มาตรา ๒๙
เวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญให้นับแต่จำนวนปี เศษของปีถ้าถึงครึ่งปีให้นับเป็นหนึ่งปี
การนับระยะเวลาตามความในวรรคก่อน
สำหรับเดือนหรือวัน ให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน
และให้นับสิบสองเดือนเป็นหนึ่งปี สำหรับจำนวนวัน ถ้ามีรวมกันหลายระยะ
ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน
มาตรา
๓๐[๓] ข้าราชการผู้ใด
(๑)
ลาออกโดยไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ หรือบำนาญจากการรับราชการตอนก่อนลาออก
(๒)
ถูกปลดออกหรือถูกไล่ออกในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(๓)
ออกจากราชการโดยได้รับหรือมีสิทธิที่จะรับบำเหน็จหรือบำนาญแล้ว
ถ้าภายหลังได้เข้ารับราชการใหม่
ให้คิดเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเฉพาะการรับราชการครั้งใหม่เท่านั้น
ความในมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่
(ก)
นายทหารซึ่งถูกปลดออกจากประจำการเป็นนายทหารกองหนุนโดยมิได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ
หรือบำนาญ หากได้เข้ารับราชการอีก
(ข)
นายทหารซึ่งลาออกจากประจำการเป็นนายทหารกองหนุนโดยมิได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ
หรือบำนาญ หากได้เข้ารับราชการเป็นทหารอีก
และออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญในขณะเป็นทหาร
(ค)
ข้าราชการผู้มีสิทธิคืนบำเหน็จเพื่อนับเวลาก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลังตามกฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญทหาร
พุทธศักราช ๒๔๘๒ หรือพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช
๒๔๘๒
(ง)
ข้าราชการการเมืองที่ต้องออกหรือต้องพ้นจากตำแหน่งโดยผลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และยังมิได้รับบำเหน็จบำนาญสำหรับวันราชการตอนที่ต้องออกหรือต้องพ้นจากตำแหน่ง
การไปรับราชการต่างกระทรวงทบวงกรม
ถ้าเวลาราชการไม่ติดต่อกัน และพิสูจน์ไม่ได้ว่าทางราชการสั่ง
ให้ถือว่าเป็นการลาออกจากสังกัดเดิม
วิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญ