法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
34
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ

พ.ศ. ๒๕๕๔

โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๖ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ. ๒๕๕๓

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา

๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คณะกรรมการอัยการจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า

“ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ

พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

หากมิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะเป็นอย่างอื่น

“ก.อ.” หมายความว่า

คณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

“คณะกรรมการสอบสวน” หมายความว่า

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ ซึ่ง ก.อ. แต่งตั้งตามมาตรา

๗๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานของคณะกรรมการสอบสวน

“กรรมการ” หมายความว่า

กรรมการของคณะกรรมการสอบสวน

“การสอบสวนทางวินัย” หมายความว่า

การสอบสวนโดยคณะกรรมการสอบสวน ซึ่ง ก.อ. แต่งตั้งตามมาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ ก.อ.

มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้อัยการสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้

บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ

และคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

หลักเกณฑ์การสอบสวน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการสอบสวนทางวินัย ให้ ก.อ.

แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการจากข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

เว้นแต่มีความจำเป็นจะแต่งตั้งกรรมการจากข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ คณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วย

ประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอย่างน้อยอีกสองคน

โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายอัยการด้วยก็ได้

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว หากมีเหตุสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

ให้ประธาน ก.อ. นำเสนอ ก.อ. พิจารณาเปลี่ยนแปลงได้ และให้นำความในข้อ ๖

มาใช้บังคับด้วย

การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง หรืออาวุโสของบุคคลดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงการแต่งตั้งหรือการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ประธาน

ก.อ. เป็นผู้ลงนามแทน โดยต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องที่กล่าวหา

ชื่อและตำแหน่งของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้

ให้เป็นไปตามแบบ วน.๑ ท้ายระเบียบนี้

ให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวน

และส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน

ให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว

โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้

ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่ง

หรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา

ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้

เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

โดยให้ส่งหลักฐานการรับทราบหรือถือว่ารับทราบให้ประธานกรรมการต่อไป

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนคนหนึ่งคนใดได้

โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อ ก.อ.

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

หรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านในระหว่างการสอบสวน ก็ให้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ ก.อ.

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน

ให้ ก.อ. พิจารณาโดยเร็ว

โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้คัดค้านและคณะกรรมการสอบสวนทราบ

ผลการพิจารณาให้เป็นที่สุด

เหตุแห่งการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวน มีดังนี้

(๑) มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องที่สอบสวนนั้น

(๒) เป็นคู่หมั้น คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน

หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดา หรือร่วมมารดาของคู่กรณี

(๓) เป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์

หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน

(๔) เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทน

หรือได้เป็นทนายความของคู่กรณีมาแล้ว

(๕) เป็นพนักงานอัยการผู้ตรวจพิจารณา มีคำสั่งคดี หรือดำเนินคดี

หรือเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน

(๖) ถ้ามีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งกรรมการนั้นเอง

หรือคู่สมรส

หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของกรรมการนั้นฝ่ายหนึ่งพิพาทกับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หรือคู่สมรสหรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่กรณีฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง

(๗) เป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี

(๘) เป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเอง

(๙) มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ คณะกรรมการสอบสวนผู้ใดมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ

๙ ให้ผู้นั้นรายงานต่อ ก.อ. เพื่อพิจารณาตามข้อ ๙

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานให้ ก.อ. ทราบโดยเร็ว หาก ก.อ. เห็นว่า

กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ ก.อ.

แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสำหรับเรื่องนั้น

โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวน

หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนมีมูลพาดพิงถึงข้าราชการฝ่ายอัยการผู้อื่นว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดในเรื่องนี้ด้วย

ให้ประธานกรรมการรายงานไปยัง ก.อ. หรืออัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี

เพื่อดำเนินการต่อไปตามควรแก่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดชี้ขาดเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาคนใด

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาได้ความประจักษ์อยู่แล้ว

คณะกรรมการสอบสวนจะฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษานั้นเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและให้มีโอกาสชี้แจงก่อน

วิธีการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

ให้บันทึกวันที่ได้รับทราบคำสั่งนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

และให้ประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน

ต้องมีกรรมการร่วมสอบสวนอย่างน้อยสองคนจึงจะเป็นองค์คณะทำการสอบสวนได้

ในการประชุมปรึกษาต้องมีประธานกรรมการและกรรมการอื่นมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดแต่ไม่น้อยกว่าสามคนจึงจะเป็นองค์คณะดำเนินการประชุมปรึกษาได้

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนและห้ามมิให้งดออกเสียง

ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็วไม่ช้ากว่าเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง

ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนไม่ทันภายในกำหนดเวลานั้น ก็ให้ขออนุมัติจากประธาน

ก.อ. ในฐานะผู้แต่งตั้ง ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสองครั้ง

แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสามสิบวัน

และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง

แต่ถ้าขยายเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว คณะกรรมการสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ

ประธาน ก.อ. ในฐานะผู้แต่งตั้ง จะอนุมัติให้ขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้

ก.อ. ทราบแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้ง

และอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำการใด เมื่อใด อย่างไร

พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

และมีสิทธิที่จะชี้แจงหรือให้ถ้อยคำหรือโต้แย้งแก้ข้อกล่าวหา

ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามวิธีการในหมวดนี้

ทั้งนี้

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวให้เป็นไปตามแบบ วน.๒ ท้ายระเบียบนี้

ในการแจ้งรายละเอียดตามวรรคหนึ่ง

ห้ามมิให้คณะกรรมการสอบสวนส่งหนังสือร้องเรียนถ้ามีให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา

แต่ต้องสรุปสาระสำคัญของหนังสือร้องเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยมิให้แจ้งข้อมูลใดที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงตัวบุคคลผู้ร้องเรียน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การแจ้งข้อกล่าวหาตามแบบ

วน.๒ ตามข้อ ๑๗ ให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้และให้สำเนาให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ

แล้วให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

จะชี้แจงหรือให้ถ้อยคำอย่างไรบ้าง แล้วบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาไว้ หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถ้อยคำก็ให้บันทึกรายงานไว้ และดำเนินการสอบสวนต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคำรับ รวมทั้งเหตุผล สาเหตุแห่งการกระทำ

และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องไว้ ตามแบบ วน.๓ ท้ายระเบียบนี้ ในกรณีนี้

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไปก็ได้ หรือจะสอบสวนต่อไปตามควรเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาก็ได้

แล้วให้ดำเนินการตามข้อ ๒๕

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวน

เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อได้รับทราบบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาอาจให้ถ้อยคำ

หรือทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวัน

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถ้อยคำ หรือไม่ได้ยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดระยะเวลา

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไปโดยไม่ต้องสอบสวนตัวผู้ถูกกล่าวหา

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนได้ก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

ทั้งนี้

คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

ถ้าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนนั้นต่อ ก.อ.

ก็ให้รับคำชี้แจงไว้พิจารณา

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ผู้ถูกกล่าวหาหรือคู่กรณีที่มาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน

มีสิทธินำที่ปรึกษาซึ่งอาจเป็นทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้ามาฟังการให้ถ้อยคำของตนได้

และให้ที่ปรึกษาลงลายมือชื่อไว้ด้วย ถ้าที่ปรึกษาไม่สามารถหรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ภายใต้บังคับข้อ

๒๐ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน

และห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน

เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน

การสอบปากคำผู้กล่าวหาหรือพยาน ให้บันทึกถ้อยคำไว้ตามแบบ วน.๔ หรือ

วน. ๕ ท้ายระเบียบนี้ แล้วแต่กรณี แล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง

และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้

ถ้าผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถหรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน

และโดยเฉพาะมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) เรียกให้หน่วยงานของรัฐชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐาน

ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

(๒) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

ในกรณีไม่สามารถเรียกพยานมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน

หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

ทั้งนี้

เว้นแต่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่พยานไม่สามารถมาได้ตามกำหนด

หรือได้ตัวพยานมาให้ถ้อยคำก่อนการสอบสวนพยานสิ้นสุดลง

ก็ให้ผ่อนผันได้ตามควรแก่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน

ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยานทราบว่ากรรมการมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อกรรมการอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในการนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน

ให้บันทึกที่มาของพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เท่าที่จะทำได้ด้วยว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาอย่างไร

จากผู้ใด และเมื่อใด

การอ้างพยานเอกสารให้ใช้ต้นฉบับเอกสาร เว้นแต่ไม่อาจนำต้นฉบับมาได้

สำเนาที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้อ้างเอกสารรับรองว่าถูกต้องก็อ้างเป็นพยานได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อเสร็จสิ้นการรวบรวมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้กล่าวหาแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด

เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา

โดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ

โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทำ ที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา โดยไม่ต้องระบุชื่อพยาน

การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง

ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ วน.๖ ท้ายระเบียบนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ

เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาแล้วเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย

ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๒๙ โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจง ตลอดจนนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้

ทั้งนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร

ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนต้องล่าช้าไปโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ

คณะกรรมการสอบสวนจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในการบันทึกถ้อยคำ

ถ้ามีการแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว

ให้กรรมการผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่มีการแก้ไข

ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า

ให้กรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาทำรายงานการสอบสวนสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยตามเรื่องที่กล่าวหาหรือไม่ กรณีใด ตามมาตราใด

และควรลงโทษสถานใด ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ตามแบบ วน. ๗

ท้ายระเบียบนี้

ถ้ากรรมการคนใดมีความเห็นแย้งจะทำความเห็นแย้งติดไว้กับสำนวนการสอบสวนก็ได้

แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อ ก.อ.

ภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๖ เพื่อพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในการสอบสวน

ประธานกรรมการจะให้ข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นผู้ช่วยเหลือในการรวบรวมเอกสาร

การบันทึกคำให้การ หรือดำเนินการอื่นตามที่ประธานกรรมการเห็นสมควรก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้าราชการอัยการผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยความผิดที่ปรากฎชัดแจ้ง

หรือได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือต่อคณะกรรมการสอบสวน

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไปก็ได้ แล้วทำรายงานผลการสอบสวนและความเห็นตามข้อ

๒๙ ต่อ ก.อ. เพื่อพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณารายงานผลการสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

มีมติว่าข้าราชการอัยการผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงสมควรไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ

หรือมีมติเป็นประการอื่นใด ให้ประธาน ก.อ. มีคำสั่งให้เป็นไปตามมตินั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

ไม่ทำให้สำนวนสอบสวนทั้งหมดเสียไป หากมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม

ก.อ. จะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้

แต่หากการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้ ก.อ.

สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการสอบสวนตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด ก.อ.

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑

ว่าด้วยการสอบสวนทางวินัย ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.

๒๕๕๓ มาตรา ๑๐๗ ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนได้สอบสวนเสร็จแล้ว

ให้ดำเนินการตามวิธีการในข้อ ๒๙

ประกาศ

ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

จุลสิงห์

วสันตสิงห์

อัยการสูงสุด

ประธานคณะกรรมการอัยการ

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน (แบบ วน.๑)

๒. บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหา (แบบ

วน.๒)

๓. บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา (แบบ

วน.๓)

๔. บันทึกถ้อยคำผู้กล่าวหา (แบบ วน.๔)

๕. บันทึกถ้อยคำพยาน (แบบ วน.๕)

๖. บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

(แบบ วน.๖)

๗. รายงานการสอบสวน (แบบ วน.๗)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๐ ธันวาคม

๒๕๕๔

ปณตภร/ผู้ตรวจ

๒๐ ธันวาคม

๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๙๑ ก/หน้า ๒/๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔

34 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_d0bfe630a1a04895

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com