法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

localOrdinance

เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองนราธิวาส เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2494

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
85
มาตรา อารัมภบท

เทศบัญญัติของเทศบาล

เทศบัญญัติของเทศบาล

เมืองนราธิวาส

เรื่อง

ควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช

๒๔๙๔

โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช ๒๔๗๙ เทศบาลเมืองนราธิวาส ออกเทศบัญญัติไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาเมืองนราธิวาส

และโดยอนุมัติข้าหลวงประจำจังหวัด ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ เทศบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “เทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช ๒๔๙๔”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

เทศบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคาร ตามพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช ๒๔๗๙ ในเขตเทศบาลบางแห่ง พ.ศ. ๒๔๙๓

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓[๑] ให้ใช้เทศบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

วิเคราะห์ศัพท์

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในเทศบัญญัตินี้

(๑) “อาคารที่พักอาศัย”

หมายความว่าตึก บ้าน โรง เรือน แพ ซึ่งโดยปกติบุคคลอาศัยอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

(๒) “อาคารพาณิชย์”

หมายความว่าอาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์แห่งการค้าหรือโรงงานที่ใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้ไม่เกิน

๕ แรงม้า

หรืออาคารที่ก่อสร้างห่างแนวทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะไม่เกิน ๑๔.๐๐

เมตร

(๓) “ห้องแถว”

หมายความว่าอาคารที่พักอาศัย หรืออาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่า

๒ ห้อง และประกอบด้วยวัตถุอันมิใช่วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

(๔) “ตึกแถว”

หมายความว่า อาคารที่พักอาศัย หรือ อาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่า

๒ ห้อง แต่ประกอบด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่

(๕) “โรงงานอุตสาหกรรม”

หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบการอุตสาหกรรมโดยใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้เกินกว่า

๕ แรงม้า เป็นปัจจัย

(๖) “อาคารสาธารณะ”

หมายความว่าโรงมหรสพ หอประชุม หรือสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมนุมชนได้ทั่วไป

เช่นโรงแรม โรงเรียน ภัตตาคาร หรือโรงพยาบาลเป็นต้น

(๗) “อาคารแผงลอย”

หมายความว่า โต๊ะ แท่น แคร่ มีหลังคาตั้งอยู่บนพื้นดิน สามารถเคลื่อนที่ได้

ขนาดไม่เกิน ๔ ตารางเมตร ไม่มีฝาหรือผนัง ซึ่งใช้ประโยชน์แห่งการค้าย่อย

โดยมีกำหนดเวลาเข้าใช้สอยและเลิกเป็นประจำวัน และไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัย

(๘) “อาคารเลี้ยงสัตว์”

หมายความว่าสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ พักอาศัย

(๙) “อาคารชั่วคราว”

หมายความว่าสิ่งปลูกสร้างซึ่งคณะเทศมนตรีพิจารณาเห็นว่าเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว

และมีกำหนดเวลาที่จะรื้อถอน

(๑๐) “อาคารพิเศษ”

หมายความถึงอาคารดังต่อไปนี้

ก. โรงมหรสพ อัฒจันทร์ หรือหอประชุม

ข. อู่เรือ คานเรือ หรือท่าเรือสำหรับเรือขนาดใหญ่เกินกว่า

๑๐๐ ตัน และโป๊ะ (ท่าเรือ)

ค. อาคารสูงกว่า ๑๕.๐๐ เมตร

หรือสะพานในที่ซึ่งติดต่อกับทางสาธารณะ หรืออาคารที่มี คานหรือโครงหลังคาช่วงหนึ่งยาวเกิน

๑๐.๐๐ เมตร

(๑๑) “ผู้ออกแบบ”

หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการคำนวณเขียนแบบ และกำหนดรายการเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

(๑๒) “นายงาน”

หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการปลูกสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต

(๑๓) “นายช่าง”

หมายความว่านายช่างตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙

(๑๔) “แผนผัง”

หมายความว่า แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคาร และที่ดินติดต่อ

(๑๕) “แบบก่อสร้าง”

หมายความว่า แบบเพื่อใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้างตัวอาคาร

(๑๖) “รายการ”

หมายความว่า ข้อความชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวแก่การปลูกสร้าง ตามแนวของแบบก่อสร้างนั้น

(๑๗) “รายคำนวณ”

หมายความว่า

รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง

(๑๘) “แบบสังเขป”

หมายความว่า แบบชนิดซึ่งเขียนไว้พอเป็นประมาณ

(๑๙) “แผนอาคาร”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนราบของอาคาร

(๒๐) “รูปด้าน”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร

(๒๑) “รูปตัด”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในของอาคาร

(๒๒) “พื้นอาคาร”

หมายความว่า เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในขอบเขตของคาน หรือรอดที่รับพื้นนั้น

หรือภายในขอบเขตของเสาอาคาร

(๒๓) “ฝา”

หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้ง ซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้องๆ

(๒๔) “ผนัง”

หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้ง

ซึ่งกั้นด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน

(๒๕) “ผนังกันไฟ”

หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัตถุทนไฟ และไม่มีช่องที่จะให้ไฟผ่านได้

(๒๖) “หลังคา”

หมายความว่า หมายความว่า สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับบังแดดและฝน

รวมทั้งสิ่งใดซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง

(๒๗) “รากฐาน”

หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคาร

นับจากใต้พื้นชั้นล่างลงไปจนถึงที่ฝังอยู่ในดิน

(๒๘) “เสาเข็ม”

หมายความว่า เสาที่ตอกลงไปในดินเพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร

(๒๙) “ช่วงบันได”

หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีขั้นต่อกันโดยตลอด

(๓๐) “ลูกตั้ง”

หมายความว่า ระยะตั้งของขั้นบันได

(๓๑) “ลูกนอน”

หมายความว่า ระยะราบของขั้นบันได

(๓๒) “บ่อตรวจระบาย” หมายความว่า

ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบาย ซึ่งกำหนดไว้ใช้ในการชำระล้างท่อ

(๓๓) “บ่อพักขยะ”

หมายความว่า ส่วนของทางระบายน้ำที่กำหนดกั้นขยะให้หยุดระบายไปด้วยกับน้ำ

(๓๔) “อุปกรณ์อนามัย”

หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลของอาคาร

(๓๕) “บ่ออาจม” หมายความว่า

บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครก อันไม่มีวิธีการระบายออกไป ตามสภาพปกติ

(๓๖) “ลิฟต์”

หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้บรรทุกบุคคล หรือของ ขึ้นลงระหว่างพื้นต่างๆ ของอาคาร

(๓๗) “ท่อเอกประปา”

หมายความว่า ท่อน้ำประปาในทางสาธารณะ ซึ่งเป็นสมบัติของกองการประปา

(๓๘) “วัตถุทนไฟ”

หมายความว่า วัตถุก่อสร้างซึ่งไม่เป็นเชื้อเพลิง

(๓๙) “วัตถุถาวร”

หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่าย โดยน้ำ ลม ไฟ ดินฟ้าอากาศ

(๔๐) “อิฐธรรมดา”

หมายความว่า ดินชนิดที่ปั้นขึ้นเป็นแท่ง โดยไม่ใช้เครื่องอัด และเผาไฟสุกแล้ว

(๔๑) “อิฐอัด”

หมายความว่า อิฐชนิดซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เครื่องอัดให้แน่นก่อนเผา

(๔๒) “คอนกรีต”

หมายความว่า วัตถุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซีเมนต์ ทราย น้ำ และหินหรือกรวด

(๔๓) “คอนกรีตเสริมเหล็ก”

หมายความว่า คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้นกว่าปกติ

(๔๔) “เหล็กหล่อ”

หมายความว่า เหล็กซึ่งถลุงมาจากแร่เหล็กอันจะใช้เชื่อมหรือชุบไม่ได้ผล

(๔๕) “เหล็กล้วน”

หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุด และจะชุบไม่ได้ผล

(๔๖) “เหล็กถ่าน”

หมายความว่า เหล็กซึ่งมีธาตุถ่านผสมทำให้เหนียวกว่าปกติ อันจะใช้ชุบได้ผล

(๔๗) “เหล็กเสริม”

หมายความว่า เหล็กถ่านที่ใช้สำหรับฝังในเนื้อคอนกรีต เพื่อเพิ่มกำลังขึ้น

(๔๘) “ไม้อ่อน”

หมายความว่า ไม้เนื้ออ่อนซึ่งไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ เช่นไม้ยาง

ไม้ตะแบก ไม้กระท้อน

(๔๙) “ไม้แก่น”

หมายความว่า ไม้เนื้อแข็งซึ่งคงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ได้ดีตามสภาพอันสมควร

เช่น ไม้ตะเคียน ไม้เต็งรัง ไม้เคี่ยม

(๕๐) “ปูนขาว”

หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากหินธาตุปูนหรือเปลือกหอย

(๕๑) “ซีเมนต์”

หมายความว่า

วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากแร่ธาตุปูนและธาตุดินผสมกันเป็นส่วนใหญ่

(๕๒) “ทราย”

หมายความว่า ก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียดเกิดตามธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดโตไม่เกิน ๓

มิลลิเมตร

(๕๓) “กรวด”

หมายความว่า ก้อนหินเกิดตามธรรมชาติขนาดก้อนโตเกินกว่า ๓ มิลลิเมตร

(๕๔) “ดินดาน”

หมายความว่า หินชนิดที่มีเนื้อเปื่อยไม่แน่นเป็นก้อนแกร่ง

(๕๕) “หินปูน” หมายความว่า

หินธาตุปูนซึ่งมีเนื้อแน่นแกร่งเป็นก้อนปึก

(๕๖) “หินทราย”

หมายความว่า หินประกอบด้วยเมล็ดทรายและประสานด้วยวัตถุอื่นเป็นก้อนปึก

(๕๗) “หินอัคนี”

หมายความว่า หินที่มีเนื้อแข็งแกร่งเป็นก้อนปึก โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอื่นประสาน

(๕๘) “แรงประลัย”

หมายความว่า แรงขนาดที่ทำให้วัตถุนั้นแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน

(๕๙) “แรงดึง”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน

(๖๐) “แรงอัด”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน

(๖๑) “แรงเฉือน”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด

(๖๒) “ส่วนปลอดภัย”

หมายความว่า อัตราส่วนที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย

(๖๓) “น้ำหนักบรรทุก”

หมายความว่า

น้ำหนักที่กำหนดว่าจะมาเพิ่มขึ้นบนอาคารนอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง

(๖๔) “ส่วนลาด”

หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาวของฐาน

(๖๕) “ทางสาธารณะ”

หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้

(๖๖) “ทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ”

หมายความว่า ที่ดินที่ไม่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ซึ่งประชาชนใช้เป็นทางคมนาคม ผ่านที่ดินต่างเจ้าของ เกินกว่า ๑๐ ปี

หรือที่ดินที่มอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรักษาแนวเขตเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นทางคมนาคม

(๖๗) “ทางน้ำสาธารณะ”

หมายความว่า ทางน้ำที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้

(๖๘) “ทางระบายน้ำสาธารณะ”

หมายความว่า ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะ ซึ่งกำหนดไว้ให้ระบายน้ำออกจากอาคารได้

(๖๙) “ถนนสาธารณะ”

หมายความว่า ทางสาธารณะที่รถเดินผ่านได้

(๗๐) “แนวทางสาธารณะ”

หมายความว่า อาณาเขตที่กำหนดให้เป็นทางสาธารณะทั้งทางบกและทางน้ำ

(๗๑) “แนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ”

หมายความว่า แนวเขตที่ประชาชนได้ใช้เป็นทางคมนาคมผ่านที่ดินต่างเจ้าของเกินกว่า ๑๐

ปี หรือแนวเขตที่กำหนดไว้ให้ประชาชนคมนาคม โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้รักษาแนวเขตนั้น

ทั้งทางบกและทางน้ำ

(๗๒) “ระดับถนนสาธารณะ”

หมายความว่า ความสูงของยอดถนนสาธารณะใกล้ชิดกับที่ดินปลูกสร้าง

เทียบกับระดับน้ำทะเล

(๗๓) “แนวถนน”

หมายความว่า เขตถนนและทางเดินที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะ

การอนุญาตก่อสร้าง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

การขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามความหมายในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติ

ให้ยื่นคำขอต่อคณะเทศมนตรี ตามแบบ “อ.๑”

ท้ายเทศบัญญัตินี้พร้อมด้วยแผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการอย่างละ ๓ ชุด

ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารจะต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้างขึ้นหรือเป็นตัวแทนของผู้นั้น

ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การขอใบอนุญาตชั่วคราวตามความในมาตรา ๙

วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัติ นอกจากจะแสดงความประสงค์ในคำขออนุญาตแล้ว

ให้ผู้ขออนุญาตกำหนดขั้นของงานและระยะเวลาสำเร็จในแผนผัง

แบบก่อสร้างและรายการไว้ให้ชัดเจน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร ตามความในมาตรา

๙ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ.๒”

ท้ายเทศบัญญัตินี้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

คำสั่งของคณะเทศมนตรีให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผัง แบบก่อสร้าง

หรือรายการตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติให้ทำตามแบบ “อ.๓”

ท้ายเทศบัญญัตินี้ และให้จัดส่งให้ผู้ขออนุญาตโดยให้ลงนามรับเป็นหลักฐานไว้

แต่ถ้าส่งให้ไม่ได้ก็ให้ประกาศไว้ให้ทราบที่ป้ายโฆษณาของสำนักงานเทศบาล

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ สำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔

แห่งพระราชบัญญัติ

ให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างแจ้งให้คณะเทศมนตรีทราบเป็นหนังสือก่อนกำหนดก่อสร้างอย่างน้อยเป็นเวลา

๓๐ วัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้างหนึ่งชุด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ถ้าคณะเทศมนตรีมีข้อแก้ไขสำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติ

ให้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างทราบภายในกำหนด ๑๕ วัน

นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งความนั้น

แผนผัง

แบบก่อสร้าง และรายการ

แผนผัง

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน

๑,๐๐๐ แสดงขอบเขตที่ดินและบริเวณติดต่อและแสดงขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้ว

กับอาคารที่ขออนุญาตปลูกสร้างใหม่ด้วยลักษณะและเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจน

พร้อมด้วยเครื่องหมายทิศ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะที่ติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างโดยบริบูรณ์

กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่ปลูกสร้างนั้น จนถึงทางระบายน้ำสาธารณะ

และตามแนวทางระบายน้ำนั้น ให้แสดงเครื่องหมายชี้ทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในแผนผังให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคารและให้แสดงการสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะ

หรือระดับพื้นดินตรงที่ปลูกสร้าง

แบบก่อสร้าง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑

ใน ๑๐๐ แสดงแผนอาคารของรากฐานและพื้นชั้นต่างๆ ของอาคาร รูปด้านและรูปตัดเนื่องกันไม่ต่ำกว่า

๒ ด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด

และเครื่องหมายวัตถุประกอบแผนอาคารชัดเจนพอที่จะคิดรายการและสอบรายคำนวณได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

แบบก่อสร้างอาคารสาธารณะและอาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป

ให้แสดงรายคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่างๆ ของอาคารไว้โดยบริบูรณ์

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ อาคารพิเศษนั้น

นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ที่มีกำหนดควบคุมอยู่โดยเฉพาะแล้ว

ให้เสนอรายคำนวณอย่างละเอียดด้วย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

แบบก่อสร้างสำหรับการปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้ว

ตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติ

ให้แสดงแบบของส่วนเก่าและส่วนที่จะต่อเติมหรือดัดแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

อาคารชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวร

หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเสนอแบบก่อสร้าง เป็นแบบสังเขปก็ได้

รายการ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ รายการให้แสดงลักษณะของวัตถุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคารโดยละเอียดชัดเจนพร้อมด้วยวิธีก่อสร้าง

ทั่วไป

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนัก

และหน่วยการคำนวณต่างๆ ของแผนผัง และแบบก่อสร้างรายการ หรือรายคำนวณนั้น

ให้ใช้วิธีเมตริก

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในแผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการนั้นให้ลงนามและแจ้งชื่อสำนักงาน

หรือที่อยู่ของผู้กำหนดแผนผัง ออกแบบก่อสร้าง ทำรายการ

และคิดรายคำนวณไว้ด้วยเสมอไป พร้อมด้วยเครื่องหมายวิทยฐานะ (ถ้ามี)

ว่าเป็นผู้สามารถสมควรทำการเหล่านั้นได้

ลักษณะอาคารต่างๆ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ อาคารที่พักอาศัยซึ่งมิได้ทำด้วยวัตถุถาวรหรือทนไฟเป็นส่วนใหญ่นั้น

จะปลูกสร้างเกินกว่าสองชั้นและมีครัวไฟอยู่ในอาคารนั้นไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

อาคารที่พักอาศัยเกินกว่าสองชั้นต้องทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่

และต้องมีทางลงหนีไฟไว้ด้วย เว้นแต่มีบันไดขึ้นลงมากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ห้องแถว ตึกแถว ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า

๓.๕๐ เมตร ระหว่างผนัง และต้องมีทางคนเข้าออกได้ทั้งข้างหน้ากับข้างหลัง

ถ้าปลูกสร้างติดต่อกัน ต้องมีผนังกันไฟทุกระยะ ๕ ห้อง เป็นอย่างน้อย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์

โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะ ต้องมีที่ว่างเป็นทางเดินด้านหลังอาคาร

เพื่อใช้เป็นทางคมนาคมได้ถึงกันกว้างไม่น้อยกว่า ๒.๐๐ เมตร

ทั้งนี้ให้กันเขตบริเวณทางเดินดังกล่าวนี้ให้ปรากฏ

ถ้าที่ดินที่ก่อสร้างนั้นตั้งอยู่ติดที่สาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะให้ทำทางเดินหลังอาคารนั้นออกติดต่อกับทางนั้นด้วย

แต่ในกรณีที่มีการตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดิน

จะใช้ทางเดินติดต่อทางนี้ร่วมกันก็ได้

ห้ามทำการก่อสร้างสิ่งใดปกคลุม

หรือก่อสร้างอาคารลงบนทางเดินหลังอาคารนี้ให้เป็นการกีดขวาง

หรือการทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงบนทางเดินหลังอาคารนี้ ต้องหมดไปหรือน้อยลงกว่าเดิม

ในเมื่ออาคารนั้นยังคงสภาพอยู่

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ อาคาร บ้าน เรือนโรง

จะปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งถมด้วยขยะมูลฝอยมิได้

เว้นแต่ขยะมูลฝอยนั้นจะได้กลายสภาพเป็นดินแล้ว

หรือได้ทับด้วยดินกระทุ้งแน่นไม่ต่ำกว่า ๐.๓๐ เมตร

และมีลักษณะไม่เป็นอันตรายแก่อนามัย และมั่นคงพอควรแก่การปลูกสร้างแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ รั้วหรือกำแพงกั้นเขต ให้ทำได้สูงไม่เกิน

๓.๐๐ เมตร เหนือระดับถนน ประตูรั้ว หรือกำแพงทางรถเข้าเมื่อมีคานบน

ให้วางคานนั้นสูงตั้งแต่ ๓.๐๐ เมตร ขึ้นไปจากระดับถนน

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า ๓.๐๐ เมตร

และลาดขึ้นสูงไม่ชันกว่า ๑ ใน ๑๐ ถ้ามีหลังคาคลุม ต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐

เมตร จากระดับพื้นสะพาน

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ป้ายโฆษณาที่เป็นอาคารต้องติดตั้งโดยไม่บังหน้าต่าง หรือประตู

และต้องติดตั้งด้วยวัตถุติดต่ออันถาวรเพื่อป้องกันการหลุดออก

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การปลูกสร้างโดยต่อเติม

หรือดัดแปลงอาคารซึ่งจำต้องได้รับอนุญาตนั้นมีกำหนดดังนี้

ก. ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใด

ตั้งแต่ห้าตารางเมตรขึ้นไป

ข. เปลี่ยนหลังคา

หรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม

ค. เพิ่ม ลดจำนวน หรือเปลี่ยนเสา คาน บันได และผนัง

ส่วนต่างๆ

ของอาคาร

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ห้องนอนหรือห้องใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างหรือส่วนยาวไม่ต่ำกว่า

๒.๕๐ เมตร กับรวมเนื้อที่พื้นทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๙ ตารางเมตร

และให้มีช่องประตูและหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่าส่วน ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่ของห้องนั้น

โดยไม่รวมนับส่วนประตูหรือหน้าต่างอันติดต่อกับห้องอื่นๆ

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ห้องของอาคารซึ่งบุคคลเข้าไปได้

จะต้องมีช่องระบายลมให้เพียงพอ ในเมื่อปิดประตูทั้งหมด วิธีระบายลมนั้น

ให้ทำตามแบบซึ่งเหมาะสมกับสภาพของอาคารนั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ช่องทางเดินภายในอาคาร

ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๑.๐๐ เมตร กับมิให้มีเสากีดกั้นให้ส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น

ทั้งให้มีแสงสว่างธรรมชาติแลเห็นได้เวลากลางวันด้วย

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

หน้าต่างและประตูของห้องนอนหรือห้องพักอาศัย

ให้ทำสูงจากพื้นถึงยอดไม่น้อยกว่า ๒.๐๐ เมตร

และให้บุคคลสามารถเปิดออกจากห้องนั้นได้โดยสะดวก

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดาน ยอดฝา

หรือยอดผนัง สำหรับห้องในอาคารที่พักอาศัยต้องไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐ เมตร

สำหรับห้องทั้งหลายอันเป็นประธานในอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์

ห้องแถว ตึกแถว โรงรถ หรือคอกสัตว์ที่มีห้องคนพักอาศัยอยู่ชั้นบน

ระยะนั้นต้องไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ เมตร

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ พื้นชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยนั้น

ต้องมีระดับสูงกว่าพื้นดินปลูกสร้างอาคารอย่างน้อย ๙๐ เซนติเมตร

แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างตันติดพื้นดิน

ต้องมีระดับสูงกว่าพื้นดินปลูกสร้างอาคารอย่างน้อย ๑๐ เซนติเมตร และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมแนวถนนในที่ราบ

จะเป็นอาคารที่พักอาศัยหรือไม่ก็ตาม ต้องสูงกว่าระดับถนนนั้นไม่ต่ำกว่า ๓๐

เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ถ้าครัวไฟอยู่ติดกับห้องนอนหรือห้องส้วม

ห้ามมิให้มีประตู หน้าต่าง หรือช่องลมในด้านที่ติดต่อกันนั้น

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์

ชนิดเป็นเตาก่อหรือเตาเหล็ก

ให้ตั้งได้เฉพาะในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

เตาไฟและปล่องระบายควันไฟจะต้องทำมิให้ฝา หรือผนัง หรือหลังคารับความร้อนจัดได้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ประตูสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม

และอาคารพาณิชย์ ต้องมีธรณีประตูเสมอเรียบกับพื้น หรือไม่มีเลย

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๙๐ เซนติเมตร

ช่วงหนึ่งสูงไม่เกิน ๓.๐๐ เมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๒๐ เซนติเมตร

ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๒ เซนติเมตร ถ้าตอนใดที่ทำเลี้ยว มีบันไดเวียน ส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องไม่แคบกว่า

๑๐ เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ บันไดอันเป็นประธานสำหรับอาคารสาธารณะ

โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๑.๕๐ เมตร

ช่วงหนึ่งสูงไม่เกิน ๔.๐๐ เมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๑๙ เซนติเมตร

ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๔ เซนติเมตร และถ้าไม่มีบันไดขึ้นลงให้มากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้ว

จะต้องมีทางลงหนีไฟอีก ถ้าตอนใดที่ทำเลี้ยวมีบันไดเวียน

ส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องไม่แคบกว่า ๑๐ เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒

บันไดซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ ๔๐ หรือข้อ ๔๑

ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ลิฟต์สำหรับบุคคลใช้สอย

ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟต์นั้น ต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้น

และลิฟต์นั้นจะต้องมีส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักที่กำหนดไว้

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ วัตถุมุงหลังคา ให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ

แต่ทั้งนี้คณะเทศมนตรีอาจพิจารณาผ่อนผันให้ใช้วัตถุอื่นมุงได้ เมื่อมีเหตุอันสมควร

สำหรับอาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างอาคาร ต่างครัวเรือน

และเขตที่ดิน หรือทางสาธารณะเกิน ๔๐.๐๐ เมตร จะใช้มุงด้วยวัตถุอื่นก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ อาคารซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับทางสาธารณะนั้น

ถ้าคณะเทศมนตรีเห็นสมควรจะอนุญาตให้ส่วนรากฐานซึ่งอยู่ใต้ดินของอาคารนั้นเหลื่อมล้ำเข้าไปในทางสาธารณะก็ได้แต่ต้องไม่เกิน

๑.๐๐ เมตร และต้องไม่กีดขวางสิ่งก่อสร้างซึ่งได้มีอยู่ในทางสาธารณะนั้นแล้ว

และระดับของส่วนรากฐานที่ยื่นออกมาในทางสาธารณะ

จะต้องไม่สูงกว่าระดับที่คณะเทศมนตรีกำหนดให้ ความลึกของรากฐานนั้น

จะให้อยู่ในระดับใดให้คณะเทศมนตรีกำหนด

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖

รากฐานของอาคารจะต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของตัวอาคารและน้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย

ในกรณีสงสัยให้คณะเทศมนตรีเรียกรายคำนวณ หรือผลของการทดลอง หรือทั้งสองอย่าง

เพื่อประกอบการพิจารณาได้

น้ำหนักวัตถุและน้ำหนักบรรทุก

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗

ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงอัดส่วนอาคารประกอบด้วยอิฐประสานด้วยปูนผสมส่วนต่างๆ

ให้กำหนดใช้ไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

ชนิดอิฐ

ส่วนปูนขาว

ตามปริมาตร

ส่วนปูนซีเมนต์

ตราช้าง

ตามปริมาตร

ส่วนทราย

ตามปริมาตร

กำลังอัดต่อ

๑ ตารางเซนติเมตร

ธรรมดา

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

อัด

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

๑๐ กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน

๔ ของแรงประลัยแห่งเหล็ก กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ

ของส่วนอาคารประกอบด้วยเหล็กชนิดต่างๆ ที่มีส่วนปลอดภัย โดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔

ของแรงประลัยแห่งเหล็กนั้น ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น

ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินอัตราต่อไปนี้

ชนิดเหล็ก

แรงดึงต่อ

ตารางเซนติเมตร

แรงอัดต่อ

ตารางเซนติเมตร

แรงเฉือนต่อ

ตารางเซนติเมตร

เหล็กหล่อ

๒๐๐ กิโลกรัม

๑,๒๐๐ กิโลกรัม

๒๐๐ กิโลกรัม

เหล็กล้วน

๗๐๐

กิโลกรัม

๗๐๐

กิโลกรัม

๖๐๐

กิโลกรัม

เหล็กถ่านอ่อน

๑,๐๐๐

กิโลกรัม

๑,๐๐๐

กิโลกรัม

๘๐๐

กิโลกรัม

เหล็กเสริม

๑,๒๐๐

กิโลกรัม

๑,๒๐๐

กิโลกรัม

๘๕๐

กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน

๔ ของแรงประลัยแห่งไม้ แต่ไม่ให้ความแอ่นของไม้เกิน ๑ ใน

๒๐๐ ของช่วงคาน กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ ของไม้ชนิดต่างๆ

ที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของแรงประลัยแห่งไม้นั้น

และถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น

ก็ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินดังต่อไปนี้

ชนิดไม้

แรงดึงตามเสี้ยน

ต่อ ๑

ตาราง

เซนติเมตร

แรงอัดตามเสี้ยน

ต่อ ๑

ตาราง

เซนติเมตร

แรงเฉือนตามเสี้ยนต่อ

๑ ตารางเซนติเมตร

ไม้อ่อน

๑๐๐

กิโลกรัม

๘๐

กิโลกรัม

กิโลกรัม

ไม้ปานกลาง

๑๑๐

กิโลกรัม

๙๐

กิโลกรัม

๑๐

กิโลกรัม

ไม้แข็ง

๑๒๕

กิโลกรัม

๑๐๐

กิโลกรัม

๑๕

กิโลกรัม

85 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองนราธิวาส เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2494 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_cc2dead31f8dd063

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com