คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ ๕๑/๒๕๕๙
เรื่อง
การดำเนินการกับของที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรี
และของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย
โดยที่ปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
มีรถยนต์และของที่จัดเก็บในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ตลอดจนเขตประกอบการเสรีตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยฝากหรือเก็บอยู่เป็นเวลานานหลายปีโดยเปล่าประโยชน์
มิได้มีการนำรถยนต์และของนั้นออกจากเขตพื้นที่ดังกล่าว
เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่าผู้นำของเข้าจะต้องดำเนินการให้มีการนำของออกจากเขตพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด
ซึ่งการที่รัฐต้องจัดเก็บรถยนต์และของนั้นไว้นานปีโดยไม่มีกำหนดเวลา
เป็นเหตุให้เกิดภาระในการจัดหาสถานที่เพื่อการจัดเก็บและภาระด้านค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษา
ทั้งรถยนต์และของนั้นก็มิได้ผ่านกระบวนการหรือพิธีการในการตรวจปล่อยของออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
รัฐจึงขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีอากรจากรถยนต์หรือของนั้นในขณะที่รถยนต์และของที่จัดเก็บก็เสื่อมสภาพ
เสื่อมราคา และเสื่อมประโยชน์ไปเรื่อย ๆ
อันส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณแผ่นดินและระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้
ยังมีรถยนต์บางประเภทที่ทางราชการนำเข้ามาเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่ต้องเก็บรักษาไว้เพราะมีคดีจนบัดนี้คดีสิ้นสุดลงแล้วก็ยังไม่สามารถนำรถยนต์ดังกล่าวออกมาใช้งานตามความประสงค์ของทางราชการได้
ในขณะที่รถยนต์เหล่านั้นเสื่อมสภาพไม่พร้อมจะใช้งานลงเรื่อย ๆ
รัฐเองก็เสียค่าใช้จ่ายในการฝากหรือเก็บรักษานับพันล้านบาท หากทิ้งไว้โดยไม่นำมาซ่อมเพื่อใช้งานก็จะเสียประโยชน์
เสียงบประมาณหลายพันล้านบาทและยังต้องเสียงบประมาณเพิ่มในการจัดหาใหม่มาทดแทน การทิ้งไว้จึงกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ประโยชน์สาธารณะ และราชการแผ่นดิน
ในการมีพาหนะเพื่อบรรเทาสาธารณภัยที่ควรนำมาซ่อมเพื่อใช้ในราชการบรรเทาสาธารณภัยและราชการอื่นในฐานะเป็นยุทธภัณฑ์
ดังนั้น หากได้มีการดำเนินการเพื่อนำรถยนต์หรือของที่จัดเก็บอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวออกมา
จะเป็นการลดภาระในด้านงบประมาณหลายพันล้านบาททางหนึ่งและก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐด้านภาษีอากรอย่างมากอีกทางหนึ่ง
อีกทั้งรถยนต์บางประเภทที่จัดเก็บอยู่ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการในการบริการสาธารณะหรือเพื่อป้องกันบรรเทาสาธารณภัยให้แก่ประชาชนได้อีกด้วย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง
ดังต่อไปนี้