองเฉพาะพยานหรือบุคคลที่จะเข้ารับการคุ้มครองนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ ให้กระทรวงกลาโหมให้ความร่วมมือช่วยคุ้มครองเฉพาะการดำเนินการตามมาตรา ๑๐ (๑) และมาตรา ๑๐ (๖) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษแล้ว

สำหรับคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้กระทรวงกลาโหมให้ความร่วมมือช่วยคุ้มครองตามมาตรการพิเศษตามวรรคหนึ่ง เฉพาะพยานหรือบุคคลที่จะเข้ารับการคุ้มครองนั้น เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ให้นำความในระเบียบนี้ มาใช้บังคับกับกรณีที่หน่วยงานอื่นของรัฐประสานขอความร่วมมือให้กระทรวงกลาโหมให้การคุ้มครอง สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานด้วยโดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำร้องขอรับการคุ้มครอง

๒. คำขอรับการช่วยให้ความคุ้มครองพยาน

๓. แบบคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองพยาน

๔. แบบ หนังสือแจ้งคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองพยาน (กรณียกคำร้อง หรือไม่ให้ความคุ้มครอง หรือให้ความคุ้มครองแตกต่างไปจากความต้องการของผู้ร้องขอ หรือการสั่งให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง)

๕. แบบ หนังสือแจ้งคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองพยาน (กรณีให้ความคุ้มครองตามคำร้อง)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ศุภกรณ/ผู้จัดทำ

๓ ธันวาคม ๒๕๕๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๒/ตอนพิเศษ ๑๑๘ ง/หน้า ๑๑/๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘

39 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2548 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c6e0fb6277d42d4c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com