ข้อ ๔ ทรัพย์สินที่จะนํามาวางเป็นเงินสํารองสําหรับเบี้ยประกันภัยไว้กับนายทะเบียนต้องเป็นเงินสด หรือพันธบัตรรัฐบาลไทยที่จําหน่ายในราชอาณาจักร หรือเป็นทรัพย์สินบางประเภทที่บริษัทลงทุนในประเทศไทย ตามประกาศว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ดังต่อไปนี้
(1) พันธบัตรหรือหุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจ ที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกันการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งจํานวน พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตั๋วเงินคลังของกระทรวงการคลัง หรือตราสารหนี้อื่นที่ออกโดยกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย
(2) บัตรเงินฝาก ใบรับฝากเงิน หรือสมุดคู่ฝากประเภทฝากประจําที่มีระยะเวลาฝากเงินตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปซึ่งธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นและประกอบกิจการภายในราชอาณาจักรหรือธนาคารในประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่าออกให้กับบริษัทเพื่อเป็นหลักฐานในการฝากเงินของบริษัท
(3) พันธบัตรหรือหุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ําประกันการชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย
(4) พันธบัตรหรือหุ้นกู้ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่าซึ่งออกหรือค้ําประกันโดยองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ออกและเสนอขายในประเทศไทย
(5) พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่าซึ่งออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ หรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ออกและเสนอขายในประเทศไทย
(6) หุ้นกู้ของบริษัทจํากัด ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่า
(7) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่รัฐวิสาหกิจ ธนาคารในประเทศ หรือบริษัทจํากัดเป็นผู้สั่งจ่ายหรือเป็นผู้ออก โดยธนาคารหรือบริษัทจํากัดนั้นต้องได้รับการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่า
(8) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่บริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดเป็นผู้สั่งจ่ายหรือเป็นผู้ออก และมีรัฐวิสาหกิจ ธนาคารในประเทศ บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทจํากัด เป็นผู้รับรองหรืออาวัลการใช้เงินทั้งจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ย โดยธนาคาร บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทจํากัดนั้นต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A- หรือเทียบเท่า
(9) หุ้นที่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม SET 50 Index หรือหน่วยลงทุน ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การจัดอันดับความน่าเชื่อถือตาม (2) (4) (5) (6) (7) และ (8) ต้องกระทําโดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับหรือได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์