法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับ ก.พ.อ.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. 2549

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
23
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับ ก

ข้อบังคับ ก.พ.อ.

ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์

กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. ๒๕๔๙[๑]

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ (๔) และมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.พ.อ. จึงออกข้อบังคับ ก.พ.อ. ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับ ก.พ.อ. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. ๒๕๔๙”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ. ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ก.พ.อ. อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำการพิจารณาอุทธรณ์แทน ก.พ.อ. ตามข้อบังคับนี้ได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ให้อุทธรณ์ได้สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้

การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.พ.อ. หรือเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยในหนังสือให้แสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณ์ให้เห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร และลงลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เพื่อประโยชน์ในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิขอตรวจหรือคัดรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือของผู้สอบสวนได้ รวมทั้งมีสิทธิขอตรวจหรือคัดบันทึกถ้อยคำบุคคลพยานหลักฐานอื่น หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษด้วย ทั้งนี้ หากพยานหลักฐานดังกล่าวมีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ ตามที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การยื่นอุทธรณ์ตามข้อ ๕ ให้ยื่นได้ ๓ วิธี ดังนี้

(๑) ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

(๒) ยื่นที่สำนักงานอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือมีคำสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก

(๓) ส่งทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

กรณียื่นอุทธรณ์ตาม (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับหนังสือออกใบรับหนังสือ ประทับตรารับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ในวันที่รับหนังสือตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณและให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ.

กรณีที่ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ตาม (๓) ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่ง หรือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ ก.พ.อ.

ในการอุทธรณ์ ถ้าผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นพิจารณาของ ก.พ.อ. ให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือจะทำเป็นหนังสือต่างหากก็ได้ แต่ต้องยื่นหรือส่งหนังสือขอแถลงการณ์ด้วยวาจาก่อนที่ ก.พ.อ. เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ โดยอาจยื่นตาม (๑) หรือ (๓) ได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์ตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) แล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบสำนวนอุทธรณ์ในเรื่องนั้น โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการ ดังนี้

(๑) แจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งเอกสารตามข้อ ๙ ให้ ก.พ.อ. เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามวัน

(๒) รายงานกรณีที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว

ในกรณีที่ได้มีการยื่นอุทธรณ์ที่สำนักงานอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาตามข้อ ๗ (๒) และสถาบันอุดมศึกษาส่งหนังสืออุทธรณ์พร้อมกับเอกสารตามข้อ ๙ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้ว ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนอุทธรณ์ในเรื่องนั้น และให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรายงานกรณีที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อสถาบันอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์ตามข้อ ๗ (๒) หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามข้อ ๘ (๑) แล้ว ให้สถาบันอุดมศึกษาส่งเอกสารดังต่อไปนี้ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แล้วแต่กรณี

(๑) หนังสืออุทธรณ์

(๒) สำเนาหลักฐานการรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์

(๓) คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

(๔) คำคัดค้านกรรมการสอบสวน (ถ้ามี)

(๕) รายงานการประชุมของสภาสถาบันอุดมศึกษา หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายในการพิจารณาสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษ

(๖) สำนวนการสอบสวนและหลักฐานการสอบสวนทั้งหมดในกรณีตามมาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๗ (๔) หรือเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๕๗ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) หรือมาตรา ๕๘ พร้อมบัญชีเอกสาร

กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สถาบันอุดมศึกษาชี้แจงแสดงเหตุผลกรณีจัดส่งเอกสารล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับเอกสารตามข้อ ๙ จากสถาบันอุดมศึกษาครบถ้วนแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนสรุปสำนวนเสนอต่อ ก.พ.อ. เพื่อพิจารณาภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ ก.พ.อ. ทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์ ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นคู่กรณีกับผู้อุทธรณ์

(๒) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณีหรือผู้อุทธรณ์

(๓) เป็นญาติของคู่กรณีหรือผู้อุทธรณ์ คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น

(๔) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ หรือผู้แทน หรือตัวแทนของคู่กรณี หรือผู้อุทธรณ์

(๕) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี หรือผู้อุทธรณ์

(๖) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

การยื่นคัดค้าน การพิจารณาคำคัดค้านกรรมการผู้พิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาอุทธรณ์ ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษเป็นวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

ถ้าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษ และมีการแจ้งคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษให้ผู้นั้นทราบกับมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้นั้นแล้วทำบันทึกลงวันเดือนปี เวลา และสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งได้โดยตรงและได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวไปให้สองฉบับ เพื่อให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือถูกสั่งลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งแล้วส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีนี้เมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสำเนาคำสั่งฉบับที่ให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งกลับคืนมา ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษได้รับแจ้งคำสั่งแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ไว้แล้ว ผู้อุทธรณ์จะยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อ ก.พ.อ. ก่อนที่ ก.พ.อ. เริ่มพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้ โดยอาจยื่นหรือส่งตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) ได้

ผู้อุทธรณ์จะขอถอนอุทธรณ์ก่อนที่ ก.พ.อ. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นก็ได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นตรงต่อ ก.พ.อ. และอาจยื่นหรือส่งตามข้อ ๗ (๑) หรือ (๓) ได้ เมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้วการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ อุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องในสาระสำคัญตามข้อ ๕ และยื่นภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ในกรณีที่มีปัญหาว่าอุทธรณ์รายใดเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ ให้ ก.พ.อ. เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

ในกรณีที่ ก.พ.อ. มีมติไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษไว้พิจารณาให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแจ้งคำวินิจฉัยนั้น พร้อมทั้งแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับหนังสืออุทธรณ์และเอกสารจากสถาบันอุดมศึกษาตามข้อ ๙ ครบถ้วน

การพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๒ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาจากเอกสารตามข้อ ๙ ในกรณีจำเป็นและสมควรอาจทำการไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ การไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้รวมถึงการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

(๒) รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของผู้อุทธรณ์ หรือของพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ผู้อุทธรณ์กล่าวอ้าง เว้นแต่ ก.พ.อ. พิจารณาเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา

(๓) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากผู้อุทธรณ์ พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

(๔) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(๕) ออกไปตรวจสถานที่

พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ ก.พ.อ. เรียกมาให้ถ้อยคำหรือทำความเห็นมีสิทธิได้รับค่าป่วยการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ.อ. ตามวรรคสอง ก.พ.อ. อาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ หรือคณะอนุกรรมการไต่สวน ทำการไต่สวนเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงแทนได้

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจาให้ ก.พ.อ. รับฟังคำแถลงการณ์ของ ผู้อุทธรณ์ทุกกรณี และผู้อุทธรณ์มีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในการพิจารณาของ ก.พ.อ ได้ การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าผู้อุทธรณ์ ให้ถือว่าเป็นการกระทำของผู้อุทธรณ์ เว้นแต่ผู้อุทธรณ์จะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น

กรณีที่จะมีการแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ตามวรรคห้า ให้ ก.พ.อ. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษทราบด้วยว่า ถ้าประสงค์จะแถลงแก้ ก็ให้มาแถลง หรือมอบหมายเป็นหนังสือให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แทนมาแถลงแก้ด้วยวาจาได้ ทั้งนี้ ให้แจ้งล่วงหน้าตามควรแก่กรณี และเพื่อประโยชน์ในการแถลงแก้ดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือคำสั่งลงโทษ หรือผู้แทนเข้าฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามข้อ ๑๕ ถ้า ก.พ.อ. เห็นสมควรที่จะต้องสอบสวนใหม่ หรือสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความถูกต้องและเหมาะสมตามความเป็นธรรม ให้มีอำนาจสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็น โดยจะสอบสวนเองหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้สอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติมแทนก็ได้ หรือกำหนดประเด็น หรือข้อสำคัญที่ต้องการทราบส่งไปให้ผู้สอบสวนเดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้

การสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งประเด็นหรือข้อสำคัญไปเพื่อให้ผู้สอบสวนเดิมตามวรรคหนึ่ง ให้นำหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาตามที่กำหนดในมาตรา ๔๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อ ก.พ.อ. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๒ แล้ว

(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มีมติยกอุทธรณ์

(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษชอบด้วยกฎหมาย แต่เห็นว่า การให้ออกจากราชการไม่เหมาะสมกับกรณี หรือเห็นว่าโทษไม่เหมาะสมกับความผิด ให้มีมติสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษให้เหมาะสม

(๓) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ หรือสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีมติเพิกถอนคำสั่ง และให้สั่งให้ดำเนินการให้เหมาะสม

(๔) ถ้าเห็นว่าข้อความในคำสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมให้มีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม

ในกรณีที่มีผู้ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน และเป็นความผิดในเรื่องเดียวกัน โดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อผู้ถูกลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และผลการพิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุเดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้วให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาการลงโทษให้มีผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ คำวินิจฉัยของ ก.พ.อ. ตามข้อ ๑๔ หรือข้อ ๑๗ ต้องมีลายมือชื่อของกรรมการที่วินิจฉัยเรื่องนั้น

ถ้ากรรมการคนใดมีความเห็นแย้ง ให้มีสิทธิทำความเห็นแย้งของตนรวมไว้ในคำวินิจฉัยได้

ให้ ก.พ.อ. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อรับผิดชอบจัดทำสารบบคำวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ การจัดสารบบดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อ ก.พ.อ. ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๑๗ และมีมติเป็นประการใด ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแจ้งคำวินิจฉัยนั้นพร้อมทั้งแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือ และแจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๑๔ หรือข้อ ๑๗ หรือในกรณีที่ ก.พ.อ. มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การนับระยะเวลาตามข้อบังคับ ก.พ.อ. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา ส่วนเวลาสิ้นสุด ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดได้ยื่นหรือส่งหนังสืออุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ไว้แล้วก่อนวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้นยังไม่แล้วเสร็จ ให้ ก.พ.อ. พิจารณาวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้นต่อไปตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์นั้น

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้ประธาน ก.พ.อ. รักษาการตามข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

จาตุรนต์ ฉายแสง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ประธาน ก.พ.อ.

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้ข้อบังคับ ก.พ.อ. ฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดให้การอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ ก.พ.อ. จึงจำเป็นต้องออกข้อบังคับ ก.พ.อ. นี้

ปริญสินีย์/ผู้จัดทำ

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

คุณากร/ผู้ตรวจ

๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๙๒ ง/หน้า ๑๖/๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๙

23 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับ ก.พ.อ.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการ หรือกรณีถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก พ.ศ. 2549 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ccdde451aefbfe0a

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com