法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 12/10/2482)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

มาตรา ๑

มาตรา ๑

ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาล

ทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย

แต่การดำเนินการพิจารณาคดีรวมตลอดถึง

การที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ

*ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาล

ทั้งหลาย

เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันทั้งนี้โดย

อนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ

ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจ

แนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น

ๆ และ

ในการอื่น ๆ

*[มาตรา ๑ วรรคสาม

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๒

มาตรา ๒

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้ แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ

(๑) ศาลชั้นต้น

(๒) ศาลอุทธรณ์

(๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ศาลชั้นต้น

(๑) สำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลแพ่งและศาลอาญา

(๒) สำหรับหัวเมือง ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลจังหวัด

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์

และศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจ

แบ่งออกเป็นแผนก

และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้ โดยออกเป็นกฎกระทรวง

มาตรา ๕

มาตรา ๕ เมื่อเห็นเป็นการสมควร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจ

สั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวง มีกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง

ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัดชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขตศาลนั้น

ถ้าท้องที่ใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งหรือหลายนายของศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล

ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่นั้น เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่นั้นชั่วคราว

ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด

มาตรา ๖

มาตรา ๖

การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงจำนวน

สภาพ สถานที่ตั้ง และเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ

มาตรา ๘

มาตรา ๘*

ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดี

ผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา

ศาลละหนึ่งนาย

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาในศาลใดว่างลง หรือเมื่อประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้

*[มาตรา ๘

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๙

มาตรา ๙*

ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้

เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

ให้ผู้พิพากษาอาวุโส

ในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว

*[มาตรา ๙

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐* ประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน

ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย

หรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง

เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาด

ไปโดยรวดเร็ว

(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการ

ปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ

การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มี

อำนาจดังต่อไปนี้

(๑)

นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ

สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๒)

สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

*[มาตรา ๑๐

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑*

*[มาตรา ๑๑

ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒*

ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้นหรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

*[มาตรา ๑๒

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓* ให้ตั้งข้าหลวงยุติธรรมขึ้น

ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำ

จะอยู่ ณ ที่ใด

และมีเขตอำนาจเพียงไรนั้นให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

ตั้งข้าหลวงยุติธรรม

ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา

เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุติธรรมชั่วคราวก็ได้

ให้ข้าหลวงยุติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุ ไว้ในมาตรา

๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ

(๑) สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงาน

กิจการอื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน

หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๓) ในกรณีจำเป็นสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง

แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที

*[มาตรา ๑๓

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

เขตอำนาจของศาล

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ศาลชั้นต้น มีเขตดังนี้

(๑) ศาลแขวง มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้

(๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้

แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น

ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่ง

ที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

(๓) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี

แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีนั้นจะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง

และศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ

ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดี

ใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕* ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการ

ไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ

ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และ มาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑ ถึงอนุมาตรา ๔

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแต่เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้วปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน

หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษาแล้วแต่กรณี

*[มาตรา ๑๕

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และศาลอาญา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘*

ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้อง โดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

*[มาตรา ๑๘

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์

นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ

(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา

ลงโทษประหารชีวิต

หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น

(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐*

ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์

ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา

นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ

ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่

*[มาตรา ๒๐

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

องค์คณะผู้พิพากษา

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ

(๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือ

ไปยังจังหวัดอื่น

(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒*

ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดี

ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้

(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง

(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(๓) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง ไม่เกินห้าร้อยบาท

หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นอกจากคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสภาพบุคคล

และสิทธิในครอบครัว

(๔) พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนด

ไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินห้าร้อยบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้หาได้ไม่

(๕) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่า

ห้าร้อยบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินสองพันบาท

หรือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปีขึ้นไปแต่ไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท

หรือ

ทั้งจำปรับ

ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษา

ตามอนุมาตรา ๔ และอนุมาตรา ๕

นั้นเมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อย

นายหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย

*[มาตรา ๒๒

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓*

ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรอง

ผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

(๑) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนแต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปี ขึ้นไป

(๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป

หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตรหรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบน นั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที

ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่ พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป

การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อน มีการคัดค้าน

เป็นอันสมบูรณ์

*[มาตรา ๒๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายและศาลฎีกา อย่างน้อยสามนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้

และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา

[รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]

สุนันทา/แก้ไข

๓๐/๑๑/๔๔

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 12/10/2482) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c82e195af5f851f0

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com