ข้อ ๒๔ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องถือปฏิบัติตามจริยธรรม ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ไกล่เกลี่ยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกใช้อิทธิพลใดๆ อันอาจทําให้เสียความเป็นกลาง
(2) ผู้ไกล่เกลี่ยพึ่งช่วยเหลือ สนับสนุนให้คู่ความตัดสินใจด้วยตนเองบนพื้นฐานข้อมูลที่เพียงพอ ในการตกลงระงับข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ โดยผู้ไกล่เกลี่ยต้องละเว้นไม่ออกคําสั่ง ตัดสินใจ หรือขาด ข้อพิพาทใดๆ และไม่พยายามเกลี้ยกล่อมหรือบังคับคู่ความเพื่อให้ยอมรับตามความเห็นของตน
(3) ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเปิดเผยความขัดแย้งในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นของผู้ไกล่เกลี่ย ไม่ว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยจะดําเนินไปแล้วเพียงใด เช่น ความสัมพันธ์กับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าทางครอบครัว สังคม ธุรกิจ การงาน การเงิน อันอาจทําให้เกิดอคติ หรือผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดําเนินการ ไกล่เกลี่ย ฯลฯ
หากผู้ไกล่เกลี่ยมีความขัดแย้งในผลประโยชน์กับข้อพิพาทที่ทําการไกล่เกลี่ย ให้ถอนตัวจากการ ไกล่เกลี่ย ยกเว้นคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทําหน้าที่ต่อไป
(4) ผู้ไกล่เกลี่ยต้องรักษาความลับที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายกําหนด หรือคู่ความจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
(5) ผู้ไกล่เกลี่ยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เรียก รับ หรือยอมจะรับค่าตอบแทน หรือประโยชน์อื่นใดในการปฏิบัติหน้าที่จากคู่ความหรือบุคคลอื่น เว้นเสียแต่ค่าตอบแทนนั้นเป็นกรณีที่มี กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อกําหนดให้กระทําได้
(6) ผู้ไกล่เกลี่ยจักต้องไม่ให้ หรือตกลงว่าจะให้ค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้แนะนําหรือผู้ส่ง ข้อพิพาทให้คนดําเนินการไกล่เกลี่ย
(7) ผู้ไกล่เกลี่ยต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับแจ้งทุกครั้ง ยกเว้นมีเหตุผลความจําเป็นโดยแจ้งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า และต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาอันสมควร ไม่ล่าช้า โดยใช้ทักษะ ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของคู่ความ
(8) ผู้ไกล่เกลี่ยจึงมีความสุภาพเรียบร้อยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ไกล่เกลี่ย ทั้งการใช้วาจากิริยา มารยาท และแต่งกายอย่างเหมาะสมถูกกาลเทศะ
(9) ผู้ไกล่เกลี่ยพึงพัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมและพึ่งเสริมสร้างทักษะในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสมประโยชน์แก่ราชการและประชาชน