ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 17 /2555
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel II!: A global regulatory framework for more resilient banks and banking systems (Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีและเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินโดยรวม ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์
ได้ดีขึ้น
ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III โดยปรับเพิ่มระยะเวลาถือครองขั้นต่ํา (Minimum holding period) ในการคํานวณค่าปรับลด (Haircut) มูลค่าหลักประกันตามวิธี Comprehensive สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์นอกตลาดบางประเภท เช่น ธุรกรรมอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันที่ไม่มีสภาพคล่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในภาวะวิกฤตที่ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่สามารถปิดฐานะธุรกรรมอนุพันธ์เหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้ปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุล (Credit equivalent amount: CEA) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์บางประเภท โดยฌฉพาะธุระกรรมอนุพันธ์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Structured derivative) เพื่อให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความชัดเจนยิ่งขึ้นเนื่องจากประกาศฉบับเดิมไม่ได้ระบุวิธีการคํานวณไว้อย่างชัดเจน และเพื่อให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความเหมาะสมในทางปฏิบัติ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 92/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้ คําจํากัดความให้เป็นไปตามเอกสารแนบ 1
5.2 หลักการ
ประกาศฉบับนี้ครอบคลุมหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับฐานะที่เกิดจากธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภท ซึ่งรวมถึงฐานะในมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์วางไว้กับคู่สัญญา เพื่อใช้เป็นฐานในการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้ของคู่สัญญา (Default risk โดยให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลตาม Original exposure method (วิธี OEM) หรือ Current exposure method (วิธี CEM) และนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลดังกล่าวไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงของคู่สัญญาเพื่อคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาต่อไป
ทั้งนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาที่คํานวณได้ตามประกาศนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) และ/หรือ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) แล้วแต่กรณี เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการคํานวณอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital adequacy ratio) ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ต่อไป
5.3 ฐานะที่เกิดจากธุรกรรมอนุพันธ์ที่ต้องนํามาคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับฐานะที่เกิดจากธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภท ซึ่งรวมถึงฐานะในมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์วางไว้กับคู่สัญญา ยกเว้นฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์ ต่อไปนี้
5.3.1 ฐานะในอนุพันธ์ด้านเครดิตในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) ทั้งในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยง (Protection seller) และผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยง (Protection buyer) ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) แล้วแต่กรณี อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ต้องนําฐานะดังกล่าวไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามแนวทางที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้นแล้วแต่กรณี
5.3.2 ฐานะในอนุพันธ์ด้านเครดิตประเภท Funded credit derivative ในบัญชีเพื่อการค้า (Trading book) ในกรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงอย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ต้องนําฐานะดังกล่าวไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด
5.3.3 ฐานะในอนุพันธ์ด้านเครดิตประเภท Funded credit derivative ในบัญชีเพื่อการค้า (Trading book) ในกรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงโดยธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่มีเงินสดมาวางเป็นประกันแล้ว
5.3.4 ฐานะในสัญญา Options sold ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับค่าธรรมเนียม (Premium) เต็มจํานวน
5.3.5 ฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์อื่น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกําหนด
5.4 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
5.4.1 ฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์ในตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดยกําหนดให้น้ําหนักความเสี่ยงของคู่สัญญาเท่ากับ 0 จนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
5.4.2 ฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์นอกตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาตามข้อ 5.5
5.5 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงสําหรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้ของคู่สัญญา (Default risk)
5.5.1 สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงสําหรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชําระหนี้ของคู่สัญญาแต่ละรายตามวิธี SA ดังนี้
(1) คํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลของฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์ (รวมทุก Netting set ที่ทํากับคู่สัญญารายเดียวกัน) ตามที่กําหนดในข้อ 5.6
(2) นํามูลค่าตามข้อ 5.5.1 (1) มาหักด้วย Specific provision ของธุรกรรมอนุพันธ์นั้น
(3) คํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง โดยนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิตามข้อ 5.5.1 (2) ข้างต้น หลังพิจารณาการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามข้อ 5.12 (หากมี) ไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงของคู่สัญญาตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA)
5.5.2 สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงสําหรับค่าความเสียหายที่เกินกว่าระดับที่คาดไว้ (Unexpected loss: UL) รวมถึงคํานวณค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss: EL) ตามวิธี IRB ดังนี้
(1) คํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลของฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์ (รวมของทุก Netting set ที่ทํากับคู่สัญญารายเดียวกัน) ตามที่กําหนดในข้อ 5.6
(2) กําหนดมูลค่าตามข้อ 5.5.2 (1) เป็นยอดหนี้หรือประมาณการยอดหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ (EAD) เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงสําหรับค่า UL และค่า EL ต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) รวมถึงธนาคารพาณิชย์สามารถพิจารณาปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามข้อ 5.12 ได้
5.6 หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลของคู่สัญญาแต่ละรายซึ่งเท่ากับผลรวมของมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลจากฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์กรณีที่ไม่มี Netting agreement ฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์กรณีที่มี Netting agreement และฐานะในมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์วางไว้กับคู่สัญญา
โดยการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์กรณีที่ไม่มี Netting agreement และกรณีที่มี Netting agreement ให้ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้วิธีการคํานวณตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําในการเลือกใช้วิธีในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลข้อ 5.7 ซึ่งแบ่งเป็น 2 วิธี ได้แก่ วิธี OEM ตามข้อ 5.8 และวิธี CEM ตามข้อ 5.9 นอกจากนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามข้อกําหนดเพิ่มเติมสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลข้อ 5.10 ด้วย
สําหรับวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับฐานะในมูลค่าหลักประกันที่ธนาคารพาณิชย์วางไว้กับคู่สัญญา ให้ธนาคารพาณิชย์อ้างอิงหลักเกณฑ์ข้อ 5.11
5.7 เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําในการเลือกใช้วิธีในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุล
5.7.1 ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ต้องดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านตลาดคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยใช้วิธี CEM กับคู่สัญญาทุกราย
5.7.2 ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านตลาดและเลือกใช้วิธี SA ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสามารถเลือกใช้วิธี OEM หรือวิธี CEM ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลกับคู่สัญญาแต่ละรายได้ ยกเว้นในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการทําธุรกรรมอนุพันธ์อื่นที่นอกเหนือจากอนุพันธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยกับคู่สัญญารายใด ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยใช้วิธี CEM กับทุกธุรกรรมที่ทํากับคู่สัญญารายนั้นทันที
5.7.3 ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ต้องดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านตลาดและเลือกใช้วิธี IRB ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยจําแนกเป็นพอร์ตสินทรัพย์ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้วิธี OEM หรือวิธี CEM ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลกับคู่สัญญาแต่ละรายในพอร์ตสินทรัพย์ที่ใช้วิธี SA (พอร์ตสินทรัพย์ที่ไม่มีนัยสําคัญ ยกเว้นในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการทําธุรกรรมอนุพันธ์อื่นที่นอกเหนือจากอนุพันธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยกับคู่สัญญารายใด ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยใช้วิธี CEM กับทุกธุรกรรมที่ทํากับคู่สัญญารายนั้นทันที
(2) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยใช้วิธี CEM กับคู่สัญญาทุกรายในพอร์ตสินทรัพย์ที่ใช้วิธี IRB
5.8 Original exposure method (วิธี OEM)
วิธี OEM เป็นวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ โดยการคูณจํานวนเงินตามสัญญา (Notional amount) ด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit conversion factor: CCF) ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
5.8.1 กรณีที่ไม่มี Netting agreement
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไม่มีการลงนามใน Netting agreement (ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเอกสารแนบ 2) กับคู่สัญญารายใด หรือมีการลงนามใน Netting agreement แล้ว แต่มีสัญญาบางส่วนที่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันที่จะไม่รวมอยู่ใน Netting agreement ในกรณีเช่นนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์จําแนกธุรกรรมอนุพันธ์ที่ไม่รวมอยู่ใน Netting agreement ดังกล่าวแล้วให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลในกรณีที่ไม่มี Netting agreement โดยคูณจํานวนเงินตามสัญญาด้วยค่าแปลงสภาพที่เกี่ยวข้องตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
CEAกรณีที่ไม่มี Netting = Ʃni=1 (Notional amounti x CCFi, กรณีไม่มี Netting)
โดย
CEAกรณีที่ไม่มี Net = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลกรณีที่ไม่มี Netting agreement
Notional amounti = จํานวนเงินตามสัญญาสําหรับธุรกรรม “i”
CCFi, กรณีไม่มี Netting = ค่าแปลงสภาพสําหรับวิธี OEM กรณีที่ไม่มี Netting agreement สําหรับ
ธุรกรรม 'i' (เอกสารแนบ 3 ตารางที่ 1)
n = จํานวนธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย
5.8.2 กรณีที่มี Netting agreement
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการลงนามใน Netting agreement (ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเอกสารแนบ 2) กับคู่สัญญารายใด แล้วธุรกรรมอนุพันธ์ทุกสัญญาที่ทํากับคู่สัญญารายดังกล่าว ถูกกําหนดให้นํามาหักกลบลบหนี้เพื่อชําระราคาเป็นยอดเดียวในกรณีที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลในกรณีที่มีNetting agreement โดยคูณจํานวนเงินตามสัญญาด้วยค่าแปลงสภาพที่เกี่ยวข้องตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
CEAกรณีที่มี Netting = Ʃni=1 (Notional amounti x CCFi, กรณีมี Netting)
โดย
CEAกรณีที่มี Netting = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลกรณีที่มี Netting agreement
Notional amounti = จํานวนเงินตามสัญญาสําหรับธุรกรรม “i”
CCFi, กรณีมี Netting = ค่าแปลงสภาพสําหรับวิธี OEM กรณีที่มี Netting agreement สําหรับ
ธุรกรรม “i” (เอกสารแนบ 3 ตารางที่ 2)
n = จํานวนธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย
ทั้งนี้ หากใน Netting agreement ธนาคารพาณิชย์และคู่สัญญามีการทําสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign exchange forward contract) หรือสัญญาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีจํานวนเงินตามสัญญาเท่ากับกระแสเงินสดที่ต้องรับและจ่ายกันจริง ธนาคารพาณิชย์สามารถนําสัญญาที่เป็นรายการตรงกันข้ามกัน (เช่น ฐานะด้านซื้อและฐานะด้านขาย) มีวันครบกําหนดวันเดียวกัน (Same maturity date) และสกุลเงินเดียวกัน (Same currency pair) มาหักกลบลบกันได้ (Offset) โดยมีวิธีการคํานวณดังต่อไปนี้
(1) ให้ธนาคารพาณิชย์คูณจํานวนเงินตามสัญญาทั้งด้านซื้อและต้านขายที่ครบกําหนดวันเดียวกัน ด้วยค่าแปลงสภาพที่เกี่ยวข้องตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในเอกสารแนบ 3 ตารางที่ 1 และ 2
(2) ให้ธนาคารพาณิชย์นําค่าที่คํานวณได้ตามข้อ 5.8.2 (1) มาหักกลบลบกันและให้นับส่วนต่างที่คํานวณได้เป็นมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลของคู่สัญญารายนั้น
5.9 Current exposure method (วิธี CEM)
วิธี CEM เป็นวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ โดยพิจารณาจาก Replacement cost (RC) ซึ่งมีค่าเท่ากับมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบัน (Mark to-market value) ของธุรกรรมที่มีค่าเป็นบวก และมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Add-on) ซึ่งคํานวณโดยการคูณจํานวนเงินตามสัญญาด้วยค่าแปลงสภาพที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
5.9.1 กรณีที่ไม่มี Netting agreement
(1) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณผลรวมของ RC ของธุรกรรมอนุพันธ์ที่ธนาคารพาณิชย์ทํากับคู่สัญญา (Gross replacement cost: RCGos) ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
RCGross = Ʃni=1 RCi ; RCi > 0
โดย
RCGross = ผลรวมของ RC ของธุรกรรมอนุพันธ์ที่ธนาคารพาณิชย์ทํากับคู่สัญญา
RCi = มูลค่าที่ได้จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบันสําหรับธุรกรรม '"' ที่มีค่าเป็นบวก
n = จํานวนธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย
(2) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณผลรวมของมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Gross add-on: AGross) โดยหายอดรวมของผลคูณระหว่างจํานวนเงินตามสัญญาของธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละรายกับค่าแปลงสภาพที่เกี่ยวข้องตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
A Gross = Ʃni=1 (Notional amounti x CCFi)
โดย
A Gross = ผลรวมของมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตกรณีที่ไม่มี Netting
agreement
Notional amounti = จํานวนเงินตามสัญญาสําหรับธุรกรรม 'i'
CCFi = ค่าแปลงสภาพสําหรับวิธี CEM สําหรับธุรกรรม '/' (เอกสารแนบ 3 ตารางที่
3 และ 4)
n = จํานวนธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย
(3) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุล โดยหายอดรวมของค่า RC Goss ที่คํานวณได้ตามข้อ 5.9.1 (1) และค่า A Gross ที่คํานวณได้ตามข้อ 5.9.1 (2) ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
CEAกรณีที่ไม่มี Netting = RC Gross + A Gross
5.9.2 กรณีที่มี Netting agreement
กลุ่มธุรกรรมอนุพันธ์ที่อยู่ภายใต้ Netting set เดียวกัน ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับกลุ่มธุรกรรมอนุพันธ์ดังกล่าว ดังนี้
(1) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณผลรวมสุทธิที่ได้จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบัน (Net replacement cost: RCVer) ของธุรกรรมอนุพันธ์ที่ธนาคารพาณิชย์ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย โดยหายอดรวมสุทธิของกําไรและขาดทุนที่ได้จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของทุกสัญญาที่อยู่ภายใต้ Netting set เดียวกัน ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
RC Net = max(0; Ʃni=1 MTM i)
โดย
RC Net = ค่าที่สูงกว่าระหว่าง 0 กับผลรวมสุทธิที่ได้จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบัน
ของธุรกรรมอนุพันธ์ทุกสัญญาที่อยู่ภายใต้ Netting set เดียวกัน
MTM i = มูลค่าที่ได้จากการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-market value) ในปัจจุบันของ
ธุรกรรม 'i' ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งค่าบวกและลบ
n = จํานวนธุรกรรมอนุพันธ์ที่ทํากับคู่สัญญาแต่ละราย ที่อยู่ภายใต้ Netting set เดียวกัน
(2) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณผลรวมของมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Net add-on: Aver) ของธุรกรรมอนุพันธ์ทุกสัญญาที่อยู่ภายใต้ Netting agreement เดียวกัน ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
A Net = (0.4 x A Gross) + (0.6 x NGR X A Gross)
โดย
A Net = ผลรวมของมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีที่มี Netting agreement
A Gross = ผลรวมของมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีที่ไม่มี Netting agreement
NGR = Net-to-gross ratio ซึ่งคํานวณโดยการนําค่า RC Vet มาหารด้วยค่า RC Gross (รายละเอียดตาม