法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กค. 12/2551 เรื่อง การพิจารณาทางปกครองตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
29
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ที่ กค. 12/ 2551

เรื่อง การพิจารณาทางปกครองตามพระราชบัญญัติสัญญา

ซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติทรัสต์

เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 (1) มาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และมาตรา 8 (1) มาตรา 74 มาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการ ก.ล.ต. ออกข้อกําหนดไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในประกาศนี้

(1) “การพิจารณาทางปกครอง” หมายความว่า การดําเนินการที่เกี่ยวกับการพิจารณาโทษทางปกครอง

(2) “โทษทางปกครอง” หมายความว่า โทษทางปกครองที่กําหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน

(3) “ผู้ถูกกล่าวหา” หมายความว่า บุคคลซึ่งสํานักงาน ก.ล.ต. ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว เห็นว่ามีพฤติการณ์การกระทําที่มีมูลเข้าข่ายเป็นการกระทําผิดที่มีโทษทางปกครอง

(4) “ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครอง” หมายความว่า คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง และสํานักงาน ก.ล.ต. แล้วแต่กรณี

(5) “คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน

(6) “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในการพิจารณาและมีคําสั่งลงโทษทางปกครอง และการพิจารณาอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าว นอกจากที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้นํากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การแจ้งข้อกล่าวหา การแจ้งกําหนดนัด การแจ้งคําสั่งลงโทษทางปกครอง การแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือการอย่างอื่น ให้กระทําเป็นหนังสือ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีมีเหตุจําเป็นเร่งด่วนหรือผู้รับได้แสดงความจํานงให้แจ้งด้วยวิธีอื่น การแจ้งข้อกล่าวหา การแจ้งกําหนดนัด การแจ้งคําสั่งลงโทษทางปกครอง การแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือการอย่างอื่น จะใช้วิธีส่งทางโทรสาร จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นตามที่ผู้รับได้แจ้งความจํานงไว้ก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานการส่ง และต้องจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้รับในทันทีที่อาจกระทําได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งตามวัน เวลาที่ปรากฏในหลักฐานการส่งโทรสาร จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นนั้น เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากนั้น

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เมื่อสํานักงาน ก.ล.ต. รวบรวมข้อเท็จจริงและพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว เห็นว่าบุคคลใดมีพฤติการณ์การกระทําที่มีมูลควรจะได้รับโทษทางปกครอง ให้ดําเนินการดังนี้

(1) ในกรณีที่ประเภทของโทษซึ่งผู้ถูกกล่าวหาควรจะได้รับอยู่ในอํานาจของสํานักงาน ก.ล.ต. ให้สํานักงาน ก.ล.ต. ดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามความในหมวดนี้

(2) ในกรณีที่ประเภทของโทษซึ่งผู้ถูกกล่าวหาควรจะได้รับไม่อยู่ในอํานาจของสํานักงาน ก.ล.ต. ให้สํานักงาน ก.ล.ต. เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง หรือคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้วแต่กรณี เพื่อดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามความในหมวดนี้ต่อไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. ปฏิบัติงานธุรการรวมทั้งดําเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง หรือคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้วแต่กรณี มอบหมาย

ส่วน ๑ การพิจารณาทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การพิจารณาทางปกครองให้รวมถึงการดําเนินการดังต่อไปนี้

(1) การแสวงหาพยานหลักฐานที่เห็นว่าจําเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง

(2) การรับฟังพยานหลักฐาน คําชี้แจง หรือความเห็นของสํานักงาน ก.ล.ต. ผู้ถูกกล่าวหา หรือพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่สํานักงาน ก.ล.ต. และผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้าง เว้นแต่ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จําเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา

(3) การขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

(4) การขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(5) การออกไปตรวจสถานที่

ผู้ถูกกล่าวหาต้องให้ความร่วมมือกับผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีหน้าที่แจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบแก่ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ให้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบเพื่อโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิยื่นคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ความในวรรคหนึ่งมิให้นํามาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองจะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

(1) เมื่อได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จสิ้นแล้วก่อนสํานักงาน ก.ล.ต. เสนอเรื่องต่อผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครอง

(2) เมื่อมีความจําเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาเองได้ให้ไว้ในคําชี้แจงหรือในการให้ถ้อยคําต่อเจ้าหน้าที่ของสํานักงาน ก.ล.ต.

(4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทําได้

(5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ หากจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การแจ้งข้อกล่าวหา ให้ทําเป็นหนังสือโดยมีสาระสําคัญดังต่อไปนี้

(1) ชื่อผู้ถูกกล่าวหา

(2) การกระทําทั้งหลายที่เข้าข่ายเป็นความผิดที่มีโทษทางปกครอง พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการกระทําดังกล่าว

(3) บทบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกําหนดตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน ที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เมื่อผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองได้พิจารณาพยานหลักฐาน ประกอบกับคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทําผิด ให้ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองมีคําสั่งยกข้อกล่าวหา แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทําผิด ให้พิจารณากําหนดโทษทางปกครอง แล้วมีคําสั่งลงโทษทางปกครองต่อไป

ให้สํานักงาน ก.ล.ต. แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การประชุมของคณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครองต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม

การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อ 11 ถ้าปรากฏว่าคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานในที่ประชุมอาจออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครองหรือคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อ 11 คณะกรรมการอาจมอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งในคณะกรรมการดําเนินการหรือปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดในนามของคณะกรรมการได้ ซึ่งให้หมายความรวมถึงการดําเนินการหรือปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) การลงนามในหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือแจ้งกําหนดนัด

(2) การลงนามในหนังสือเชิญให้บุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้ความเห็น หรือส่งเอกสารหรือพยานหลักฐาน

(3) การสอบและบันทึกคําชี้แจงหรือความเห็นของผู้ถูกกล่าวหา พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

ส่วน ๒ การกําหนดโทษทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการพิจารณาโทษทางปกครองที่จะใช้กับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการกําหนดโทษทางปกครองอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่าง ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองต้องคํานึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

(1) พฤติการณ์แห่งความผิด ซึ่งโดยทั่วไปให้พิจารณาจาก

(ก) ความผิดเกิดขึ้นโดยความจงใจ หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเป็นเพียงจากการขาดความระมัดระวังตามสมควร

(ข) ประโยชน์ที่ผู้กระทําผิดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทําผิดหรือบุคคลอื่นได้รับหรือจะได้รับจากการกระทํานั้น

(ค) พฤติการณ์แห่งความผิดเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ หลักเกณฑ์ คําสั่ง หรือเงื่อนไขที่เป็นสาระสําคัญ หรือเป็นการขัดต่อหน้าที่ที่ต้องดําเนินธุรกิจหรือให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวัง หรือเป็นเพียงการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านเทคนิค

(2) ความเสียหายที่เกิดจากการกระทํานั้น ซึ่งโดยทั่วไปให้พิจารณาจาก

(ก) ระดับของความเสียหายที่มีต่อตลาดเงินหรือตลาดทุนหรือต่อลูกค้าหรือบุคคลอื่น

(ข) ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความเสียหายประเภทที่สามารถคํานวณเป็นตัวเงินได้ (เช่น การขาดประโยชน์ หรือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย เป็นต้น) หรือเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถคํานวณเป็นตัวเงินได้ (เช่น การส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือของตลาดหรือของธุรกิจ)

(3) ข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโดยทั่วไปให้พิจารณาจาก

(ก) ช่วงระยะเวลาและความถี่ของการกระทําผิด

(ข) ความผิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงข้อด้อยของระบบบริหารจัดการหรือระบบควบคุมภายใน และระบบจัดการหรือระบบควบคุมภายในที่มีข้อด้อยนั้นเป็นระบบที่ใช้ในธุรกิจทั้งหมดหรือธุรกิจบางส่วนของผู้กระทําผิด

(ค) ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นโดยการกระทําหรือการรับรู้ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในระดับสูงของนิติบุคคลผู้กระทําผิด

(ง) เรื่องที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเป็นเรื่องที่มีประกาศของสํานักงาน ก.ล.ต. กําหนดแนวทางที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว

(จ) ผู้กระทําผิดแจ้งหรือรายงานความผิดนั้นต่อสํานักงาน ก.ล.ต. ภายในเวลาอันสมควร และเป็นการให้ข้อมูลทั้งหมดที่ทราบหรือให้ข้อมูลเพียงบางส่วน ตลอดจนลักษณะการรายงานข้อมูลและเหตุผลที่รายงานข้อมูล

(ฉ) การเยียวยาความเสียหายของผู้กระทําผิด หรือการดําเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทําความผิดนั้น

(ช) ระดับของความร่วมมือที่ผู้กระทําผิดให้กับสํานักงาน ก.ล.ต. โดยในกรณีที่ผู้กระทําผิดเป็นนิติบุคคล ระดับความร่วมมือดังกล่าวหมายความรวมถึง ความชัดเจนของนิติบุคคลที่กําหนดให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกับสํานักงาน ก.ล.ต.

(ซ) ประวัติการถูกลงโทษทางปกครองของผู้กระทําผิด หรือในกรณีที่ผู้กระทําผิดเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงประวัติการถูกลงโทษทางปกครองของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการกระทําผิดของนิติบุคคลนั้น

(ฌ) ระดับโทษทางปกครองที่เคยใช้กับผู้กระทําผิดรายอื่นในความผิดทํานองเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน

ส่วน ๓ คําสั่งลงโทษทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ คําสั่งลงโทษทางปกครองให้ทําเป็นหนังสือระบุ วัน เดือน ปีที่ทําคําสั่ง ลงโทษทางปกครองที่ลง รวมทั้งชื่อ ลายมือชื่อ และตําแหน่ง ของผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองที่ทําคําสั่ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ คําสั่งลงโทษทางปกครองต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสําคัญ

(2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง

(3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้

(1) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จําเป็นต้องระบุอีก

(2) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับ

(3) เป็นกรณีเร่งด่วน แต่ต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาอันควรหากผู้ถูกลงโทษร้องขอ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การออกคําสั่งลงโทษทางปกครอง ผู้มีอํานาจพิจารณาทางปกครองอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่จําเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน

การกําหนดเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกําหนดเงื่อนไขในกรณีดังต่อไปนี้ ตามความเหมาะสมแก่กรณีด้วย

(1) การกําหนดให้โทษทางปกครองเริ่มมีผลหรือสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

(2) การกําหนดให้การเริ่มมีผลหรือสิ้นผลของโทษทางปกครองต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน

(3) การกําหนดให้ผู้ถูกลงโทษกระทําการหรืองดเว้นกระทําการเพื่อแก้ไขหรือป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน ซ้ําอีกได้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ คําสั่งลงโทษทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อผู้ถูกลงโทษตั้งแต่ขณะที่ผู้ถูกลงโทษได้รับแจ้งเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางปกครองของสํานักงาน ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 หรือ มาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นต่อสํานักงาน ก.ล.ต. ตามกําหนดเวลาดังต่อไปนี้

(1) ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว ในกรณีที่เป็นการอุทธรณ์คําสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

(2) ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําสั่งดังกล่าว ในกรณีที่เป็นการอุทธรณ์คําสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550

ในการยื่นอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์อาจยื่นด้วยตนเอง หรืออาจส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในกรณีการยื่นอุทธรณ์โดยทางไปรษณีย์ ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์ต้นทางประทับตราไปรษณียากรบนซองหนังสืออุทธรณ์เป็นวันยื่นอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ คําอุทธรณ์ต้องทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ โดยระบุเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องอุทธรณ์ เหตุผลที่เป็นข้อโต้แย้งว่าไม่เห็นด้วยกับคําสั่งลงโทษทางปกครองอย่างชัดเจน และต้องมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย

บรรดาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์เห็นว่าอาจเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอุทธรณ์ ให้ผู้อุทธรณ์แนบเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับคําอุทธรณ์ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. ตรวจคําอุทธรณ์ ถ้าเห็นว่าคําอุทธรณ์ไม่มีรายการตามข้อ 20 ให้เสนอเลขาธิการเพื่อมีคําสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขภายในระยะเวลาที่กําหนด

ในกรณีที่ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. เห็นว่าคําอุทธรณ์มิได้ยื่นภายในระยะเวลาที่กําหนดตามข้อ 19 หรือในกรณีที่เลขาธิการได้มีคําสั่งตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ผู้อุทธรณ์มิได้ดําเนินการภายในระยะเวลาที่กําหนด ให้นําเสนอคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อมีคําสั่งไม่รับคําอุทธรณ์ไว้พิจารณา แล้วมีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ เมื่อฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. ตรวจคําอุทธรณ์แล้ว ไม่มีกรณีตามข้อ 21 หรือผู้อุทธรณ์ได้ดําเนินการแก้ไขคําอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กําหนดตามคําสั่งของเลขาธิการตามข้อ 21 วรรคหนึ่ง แล้ว ให้ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. ลงทะเบียนรับคําอุทธรณ์ และออกใบรับอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ หรือมีหนังสือแจ้งการรับอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทราบ แล้วแต่กรณี

ใบรับอุทธรณ์หรือหนังสือแจ้งการรับอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ต้องมีข้อความแสดงถึงวัน เดือน ปี ที่รับอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อได้ลงทะเบียนรับคําอุทธรณ์แล้ว ให้ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. จัดทําบันทึกการพิจารณาคําอุทธรณ์ โดยระบุเรื่องหรือข้อโต้แย้งที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์อย่างชัดเจนและครบถ้วนทุกประเด็น และให้แสดงเหตุผลหรือข้อพิจารณาในการมีคําสั่งลงโทษทางปกครองอันเป็นเหตุให้มีการอุทธรณ์นั้นด้วย แล้วเสนอคําอุทธรณ์และบันทึกการพิจารณาคําอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อพิจารณา

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการ ก.ล.ต. จะพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สํานักงาน ก.ล.ต. ได้รับคําอุทธรณ์

ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นไม่อาจพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดเวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้สํานักงาน ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกําหนดเวลาดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการ ก.ล.ต. สามารถพิจารณาทบทวนคําสั่งลงโทษทางปกครองได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมตลอดถึงความเหมาะสมของการทําคําสั่งลงโทษทางปกครอง โดยอาจขอให้ผู้อุทธรณ์หรือสํานักงาน ก.ล.ต. จัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมหรือชี้แจงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับเรื่องที่อุทธรณ์เพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กําหนด หรือรับฟังความคิดเห็นจากผู้อุทธรณ์หรือบุคคลใดตามที่เห็นสมควรด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นสมควรให้ผู้อุทธรณ์เข้าแถลงด้วยวาจา ให้สํานักงาน ก.ล.ต. แจ้งกําหนดนัดให้ผู้อุทธรณ์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่เป็นกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วน อาจแจ้งกําหนดนัดล่วงหน้าน้อยกว่านั้นก็ได้

ในการเข้าแถลงด้วยวาจา ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นหนังสือสรุปคําแถลงต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. อย่างช้าในวันที่กําหนดให้มีการแถลงด้วยวาจานั้น ทั้งนี้ หนังสือสรุปคําแถลงจะยกข้อเท็จจริงที่ไม่เคยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ไม่ได้ เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสําคัญในการอุทธรณ์ ซึ่งผู้อุทธรณ์สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจําเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษที่ทําให้ไม่อาจเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ก่อนหน้านั้น

คําแถลงด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ต้องกระชับและอยู่ในประเด็น โดยไม่อาจยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอื่นนอกจากที่ปรากฏในคําแถลงเป็นหนังสือ มิฉะนั้นคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจไม่อนุญาตให้แถลงด้วยวาจา

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางปกครอง คณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง หรือคณะบุคคลคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. แต่งตั้งจํานวนไม่เกินสามคน ให้มีหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งเสนอความเห็นในเรื่องที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่ได้มอบหมายให้กรรมการคนใดหรือคณะบุคคลใดทําหน้าที่ไว้ตามวรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่มีการมอบหมายตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่เรื่องที่อุทธรณ์ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ให้ประธานกรรมการ ก.ล.ต. หรือรองประธานกรรมการ ก.ล.ต. ที่ประธานกรรมการ ก.ล.ต. มอบหมาย มีอํานาจพิจารณาแต่งตั้งกรรมการหรือคณะบุคคลตามวรรคหนึ่งแทนคณะกรรมการ ก.ล.ต.

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ เมื่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. พิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว ให้สํานักงาน ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้ผู้อุทธรณ์ทราบพร้อมด้วยเหตุผล ทั้งนี้ ให้นําข้อ 16 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคําสั่งลงโทษทางปกครอง แต่ผู้อุทธรณ์อาจยื่นคําขอทุเลาการบังคับดังกล่าวมาพร้อมกับการยื่นอุทธรณ์ได้ โดยชี้แจงเหตุผลอันเป็นความจําเป็นเร่งด่วนในการขอทุเลาการบังคับดังกล่าว

ให้ฝ่ายคดี สํานักงาน ก.ล.ต. พิจารณาคําขอตามวรรคหนึ่งเป็นการเร่งด่วน และรีบทําความเห็นเสนอคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาต่อไป และให้นําข้อ 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นเร่งด่วน และคําขอนั้นมีเหตุสมควรอันแท้จริง จะมีคําสั่งตามที่เห็นสมควรโดยจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่จําเป็นด้วยก็ได้ และให้สํานักงาน ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้อุทธรณ์ทราบ

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

(นายวิจิตร สุพินิจ)

ประธานกรรมการ

คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หมายเหตุ - เหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และมาตรา 74 มาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 บัญญัติให้การสั่งลงโทษทางปกครอง การพิจารณาและการมีคําสั่งลงโทษทางปกครอง และการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนด ประกอบกับเป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวขึ้นใช้บังคับ จึงจําเป็นต้องออกประกาศนี้

29 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กค. 12/2551 เรื่อง การพิจารณาทางปกครองตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_cc9165150c8bd93e

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com