ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 95/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด และด้านปฏิบัติการไม่ต่ํากว่าระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด นั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดแนวทางการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามประกาศฉบับนี้ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ประเมินระดับเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เหมาะสมกับความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจ ระดับความเสี่ยงรวมทั้งระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของตนเอง โดยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อ้างอิงแนวทางจากส่วนหนึ่งของ The First Pillar - Minimum Capital Requirements ใน International Convergence of Capital Measurement and Capital Standards - A Revised Framework (Comprehensive version: June 2006) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS)
เมื่อธนาคารพาณิชย์คํานวณได้มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการแล้วธนาคารพาณิชย์จะต้องนํามูลค่าดังกล่าวไปคํานวณรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต เพื่อประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ต่อไป
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนด
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
หนังสือเวียนที่ ธปท.ฝนส.(22)ว.421/2549 เรื่อง นําส่งร่างหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนตาม Basel II หลักการที่ 1 เรื่อง หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Final Draft) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2549
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk)" หมายความว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความไม่เพียงพอหรือความบกพร่องของกระบวนการควบคุมภายใน บุคลากรและระบบงานของธนาคารพาณิชย์ หรือจากเหตุการณ์ภายนอกธนาคารพาณิชย์ รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมาย (เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง ถูกดําเนินคดีตามกฎหมาย หรือถูกทางการเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล เป็นต้น) แต่ไม่รวมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic risk) และด้านชื่อเสียง (Reputational risk)
"รายได้จากการดําเนินงาน (Gross income)" หมายความว่า รายได้ที่เกิดจากการดําเนินธุรกิจตามปกติของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 1)
"ยอดคงค้าง" หมายความว่า เงินให้สินเชื่อรวมดอกเบี้ยค้างรับ และมูลค่าตามบัญชี (Book value) ของเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนในบัญชีเพื่อการธนาคาร(ไม่รวมรายการนอกงบดุล) ก่อนหักเงินสํารองที่กันไว้ ยกเว้นกรณียอดคงค้างที่กันสํารองไว้เต็มจํานวนแล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นําเงินสํารองที่กันไว้ดังกล่าวมาหักจากยอดคงค้างได้ การคํานวณยอดคงค้างในแต่ละปี ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ค่าเฉลี่ยของยอดคงค้างสําหรับรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือน จํานวน 2 งวด
"ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ" หมายความว่าค่าที่ใช้ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ทั้งนี้ ค่าฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการไม่เท่ากับเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นค่าที่คํานวณจากอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําที่ร้อยละ 8 ซึ่งต่างจากอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําตามกฎหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับธนาคารพาณิชย์แต่ละประเภทแตกต่างกัน
"มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ" หมายความว่า ค่าระบุระดับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เพื่อใช้ในการคํานวณรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตและสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดเพื่อหาเงินกองทุนขั้นต่ําที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องดํารงตามกฎหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการไม่ได้เกิดจากสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์เหมือนความเสี่ยงด้านเครดิตและความเสี่ยงด้านตลาด จึงไม่มีสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่แท้จริง แต่เป็นเพียงมูลค่าเทียบเท่าเท่านั้น
5.2 หลักการ
หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามประกาศฉบับนี้กําหนดวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการไว้สองทางเลือกคือ Basic Indicator Approach (วิธี BIA) และ Standardised Approach (วิธี SA-OR) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้ตามความเหมาะสม โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาจากความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจ ระดับความเสี่ยง รวมทั้งระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของตนเองโดยทั้งสองวิธีข้างต้นใช้รายได้จากการดําเนินงานเป็นค่าตัวแทน (Proxy) ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์ที่มีรายได้จากการดําเนินงานสูงจะมีความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จะมีมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการสูงและจะต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงปฏิบัติการในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดให้มีทางเลือกภายใต้วิธี SA-OR คือ Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ซึ่งอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้ยอดคงค้างเป็น Proxy ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจ Commercial banking และ Retail banking แทนการใช้รายได้จากการดําเนินงาน เนื่องจากยอดคงค้างอาจจะเป็น Proxy ที่ดีกว่ารายได้จากการดําเนินงานในสายธุรกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ในข้อ 5.6 ด้วย
5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ และข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง
5.3.1 ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) Basic Indicator Approach (วิธี BIA) ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.4
(2) Standardised Approach (วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative StandardisedApproach (วิธี ASA) ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.5
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องเลือกใช้วิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สอดคล้องกับลักษณะและความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีการทําธุรกิจเต็มรูปแบบ' เลือกใช้วิธี SA-0R เป็นมาตรฐานขั้นต่ํา ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยซึ่งมีขอบเขตการประกอบธุรกิจที่จํากัดกว่าธนาคารพาณิชย์อาจเลือกใช้วิธี BIA
5.3.2 ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้ Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยวิธี SA-OR เป็นมาตรฐานขั้นต่ํา
5.3.3 หากธนาคารพาณิชย์ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ธนาคารพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้ดําเนินการดังนี้
(1) กรณีที่เปลี่ยนแปลงจากวิธีที่ซับซ้อนน้อยกว่าเป็นวิธีที่ซับซ้อนมากกว่า ซึ่งได้แก่ เปลี่ยนแปลงจากวิธี BIA เป็นวิธี ASA หรือ จากวิธี BIA เป็นวิธี SA-OR หรือจากวิธี ASA เป็นวิธี SA-0R ธนาคารพาณิชย์ต้องยื่นขออนุญาตพร้อมเอกสารแสดงการจัดแบ่งรายได้จากการดําเนินงาน และ/หรือยอดคงค้าง ตามประเภทสายธุรกิจโดยวิธี SA-OR หรือวิธี ASA และแบบประเมินความพร้อมของธนาคารพาณิชย์ในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยวิธี SA-OR และวิธี ASA (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 2) ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจากวิธี BIA ไปเป็นวิธี SA-OR หรือวิธี ASA ให้กรอกข้อมูลตามแบบประเมินความพร้อมฯ ให้ครบถ้วนทุกข้อ และธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจากวิธี ASA ไปเป็นวิธี SA-OR ให้กรอกข้อมูลตามแบบประเมินความพร้อมฯ เฉพาะข้อ 4 และนําส่งที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน สายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งเอกสารสําคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าก่อนงวดการบัญชีที่จะเริ่มใช้วิธีการคํานวณวิธีใหม่ไม่น้อยกว่า 3 เดือน
(2) กรณีที่เปลี่ยนแปลงจากวิธีที่ซับซ้อนมากกว่าเป็นวิธีที่ซับซ้อนน้อยกว่า ซึ่งได้แก่ เปลี่ยนแปลงจากวิธี SA-OR เป็นวิธี ASA หรือ จากวิธี SA-OR เป็นวิธี BIA หรือจากวิธี ASA เป็นวิธี BIA ธนาคารพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยจะต้องมีเหตุผลอันสมควรเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
5.3.4 ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ใช้วิธี SA-0R และวิธี ASA ก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้ใช้วิธีดังกล่าวตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่
5.3.5 สําหรับกรณีพิเศษ (Exceptional case) ที่มีผลทําให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามข้อ 5.6.2 เช่น มีเหตุการณ์ที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ หรือมีการควบหรือรวมกิจการ (Merger and acquisition) หรือมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างมีนัยสําคัญ เป็นต้น ให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี
5.4 Basic Indicator Approach วิธี BIA)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของผลคูณค่าคงที่ 15% กับรายได้จากการดําเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ในกรณีที่รายได้จากการดําเนินงานในปีใดมีค่าติดลบหรือเท่ากับศูนย์ให้ตัดรายได้ดังกล่าวออกจากตัวเศษและตัดปีดังกล่าวออกจากจํานวนปีในตัวส่วน และหลังจากนั้นให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยการนํา 12.5 ด้วยฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
ERWABIA = 12.5 x KBIA
KBIA = Ʃ(GIl...n x α)
n
โดย ERWABIA = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี BIA
KBIA = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี BIA
GIl...n = รายได้จากการดําเนินงานย้อนหลัง 3 ปี เฉพาะที่มีค่าบวก
α = ค่าคงที่ความเสี่ยงตามวิธี BIA มีค่าเท่ากับ 15%
n = จํานวนปีที่รายได้จากการดําเนินงานมีค่าเป็นบวก
5.5 Standardised Approach วิธี SA-OR)
5.5.1 ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยวิธี SA-OR ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
(1) ให้ธนาคารพาณิชย์จัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงในประเภทสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
- สายธุรกิจแบ่งตามลักษณะของธุรกรรมออกเป็น 8 ประเภท (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 3) โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดประเภทสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 4) ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่มีระบบภายในที่ใช้งานอยู่แล้วในการจัดประเภทสายธุรกิจ สามารถจัดธุรกรรมบางประเภทให้อยู่ในสายธุรกิจที่แตกต่างจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ได้ในกรณีที่สายธุรกิจนั้นมีค่าคงที่ (ค่า β) สูงกว่าหรือเท่ากับสายธุรกิจตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
- จัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงใน 8 สายธุรกิจที่ได้กล่าวข้างต้นทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แนบตัวอย่างการจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานเพื่อให้การจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงในแต่ละสายธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกัน (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 5)
(2) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของแต่ละสายธุรกิจดังกล่าว โดยการนํารายได้จากการดําเนินงานคูณกับค่าคงที่ความเสี่ยง (ค่า β) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้สําหรับแต่ละสายธุรกิจ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 3) จากนั้นให้นําผลการคํานวณที่ได้ของแต่ละสายธุรกิจมารวมกันจะเป็นฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งธนาคารพาณิชย์ในปีนั้น อนึ่ง กรณีที่ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําของสายธุรกิจใดติดลบ ธนาคารพาณิชย์สามารถนําฐานเงินกองทุนชั้นต่ําที่ติดลบของสายธุรกิจนั้นมาหักกลบกับฐานเงินกองทุนขั้นต่ําที่เป็นบวกของสายธุรกิจอื่น ๆ ในปีเดียวกันได้
(3) ให้ธนาคารพาณิชย์นําผลการคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งธนาคารพาณิชย์ที่คํานวณได้ตามข้อ (2) ย้อนหลัง 3 ปี มาคํานวณหาค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ หากฐานเงินกองทุนขั้นต่ํารวมของทั้งธนาคารพาณิชย์ในปีใดมีค่าติดลบ ให้ถือว่าฐานเงินกองทุนขั้นต่ําในปีนั้นเป็น 0 โดยที่ตัวหารยังคงเป็น 3 ปีเช่นเดิม
(4) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยการนํา 12.5 คูณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณได้ตามข้อ (3)
ทั้งนี้ การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามวิธี SA-0R สามารถสรุปเป็นสูตรการคํานวณได้ ดังต่อไปนี้
ERWASA-OR = 12.5 x KSA-OR
3
โดย ERWASA-OR = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี SA-OR
KSA-OR = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี SA-OR
GI1-8 = รายได้จากการดําเนินงานของแต่ละสายธุรกิจ 8 ประเภท
β1-8 = ค่าคงที่ความเสี่ยงตามวิธี SA-OR ที่กําหนดแตกต่างกันตามประเภทของสายธุรกิจ 8 ประเภท
5.5.2 ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้ Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามวิธีต่อไปนี้
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ํา และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งธนาคารพาณิชย์ ตามที่กําหนดในวิธี SA-OR ข้อ 5.5.1 (1) - 5.5.1 (4) แต่มีข้อแตกต่างคือ ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณฐานเงินกองทุนในแต่ละปีสําหรับสายธุรกิจ Retail banking' และ Commercial banking โดยใช้ยอดคงค้างเฉลี่ยของแต่ละปีคูณกับค่าคงที่ "m" ที่กําหนดไว้เท่ากับ 0.035 แล้วนําไปคูณกับค่า 8 ของแต่ละสายธุรกิจ ตามสูตรการคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking ดังต่อไปนี้
KRB = βRB xm xLARB (กรณี Retail banking)
KCB =βCB xm xLACB (กรณี Commercial banking)
โดย KRB , KCB = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําที่ต้องดํารงสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ
Commercial banking ตามวิธี ASA
βRB , βCB = ค่าคงที่ความเสี่ยง (ค่า β) ของสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial
banking
LARB , LACB = ยอดคงค้างเฉลี่ยแต่ละปี 3 ปีย้อนหลังของสายธุรกิจ Retail banking และ
Commercial banking
m = ค่าคงที่ มีค่าเท่ากับ 0.035
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี ASA แต่ไม่สามารถจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานหรือยอดคงค้างตามวิธีข้างต้น ให้ธนาคารพาณิชย์เลือกคํานวณฐานเงินกองทุนของสายธุรกิจหรือกลุ่มสายธุรกิจด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มสายธุรกิจ โดยใช้ยอดรวมของยอดคงค้างของ Commercial banking และ Retail banking คูณด้วยค่า m แล้ว จึงนําไปคูณค่า βที่สูงกว่าของ 2 สายธุรกิจนี้ ซึ่งเท่ากับ 15% และใช้ยอดรวมของรายได้จากการดําเนินงานของสายธุรกิจที่เหลือด้วยค่า βสูงสุดของทั้ง 6 สายธุรกิจซึ่งเท่ากับ 18%
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มสายธุรกิจ หรือสายธุรกิจ โดยใช้ยอดรวมของยอดคงค้างของ Commercial banking และ Retail banking คุณด้วยค่า m แล้ว จึงนําไปคูณค่า β ที่สูงกว่าของ 2 สายธุรกิจนี้ ซึ่งเท่ากับ 15% และใช้รายได้จากการดําเนินงานของแต่ละสายธุรกิจที่เหลืออีก 6 สายธุรกิจคูณด้วยค่า βของแต่ละสายธุรกิจนั้น
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจ หรือกลุ่มสายธุรกิจ โดยใช้ยอดคงค้างของ Commercial banking และ Retail banking คูณด้วยค่า m ก่อนแล้วนําไปคูณกับค่า βของแต่ละสายธุรกิจนี้ และใช้ยอดรวมของรายได้จากการดําเนินงานของสายธุรกิจที่เหลืออีก 6 สายคูณด้วยค่า β สูงสุดของทั้ง 6 สายธุรกิจ ซึ่งเท่ากับ 18%
5.6 แนวทางการบริหารความเสี่ยง และเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ํา
5.6.1 ธนาคารพาณิชย์ต้องมีการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ดี โดยใช้แนวทางตามแนวปฏิบัติธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
5.6.2 ธนาคารพาณิชย์ที่จะเลือกใช้วิธี SA-0R และวิธี ASA ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัตชําระต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้
(1) คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ต้องมีส่วนร่วมในการกําหนดกรอบนโยบายเละการติดตามดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ดีมีการนําระบบดังกล่าวไปใช้ในทางปฏิบัติ รวมทั้งมีการกําหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนให้แก่หน่วยงานที่ทําหน้าที่บริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ซึ่งควรมีหน้าที่สําคัญดังนี้
(2.1) พัฒนากลยุทธ์ที่จะใช้ในการบ่งชี้ ประเมิน ติดตาม ควบคุมและลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2.2) กําหนดนโยบายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและควบคุมความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2.3) กําหนดวิธีการที่จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของธนาคารพาณิชย์ และนําวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติ และ
(2.4) กําหนดรูปแบบการรายงานความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและนํารายงานดังกล่าวไปใช้
(3) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีทรัพยากรเพียงพอสําหรับการใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ในแต่ละสายธุรกิจและในสายงานควบคุมและตรวจสอบกิจการภายใน
(4) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีนโยบายและหลักเกณฑ์ในการเชื่อมโยงรายได้จากการดําเนินงานสําหรับแต่ละสายธุรกิจตามวิธี SA-OR (หรือยอดคงค้างสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking ตามวิธี ASA) เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือมีการทําธุรกิจใหม่
(5) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีระบบการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการในแต่ละสายธุรกิจ ซึ่งต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ และระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการต้องสามารถรวมเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี เช่น ข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินความเสี่ยงต้องเป็นส่วนสําคัญในรายงานความเสี่ยงที่ส่งให้ผู้บริหารและถูกนําไปใช้ในการวิเคราะห์ ติดตาม และควบคุมความเสี่ยง เป็นต้น
(6) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีการจัดทํารายงานความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นประจํา ซึ่งในรายงานควรกล่าวถึงการดําเนินการของธนาคารพาณิชย์ที่เหมาะสมต่อข้อมูลความเสียหายดังกล่าวให้แก่ผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ทราบ
(7) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทําเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างครบถ้วน และมีการติดตามการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้การควบคุม และกระบวนการที่เกี่ยวกับระบบบริหารความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงการดําเนินการเมื่อเกิดกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้
(8) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีการสอบทานกระบวนการบริหารความเสี่ยงและระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เป็นอิสระเป็นประจําอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญในการทําธุรกรรม กระบวนการ หรือระบบบริหารความเสี่ยง โดยธนาคารพาณิชย์ต้องสอบทานทั้งหน่วยงานที่ทําธุรกรรมต่าง ๆ และหน่วยงานบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วย
(9) ระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของธนาคารพาณิชย์ต้องมีการสอบทานโดยผู้ตรวจสอบภายนอกเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย