ประกาศกรมตำรวจ
ประกาศกรมตำรวจ
เรื่อง
อาณัติสัญญาณแสดงว่ายานพาหนะอยู่ในการควบคุม
ตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ[๑]
ตามที่ได้มีพระราชบัญญัติเพิ่มอำนาจตำรวจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางน้ำ
พ.ศ. ๒๔๙๖ ออกบังคับใช้แล้วนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้
ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ในเมื่อมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าจะมีหรือได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นในยานพาหนะใด
ให้นายตำรวจชั้นสัญญาบัตรในกองตำรวจน้ำ กรมตำรวจ
มีอำนาจสั่งห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานที่กฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับยานพาหนะขึ้นไป
หรือนำเรือ แพ หรือพาหนะชนิดใด ๆ เข้าเทียบยานพาหนะนั้น
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตในการสั่งห้ามเช่นว่านี้จะต้องแจ้งให้ผู้ควบคุมยานพาหนะนั้นทราบด้วย
การสั่งห้ามดังกล่าวในวรรคก่อนจะกระทำโดยวิธีใด
ให้เป็นไปตามระเบียบซึ่งอธิบดีกรมตำรวจกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในระเบียบเช่นว่านี้จะกำหนดให้ผู้ควบคุมยานพาหนะแสดงเครื่องหมายอย่างใด
เพื่อให้ทราบได้ว่าได้มีการห้ามดังกล่าวแล้ว ตลอดจนกำหนดวิธีการขออนุญาต
และเงื่อนไขในการอนุญาตไว้ด้วยก็ได้
ฉะนั้น อธิบดีกรมตำรวจ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเพิ่มอำนาจตำรวจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางน้ำ
พ.ศ. ๒๔๙๖
ขอออกประกาศกำหนดอาณัติสัญญาณแสดงว่ายานพาหนะใดอยู่ในความควบคุมตรวจตราของเจ้าพนักงานตำรวจน้ำให้ทราบทั่วกัน
ดังต่อไปนี้
๑.
ในเวลากลางวัน
ยานพาหนะทางน้ำใดอยู่ในความควบคุมตรวจตราของเจ้าพนักงานตำรวจน้ำ ให้ชักธงสากลเลข ๕
(ธงนี้มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมคางหมูยาวเรียว ส่วนแรกสีเหลือง
ส่วนหลังสีน้ำเงินแก่) ขึ้นในที่เห็นได้ชัดเจน
๒.
ในเวลากลางคืน
ยานพาหนะทางน้ำใดอยู่ในความควบคุมตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ
ให้ชักโคมไฟสีขาวกับสีแดงคู่กันในทางขนานขอบฟ้าขึ้นในที่ที่แลเห็นได้รอบทิศ
ถ้าหากยานพาหนะทางน้ำใดมีอาณัติสัญญาณธงและไฟดังกล่าวมาแล้ว
ผู้หนึ่งผู้ใดจะขึ้นไปบนยานพาหนะทางน้ำนั้น หรือจะนำเรือ แพ หรือยานพาหนะชนิดใด ๆ
เข้าเทียบยานพาหนะทางน้ำนั้นก็ดี จะต้องได้รับการควบคุม ตรวจตรา
หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำซึ่งประจำอยู่ในที่นั้นเสียก่อน
ประกาศ
ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๖
พล
ด.ท. พระพินิจธนคดี
ผู้รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ
ดลธี/พิมพ์
๒
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
คณิตา/ผู้จัดทำ
๒
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๐/ตอนที่ ๗๑/หน้า ๔๗๓๔/๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๖