มาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. ๒๕๖๐
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ตามความในประกาศฉบับนี้
๓. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
๔. เนื้อหา
๔.๑ นิยาม
ในประกาศฉบับนี้
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนให้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
ผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการ หมายความว่า
(๑) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ
หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
(๒)
บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการหรือกรรมการ
หรือการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
สถาบันการเงิน หมายความว่า
สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หมายความว่า
สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
รัฐวิสาหกิจ หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
ธปท. หมายความว่า
ธนาคารแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
๔.๒ หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำกับดูแล
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ดังต่อไปนี้
๔.๒.๑ ด้านฐานะทางการเงิน
เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับมีความน่าเชื่อถือมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉินผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ดังต่อไปนี้
(๑) มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่าที่กำหนดตามประกาศ ธปท.
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขการขออนุญาตและการขอขึ้นทะเบียนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๒) มีฐานะทางการเงินและการดำเนินงานที่มั่นคง
ที่แสดงให้เห็นว่าสามารถดำเนินธุรกิจและให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
และไม่มีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ เช่น
ฐานะและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ส่วนของผู้ถือหุ้น
(๓) ห้ามลดทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.
(๔) การเพิ่มทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้ว ให้แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด
ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเพิ่มทุน
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ขึ้นทะเบียนกับ
ธปท. ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในข้อ (๑) (๓) และ (๔)
๔.๒.๒ ด้านธรรมาภิบาล
เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับมีระบบการบริหารจัดการกิจการ
และการควบคุมภายในที่ดี
มีโครงสร้างองค์กรที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี
มีกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
มีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการ
และหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจนเหมาะสม
(๑) ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ดังต่อไปนี้
(๑.๑) ประกอบธุรกิจโดยปฏิบัติตามแผน นโยบาย มาตรการ และระบบต่าง ๆ ตามที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียน
แล้วแต่กรณี หรือที่ได้แจ้งไว้กับ ธปท.
(๑.๒) ดูแลและสอบทานให้กรรมการและผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการ
มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและประกาศ ธปท.
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการขอขึ้นทะเบียนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๑.๓) มีกรรมการอย่างน้อย ๑ คน
ซึ่งมีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย
ในกรณีมีเหตุให้กรรมการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
จนเป็นเหตุให้ไม่มีกรรมการที่มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง
ให้แต่งตั้งกรรมการซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าวภายใน ๔๕ วันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
(๑.๔)
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคล ให้แจ้ง ธปท.
ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด ภายใน ๑๕
วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้
ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของบุคคลที่เป็นกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคลว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินและหลักเกณฑ์ที่
ธปท. ประกาศกำหนด ตามแบบหนังสือรับรองแนบท้ายประกาศ ธปท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขการขออนุญาตและการขอขึ้นทะเบียนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๑.๕)
จัดโครงสร้างองค์กรให้มีหน่วยงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับให้ชัดเจน
(๒)
กรรมการและผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการมีหน้าที่และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
(๒.๑) ดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำ
ระเงินภายใต้การกำกับให้มีนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพรองรับความเสี่ยงที่สำคัญและกลยุทธ์ในการให้บริการ
และมีการทบทวนนโยบายและระบบบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอหรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการอย่างมีนัยสำคัญ
(๒.๒)
ดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับให้มีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพครอบคลุมธุรกรรมต่าง
ๆ ของการให้บริการการชำระเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎ และคำสั่งของ ธปท.
และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๒.๓)
ดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับให้มีระบบการรายงานการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
กฎ และคำสั่งของ ธปท. และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
ระเบียบหรือข้อบังคับภายในของกิจการเอง
เพื่อให้กรรมการและฝ่ายจัดการสามารถติดตามหรือแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
หรือผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
(๒.๔) ดูแลให้มีการจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๓) การควบคุมภายใน
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องจัดให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดีมีประสิทธิภาพ
โดยจะต้องครอบคลุมในเรื่อง ดังต่อไปนี้
(๓.๑)
จัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการควบคุมภายในและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
โดยมีการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล
ควบคุม และตรวจสอบการดำเนินงานที่เหมาะสม รวมถึงมีสายการบังคับบัญชาและการรายงานที่ชัดเจน
เพื่อให้มีการสอบทานและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม
(๓.๒)
จัดให้มีกระบวนการและแนวทางปฏิบัติในการควบคุมภายในซึ่งครอบคลุมถึงการตรวจสอบรายการผิดปกติ
เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผิดพลาดหรือการทุจริตในการปฏิบัติงาน
หรือการบริหารความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสมและรัดกุมเพียงพอ หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ
หรือข้อบังคับภายในของกิจการ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(๓.๓)
จัดให้มีบุคลากรหรือหน่วยงานในการทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ด้วยความเรียบร้อย
(๓.๔)
จัดให้มีการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
พร้อมส่งสำเนาผลการตรวจสอบให้ ธปท. เป็นหนังสือ
หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด ภายใน ๔๕
วันนับแต่วันที่ทำการตรวจสอบแล้วเสร็จ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าว
จะต้องมีความรู้ ประสบการณ์
และมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ ในกรณีที่ ธปท.
เห็นว่าผลการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง
มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีข้อความคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ ธปท. เห็นว่าจำเป็นหรือสมควร
ธปท. อาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแต่งตั้งผู้ตรวจสอบภายนอกดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบให้
ธปท. ทราบ
๔.๒.๓ ด้านการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินได้อย่างเหมาะสม
สอดคล้องกับรูปแบบการประกอบธุรกิจ
โดยกระบวนการหรือระบบบริหารความเสี่ยงต้องสามารถระบุ ประเมิน
ติดตามควบคุมหรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
ซึ่งอย่างน้อยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑)
กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงในการให้บริการการชำระเงินอย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร
ให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ ขนาด ปริมาณธุรกรรม และความซับซ้อนของการให้บริการ
โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย
รวมทั้งต้องมีการกำหนดแนวทาง วิธีการ ผู้รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง
ประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางและวิธีการที่กำหนด
และต้องรายงานผลการปฏิบัติดังกล่าวให้คณะกรรมการบริษัท หรือคณะกรรมการ
หรือผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายทราบภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
(๒) จัดให้มีแนวทางการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management : BCM) และแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) เพื่อรองรับกรณีการเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์ผิดปกติ
ให้สอดคล้องเหมาะสมกับประเภทและความซับซ้อนของการประกอบธุรกิจเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
(๓) จัดให้มีระบบงานที่สามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้
(๔) การบริหารความเสี่ยงด้านระบบสารสนเทศ
(๔.๑) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศ ธปท.
ว่าด้วยนโยบายและมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ
เพื่อให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับมีมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยงด้านระบบสารสนเทศ
มีความมั่นคงปลอดภัย (Security) มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (Integrity) และมีความพร้อมในการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง (Availability)
(๔.๒)
จัดให้มีการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
พร้อมส่งสำเนาผลการตรวจสอบให้ ธปท. เป็นหนังสือ
หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด ภายใน ๔๕
วันนับแต่วันที่ทำการตรวจสอบแล้วเสร็จ
โดยผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าวจะต้องมีความรู้
ประสบการณ์และมีความเป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ
ทั้งนี้ ในกรณีที่ ธปท.
เห็นว่าผลการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ
มีข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือมีข้อความคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือในกรณีที่ ธปท.
เห็นว่าจำเป็นหรือสมควร ธปท. อาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแต่งตั้งผู้ตรวจสอบภายนอกดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบให้
ธปท. ทราบ
(๕) การใช้บริการจากบุคคลภายนอก
กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับให้ผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่น
(Outsourcing) มาดำเนินการแทนในงานระบบสารสนเทศ รวมถึงงานที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับยังคงมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการในการให้บริการที่ต่อเนื่อง
ปลอดภัย น่าเชื่อถือและความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เสมือนกับเป็นการให้บริการโดยผู้ประกอบธุรกิจเองโดยผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
(๕.๑) จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการคัดเลือกติดตาม ประเมินผล
และตรวจสอบการให้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างเหมาะสมโดยประเมินความเสี่ยงของการใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ในการประเมินความเสี่ยง
ควรครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(Data Privacy) และผลกระทบต่อระบบงานที่สำคัญของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๕.๒) จัดให้มีการทำสัญญาการใช้บริการ
ซึ่งระบุสิทธิของผู้ตรวจสอบภายในผู้ตรวจสอบภายนอก และ ธปท.
ในการเข้าตรวจสอบการดำเนินงานและการควบคุมภายในของผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับนั้นได้
(๕.๓) จัดให้มีแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) หรือแผนฉุกเฉินด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Disaster Recovery Plan) ที่ครอบคลุมถึงการใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่น
รวมทั้งต้องมีการทดสอบและทบทวนการปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้จริง
(๕.๔)
กรณีที่มีการเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่นหรือบุคคลอื่นในต่างประเทศ
โดยเฉพาะในด้านการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูล
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการในต่างประเทศนั้น
เช่น
ความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอันเนื่องมาจากการขัดข้องหรือการปิดกั้นเครือข่ายสื่อสารหรือระบบสื่อสารระหว่างประเทศ
(Information Access Risk) และความเสี่ยงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของต่างประเทศ
(Cross - border Compliance) และจัดให้มีแผนรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
(๖) การแต่งตั้งตัวแทน
กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับมีการแต่งตั้งตัวแทน
(Agent) ให้ดำเนินการแทนในการให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศ ธปท.
ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ซึ่งมีหลักการให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการเสมือนกับการให้บริการโดยผู้ประกอบธุรกิจเอง
(๗) การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน
กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานไปจากที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียน
หรือที่เคยขออนุญาตเพิ่มเติมหรือเคยแจ้งให้ ธปท. ทราบ แล้วแต่กรณี ให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับดำเนินการดังนี้
(๗.๑) การย้ายสำนักงานใหญ่ให้ยื่นขออนุญาตเป็นหนังสือ
หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดต่อ ธปท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐
วันก่อนเริ่มดำเนินการ
(๗.๒) กรณีดังต่อไปนี้ ต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือ
หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด
(๗.๒.๑) ไม่น้อยกว่า ๑๕ วันก่อนเริ่มดำเนินการ กรณีการเพิ่มยกเลิก
หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการให้บริการแตกต่างจากที่ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนไว้
แล้วแต่กรณี โดยให้ส่งข้อมูลรายละเอียดของการเพิ่ม ยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
และประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศตามแบบประเมินแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ ๑)
(๗.๒.๒) ไม่น้อยกว่า ๑ ๕ วัน
ก่อนเริ่มดำเนินการกรณีการเปลี่ยนแปลงระบบสารสนเทศอย่างมีสาระสำคัญ
หรือมีผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบให้บริการ ให้แจ้ง ธปท. ทราบ
โดยแสดงแผนภาพของระบบสารสนเทศ
และระบุส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากที่เคยได้รับอนุญาตบนแผนภาพให้ชัดเจน
และประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศตามแบบประเมินแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ ๑)
(๗.๒.๓) ไม่น้อยกว่า ๗ วันก่อนเริ่มดำเนินการ กรณีการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล
ทั้งนี้ ในกรณีตามข้อ (๗.๒.๑) และ (๗.๒.๒) ธปท.
อาจให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือทักท้วง หรือกำหนดหลักเกณฑ์
หรือเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับปฏิบัติตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดำเนินการด้วยก็ได้
โดยในการดำเนินการดังกล่าว ธปท.
จะแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับทราบ
(๗.๓) จัดทำสรุปรายงานการเปิดสำนักงานสาขาแห่งใหม่ การย้าย
หรือการปิดสำนักงานสาขาที่ให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับเป็นรายไตรมาส
พร้อมส่งให้ ธปท. ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันสิ้นไตรมาส
ตามแบบรายงานแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ ๒) ทั้งนี้
สำนักงานสาขาไม่รวมถึงจุดให้บริการชั่วคราว
หรือสำนักงานหรือจุดให้บริการของตัวแทนที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแต่งตั้ง
โดยการรายงานให้เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรกที่ได้เริ่มประกอบธุรกิจ
(๗.๔) กรณีดังต่อไปนี้ ให้แจ้งผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้า
(๗.๔.๑) ไม่น้อยกว่า ๗
วันก่อนเริ่มดำเนินการกรณีการเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล
(๗.๔.๒) ไม่น้อยกว่า ๑๕ วันก่อนเริ่มดำเนินการ กรณีย้าย
หรือปิดสำนักงานสาขา
การแจ้งผู้ใช้บริการให้ดำเนินการอย่างน้อย ๒ ช่องทาง
โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
หรือประกาศทางหนังสือพิมพ์หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย
ณ สถานที่ทำการหรือจุดให้บริการของตัวแทนแต่ละแห่งที่ให้บริการก็ได้
(๘) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราว หรือเกิดปัญหาหรือความบกพร่องในการให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๘.๑) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวอันเกิดจากการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น
การปิดปรับปรุงระบบงานสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง การปิดปรับปรุงพื้นที่สำนักงาน
(๘.๑.๑) แจ้ง ธปท. ทราบเป็นหนังสือ
หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๕
วันก่อนเริ่มดำเนินการ
(๘.๑.๒) แจ้งผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗
วันก่อนเริ่มดำเนินการอย่างน้อย ๒ ช่องทาง โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือประกาศทางหนังสือพิมพ์
หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ
สถานที่ทำการหรือจุดให้บริการของตัวแทนแต่ละแห่งที่ให้บริการก็ได้
(๘.๒) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง
ที่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า
(๘.๒.๑) แจ้งฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธปท.
เป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดโดยเร็วนับแต่เวลาที่หยุดให้บริการชั่วคราว
(๘.๒.๒)
แจ้งผู้ใช้บริการทราบโดยเร็วนับแต่เวลาที่หยุดให้บริการชั่วคราว
โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
หรือประกาศทางหนังสือพิมพ์ หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ
สถานที่ทำการหรือจุดให้บริการของตัวแทนแต่ละแห่งที่ให้บริการก็ได้
(๘.๓) กรณีที่เกิดปัญหา
หรือความบกพร่องในการให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ ให้แจ้งให้ ธปท.
ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดโดยเร็ว
(๙) การหยุดประกอบธุรกิจหรือไม่ประกอบธุรกิจตามปกติ
เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับหยุดประกอบธุรกิจหรือไม่ดำเนินธุรกิจตามปกติเป็นระยะเวลาเกินกว่า
๒ ปี รัฐมนตรีมีอำนาจเพิกถอนการอนุญาตหรือ ธปท.
มีอำนาจเพิกถอนการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับนั้นได้
(๑๐) การรายงานและส่งงบการเงินต่อ ธปท.
(๑๐.๑)
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องจัดทำงบการเงินที่แสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน
และจัดส่งให้ ธปท. โดยเริ่มตั้งแต่งวดแรกที่ได้เริ่มประกอบธุรกิจ
ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑๐.๑.๑) งวดบัญชีในรอบระยะเวลา ๖
เดือนแรกของปีบัญชีให้จัดส่งงบการเงินงวด ๖ เดือนแรกของปีบัญชี ให้ ธปท. ภายใน ๔๕
วันนับแต่วันสิ้นงวด
(๑๐.๑.๒) งวดประจำปีบัญชี ให้จัดส่งงบการเงินประจำปีที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ให้ ธปท. ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันสิ้นงวด
(๑๐.๒) รายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นและสัดส่วนการถือหุ้น ๑๐
อันดับแรกโดยรวมถึงสัญชาติผู้ถือหุ้น ให้ ธปท.
พร้อมกับการส่งงบการเงินงวดประจำปีบัญชี
สำหรับรัฐวิสาหกิจให้ส่งงบการเงินที่แสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานให้
ธปท. ภายใน ๔๕ วันนับแต่วันที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบงบการเงินตามข้อ (๑๐.๑.๑)
และ (๑๐.๑.๒) พร้อมรายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นตามข้อ (๑๐.๒)
๔.๒.๔ ด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
เพื่อดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการเพียงพอต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ตรงตามความต้องการเก็บรักษาข้อมูลความลับของผู้ใช้บริการ
และบริหารจัดการข้อร้องเรียนได้อย่างเหมาะสม
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดข้อตกลงในการให้บริการไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
และเปิดเผยให้ผู้ใช้บริการทราบอย่างชัดเจน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑.๑) สิทธิ หน้าที่
และความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับและผู้ใช้บริการ ทั้งในกรณีปกติและกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
(๑.๒) หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีปฏิบัติในการให้บริการ
(๑.๓) ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการ (ถ้ามี)
ทั้งนี้
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับมีหน้าที่ติดตามดูแลให้ผู้ใช้บริการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
เงื่อนไขที่กำหนด และกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้ผู้ใช้บริการเสียประโยชน์
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๓๐ วันก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผลใช้บังคับ โดยประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการทุกแห่ง
หรือด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้
(๒)
ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ โดยต้องดำเนินการ ดังนี้
(๒.๑)
กำหนดนโยบายในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการการกำหนดชั้นความลับในการเข้าถึงข้อมูล
และการระบุตัวบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
พร้อมทั้งจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้และป้องกันผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลที่เก็บรักษา
(๒.๒) รักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ
โดยจะไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นตลอดระยะเวลาการใช้บริการและภายหลังที่เลิกใช้บริการแล้ว
เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในกรณีดังต่อไปนี้
(๒.๒.๑)
การเปิดเผยโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือหรือวิธีการอื่นใดทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับกำหนดจากผู้ใช้บริการ
(๒.๒.๒) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี
(๒.๒.๓)
การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
(๒.๒.๔) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
(๒.๒.๕) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลระบบการชำระเงินของ
ธปท.
(๓) ดำเนินการให้มีการเปิดเผยค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้
(๓.๑)
เปิดเผยรายละเอียดของค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการโดยประกาศไว้ ณ
สถานที่ทำการทุกแห่ง หรือด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้ ทั้งนี้ ในการกำหนดค่าธรรมเนียม
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการด้วย
(๓.๒) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับจะต้องประกาศรายละเอียดไว้ ณ
สถานที่ทำการทุกแห่ง หรือด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้
โดยในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้ใช้บริการเสียประโยชน์ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๓๐ วันก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผลใช้บังคับ
(๓.๓) จัดส่งประกาศค่าธรรมเนียมให้ ธปท.
ทราบโดยเร็วด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดนับแต่วันที่เริ่มประกอบธุรกิจและทุก
ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
(๔) ดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีข้อโต้แย้งจากผู้ใช้บริการ
รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาเพื่อหาข้อยุติดังนี้
(๔.๑)
จัดให้มีช่องทางและวิธีการสำหรับการรับข้อร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มีหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่สำนักงานหรือที่อยู่สำหรับติดต่อทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถติดต่อได้
(๔.๒)
กำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการและกรอบระยะเวลาเพื่อหาข้อยุติเป็นลายลักษณ์อักษร
รวมทั้งจัดอบรมวิธีปฏิบัติดังกล่าวให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องดำเนินการตรวจสอบและแจ้งความคืบหน้ารวมทั้งชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการ
พร้อมทั้งแจ้งกำหนดเวลาในการแก้ไขข้อร้องเรียนให้ผู้ร้องเรียนทราบภายใน ๗
วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน
(๔.๓) ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนให้แล้วเสร็จและแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยเร็ว
๔.๒.๕ การให้บริการการชำระเงินแก่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ หากประสงค์จะให้บริการการชำระเงินหรือการดำเนินการใด
ๆ ที่เกี่ยวกับบริการการชำระเงินเพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการการชำระเงินจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาให้บริการข้ามพรมแดนในประเทศไทย
ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) การให้บริการการชำระเงินแก่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศต้องไม่เป็นการดำเนินการใด ๆ เพื่อสนับสนุนการหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
(๒)
การดำเนินการเพื่อให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแก่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศดังกล่าว
ต้องแจ้งให้ ธปท. ทราบเป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๕ วันก่อนเริ่มดำเนินการ
โดยส่งข้อมูลรายละเอียดของการให้บริการดังกล่าว
และประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศตามแบบประเมินแนบท้ายประกาศฉบับนี้ (เอกสารแนบ ๑)
ทั้งนี้
ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ขึ้นทะเบียนรับดำเนินการเพื่อให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแก่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. เป็นรายกรณี โดย ธปท. จะพิจารณาภายใน ๔๕
วันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
๔.๒.๖
การเข้าร่วมทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน
(Regulatory Sandbox)
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ขึ้นทะเบียนให้บริการการชำระเงินโดยนำนวัตกรรมซึ่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้และอยู่ระหว่างการทดสอบการให้บริการตามหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่
ธปท. กำหนดเกี่ยวกับการเข้าร่วมทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน
(Regulatory Sandbox) ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น
เมื่อผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับประสบความสำเร็จจากการทดสอบตามแนวปฏิบัติที่
ธปท. กำหนดตามวรรคหนึ่งแล้ว และมีความประสงค์ที่จะให้บริการการชำระเงินภายใต้การกำกับตามขอบเขตที่แจ้งไว้ขณะทำการทดสอบ
หรือได้รับความเห็นชอบจาก ธปท. ว่ายังคงให้บริการอยู่ในวงจำกัด
ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ขึ้นทะเบียน
๔.๓ การยกเว้นหลักเกณฑ์การกำกับดูแลทั่วไป สำหรับสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รัฐวิสาหกิจ
และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘
เนื่องจากมีกฎหมายในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะแล้ว
๔.๓.๑ ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่เป็นสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และรัฐวิสาหกิจ
ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน ตามข้อ ๔.๒.๑ (๑)
(๔) และหลักเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล ตามข้อ ๔.๒.๒ (๑.๓)
๔.๓.๒
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่เป็นสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ
และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๕๘ ที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ
ธปท. หากได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ดังกล่าวแล้ว
ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ ในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
การแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคลตามข้อ
๔.๒.๒ (๑.๔)
(๒)
การจัดให้มีการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงและจัดส่งสำเนาผลการตรวจสอบ
ตามข้อ ๔.๒.๒ (๓.๔)
(๓) การจัดให้มีการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศและจัดส่งสำเนาผลการตรวจสอบ
ตามข้อ ๔.๒.๓ (๔.๒)
(๔) การขออนุญาตย้ายสำนักงานใหญ่ ตามข้อ ๔.๒.๓ (๗.๑)
(๕) การเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล ตามข้อ ๔.๒.๓ (๗.๒.๓) และ (๗.๔.๑)
(๖) การรายงานเปิดสำนักงานสาขาแห่งใหม่ หรือย้าย หรือปิดสำนักงานสาขาตามข้อ
๔.๒.๓ (๗.๓) และ (๗.๔.๒)
(๗) การหยุดให้บริการชั่วคราว ตามข้อ ๔.๒.๓ (๘)
(๘) การรายงานและส่งงบการเงิน ตามข้อ ๔.๒.๓ (๑๐)
(๙) การจัดส่งประกาศค่าธรรมเนียม ตามข้อ ๔.๒.๔ (๓.๓)
๔.๔ การขอขยายระยะเวลาการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับไม่สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยมีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษ
ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับสามารถยื่นขออนุญาตขยายระยะเวลา
พร้อมชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นและกำหนดเวลาที่จะดำเนินการแล้วเสร็จต่อ ธปท.
เป็นหนังสือ หรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด โดย ธปท.
อาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรืออาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้
(๑) การแจ้งการเพิ่มทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้ว ตามข้อ ๔.๒.๑ (๔)
(๒) การแต่งตั้งกรรมการสัญชาติไทย ตามข้อ ๔.๒.๒ (๑.๓)
(๓) การแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคล
ตามข้อ ๔.๒.๒ (๑.๔)
(๔)
การจัดส่งสำเนาผลการตรวจสอบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงตามข้อ ๔.๒.๒ (๓.๔)
(๕) การจัดส่งสำเนาผลการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศตามข้อ
๔.๒.๓ (๔.๒)
(๖) การยื่นขออนุญาตหรือแจ้งให้ ธปท.
ทราบการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานตามข้อ ๔.๒.๓ (๗)
(๗) การแจ้งหยุดให้บริการชั่วคราว ตามข้อ ๔.๒.๓ (๘.๑)
(๘) การรายงานและส่งงบการเงิน ตามข้อ ๔.๒.๓ (๑๐)
๔.๕ การขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศฉบับนี้
โดยมีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษซึ่งอาจส่งผลกระทบในการให้บริการอย่างต่อเนื่องหรือต่อความน่าเชื่อถือของบริการการชำระเงินผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับสามารถยื่นขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น ต่อ ธปท.
เป็นหนังสือหรือโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนด โดย ธปท.
อาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรือกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้
๔.๖ การเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับรายใดมีความประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ได้รับอนุญาตหากประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ให้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีผ่าน ธปท. ไม่น้อยกว่า ๙๐
วันก่อนวันประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ในการพิจารณาอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับรัฐมนตรีจะแจ้งผลภายใน
๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งและได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วน
รัฐมนตรีอาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้บริการก่อนเลิกประกอบธุรกิจก็ได้
(๒)
กรณีผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ได้รับขึ้นทะเบียนหากประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ให้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อ ธปท. ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันก่อนวันประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ในการพิจารณาอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ
ธปท. จะแจ้งผลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งและได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วน
ธปท. อาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับที่ประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้บริการก่อนเลิกประกอบธุรกิจก็ได้
เมื่อรัฐมนตรีหรือ ธปท.
อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับเลิกประกอบธุรกิจ
ให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับแจ้งผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าอย่างน้อย
๑๕ วันก่อนเลิกประกอบธุรกิจ อย่างน้อย ๒ ช่องทาง
โดยอาจแจ้งข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
หรือประกาศทางหนังสือพิมพ์ หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ทำการ
หรือวิธีการอื่นใด
ที่ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบได้และให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับส่งคืนใบอนุญาตหรือใบขึ้นทะเบียนต่อ
ธปท. ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่เลิกประกอบธุรกิจ
๕. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๑ เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ฤชุกร สิริโยธิน
รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน
ผู้ว่าการแทน
ธนาคารแห่งประเทศไทย
[เอกสารแนบท้าย]
๑. แบบประเมินผลกระทบด้านระบบสารสนเทศ (เอกสารแนบ ๑)
๒. รายงานการเปิดสำนักงานสาขาแห่งใหม่ หรือย้าย หรือปิดสำนักงานสาขา
สำหรับการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ (เอกสารแนบ ๒)
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
พรวิภา/จัดทำ
๒๐ เมษายน ๒๕๖๑
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๕/ตอนพิเศษ ๘๖ ง/หน้า ๔๗/๑๗ เมษายน ๒๕๖๑