พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา ๑
ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาล
ทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย
แต่การดำเนินการพิจารณาคดีรวมตลอดถึง
การที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ
*ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาล
ทั้งหลาย
เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันทั้งนี้โดย
อนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ
ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจ
แนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น
ๆ และ
ในการอื่น ๆ
*[มาตรา ๑ วรรคสาม
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๒
ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้ แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ
(๑) ศาลชั้นต้น
(๒) ศาลอุทธรณ์
(๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)
มาตรา ๓ ศาลชั้นต้น
(๑) สำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ได้แก่
(ก)
ศาลแขวง
(ข)
ศาลแพ่งและศาลอาญา
(๒) สำหรับหัวเมือง ได้แก่
(ก)
ศาลแขวง
(ข)
ศาลจังหวัด
มาตรา ๔ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์
และศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจ
แบ่งออกเป็นแผนก
และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้ โดยออกเป็นกฎกระทรวง
มาตรา ๕ เมื่อเห็นเป็นการสมควร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจ
สั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวง มีกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง
ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัดชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขตศาลนั้น
ถ้าท้องที่ใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งหรือหลายนายของศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล
ณ
ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่นั้น เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่นั้นชั่วคราว
ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด
มาตรา ๖
การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงจำนวน
สภาพ สถานที่ตั้ง และเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร
มาตรา ๗
ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ
มาตรา ๘*
ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดี
ผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา
ศาลละหนึ่งนาย
เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาในศาลใดว่างลง หรือเมื่อประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้
*[มาตรา ๘
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๙*
ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้
เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
ให้ผู้พิพากษาอาวุโส
ในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว
*[มาตรา ๙
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๐* ประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน
ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย
หรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง
เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาด
ไปโดยรวดเร็ว
(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการ
ปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา
(๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ
การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล
(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มี
อำนาจดังต่อไปนี้
(๑)
นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ
สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๒)
สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
*[มาตรา ๑๐
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๑*
*[มาตรา ๑๑
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๑๒*
ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้นหรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น
*[มาตรา ๑๒
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๓* ให้ตั้งข้าหลวงยุติธรรมขึ้น
ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำ
จะอยู่ ณ ที่ใด
และมีเขตอำนาจเพียงไรนั้นให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา
ตั้งข้าหลวงยุติธรรม
ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา
เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุติธรรมชั่วคราวก็ได้
ให้ข้าหลวงยุติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุ ไว้ในมาตรา
๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ
(๑) สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงาน
กิจการอื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน
(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน
หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๓) ในกรณีจำเป็นสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง
แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที
*[มาตรา ๑๓
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
เขตอำนาจของศาล
มาตรา ๑๔ ศาลชั้นต้น มีเขตดังนี้
(๑) ศาลแขวง มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้
(๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้
แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น
ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่ง
ที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้
(๓) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีนั้นจะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง
และศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ
ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดี
ใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้
เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
มาตรา ๑๕* ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการ
ไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ
ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และ มาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑ ถึงอนุมาตรา ๔
แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแต่เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้วปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน
หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษาแล้วแต่กรณี
*[มาตรา ๑๕
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๖ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง
มาตรา ๑๗
ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และศาลอาญา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง
มาตรา ๑๘*
ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้อง โดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา
เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
*[มาตรา ๑๘
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๙
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์
นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ
(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา
ลงโทษประหารชีวิต
หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น
(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น
มาตรา ๒๐*
ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา
นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น
คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ
ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่
*[มาตรา ๒๐
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]
องค์คณะผู้พิพากษา
มาตรา ๒๑
ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ
(๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือ
ไปยังจังหวัดอื่น
(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี
มาตรา ๒๒*
ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดี
ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้
(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง
(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๓) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง ไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นอกจากคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสภาพบุคคล
และสิทธิในครอบครัว
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนด
ไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินห้าร้อยบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้หาได้ไม่
(๕) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่า
ห้าร้อยบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินสองพันบาท
หรือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปีขึ้นไปแต่ไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท
หรือ
ทั้งจำปรับ
ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษา
ตามอนุมาตรา ๔ และอนุมาตรา ๕
นั้นเมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อย
นายหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย
*[มาตรา ๒๒
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๒๓*
ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย
จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง
เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรอง
ผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ
(๑) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนแต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปี ขึ้นไป
(๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป
หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตรหรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ
เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบน นั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที
ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่ พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป
การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อน มีการคัดค้าน
เป็นอันสมบูรณ์
*[มาตรา ๒๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๒๔
ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายและศาลฎีกา อย่างน้อยสามนาย
จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒
มาตรา ๑๕
บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา
[รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]
สุนันทา/แก้ไข
๓๐/๑๑/๔๔
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 12/10/2482) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c82e195af5f851f0
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名
本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com