ข้อ ๒
ให้ยกเลิกความในข้อ ๔ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ ๔
ในกรณีที่คณะกรรมการมอบหมายให้บริษัทจัดการกองทุนเป็นผู้จัดการเงินของกองทุนย่อย
ให้บริษัทจัดการกองทุนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
(๑) บริษัทจัดการกองทุนจะนำเงินของกองทุนย่อยไปซื้อหุ้น
หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทจัดการกองทุนนั้นมิได้
(๒)
ต้องลงทุนหรือมีไว้ซึ่งทรัพย์สินที่มีความมั่นคงสูงอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของเงินกองทุนย่อย
(ก) เงินสด เงินฝากธนาคาร
หรือบัตรเงินฝากที่ธนาคารเป็นผู้ออก
(ข) พันธบัตรของรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง
หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
(ค)
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นเป็นผู้ออก
(ง) ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย
(จ) ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้รับรอง
สลักหลังหรือรับอาวัล หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้สลักหลังหรือรับอาวัล
โดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิด
(ฉ) ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ธนาคารเป็นผู้ออก
(ช) ตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออก
รับรอง สลักหลัง หรือรับอาวัล โดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิด
(ซ)
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกหรือค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนโดยบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ โดยลงทุนได้ไม่เกินร้อยละสิบของเงินของกองทุนย่อยหรือตามที่คณะกรรมการกำหนด
การจัดอันดับความน่าเชื่อถือตามวรรคหนึ่งจะต้องกระทำโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศซึ่งเป็นที่ยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ฌ) ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีการประกันการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวนของบริษัท
หรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
ในกรณีที่เป็นการสมควร
คณะกรรมการอาจให้ลงทุนหรือมีไว้ซึ่งทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งน้อยกว่าร้อยละหกสิบของเงินของกองทุนย่อยก็ได้
แต่เมื่อรวมกับส่วนที่คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการจัดการเองต้องไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของเงินของกองทุน
(๓)
บริษัทจัดการกองทุนอาจนำเงินของกองทุนย่อยไปลงทุนในทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้
แต่ต้องไม่เกินร้อยละสี่สิบของเงินของกองทุนย่อยหรือตามที่คณะกรรมการกำหนด
(ก)
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณนอกจากตราสารตาม
(๒) (ค) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นผู้ออก
(ข) หน่วยลงทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน
(ค) หุ้นหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
(ง) หุ้นกู้หรือหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ
นอกจากตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตามที่ได้กำหนดไว้แล้วในข้ออื่น
(จ) บัตรเงินฝากที่บริษัทเงินทุนเป็นผู้ออก
(ฉ) ตั๋วแลกเงินที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เป็นผู้รับรองสลักหลัง
หรือรับอาวัล
หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เป็นผู้สลักหลังหรือรับอาวัลโดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิด
(ช)
ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์จำกัดเป็นผู้ออก
(ซ)
ทรัพย์สินอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาโดยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้ถือปฏิบัติด้วยก็ได้
การลงทุนในทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม (๓) (ค) และ (ง)
ที่ออกโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ต้องไม่เกินร้อยละสองของเงินของกองทุนย่อย และเมื่อรวมกันทุกบริษัทต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินของกองทุนย่อย
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓
ธารินทร์ นิมมานเหมินท์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ
โดยที่หลักเกณฑ์ในการนำเงินของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไปลงทุนหาผลประโยชน์ยังไม่สอดคล้องกันสภาวการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น
เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกของกองทุน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ดังกล่าวโดยกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอำนาจกำหนดสัดส่วนในการนำเงินของกองทุนไปลงทุนในทรัพย์สินบางประเภท
รวมทั้งเพิ่มประเภททรัพย์สินที่มีความมั่งคงสูงที่บริษัทจัดการกองทุนอาจเลือกลงทุนได้ ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทจัดการกองทุนสามารถลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่าง
ๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
โชติกานต์/ปรับปรุง
๒๘ เมษายน ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๘๙ ก/หน้า ๔/๒๘ กันยายน ๒๕๔๓