法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
29
มาตรา อารัมภบท

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๒๒/๒๕๖๐

เรื่อง

การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม

เพิ่มเติมครั้งที่ ๔

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน

และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ กำหนดให้นายทะเบียนเรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือไทยสำหรับการประมงหรือเรืออื่นตามที่

ศปมผ. ประกาศกำหนด ในกรณีที่เรือไทยได้จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้รับใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุเป็นเวลาต่อเนื่องกันตั้งแต่สามปีขึ้นไป

รวมทั้งได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๓/๒๕๕๙ เรื่อง

การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม

เพิ่มเติมครั้งที่ ๓ ลงวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือประมงพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประมงที่ไม่มีใบทะเบียนเรือ

หรือมีทะเบียนเรือแต่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมงต้องแจ้งจุดจอดเรือและห้ามเคลื่อนย้ายเรือประมงออกจากจุดที่แจ้งจอดเรือนั้น

โดยที่ยังมีผู้ลักลอบกระทำผิดกฎหมายทั้งในและนอกประเทศโดยอาศัยช่องว่างในทางกฎหมายหลายฉบับที่ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการแก้ไข

จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ เก็บรักษาสัตว์น้ำ

ตลอดจนเรือที่ใช้ในการสนับสนุนเรือประมง

และเร่งปรับปรุงมาตรการในการควบคุมและเฝ้าระวังมิให้เรือดังกล่าวไปทำการประมงขนถ่ายสัตว์น้ำ

หรือสนับสนุนการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพื่อให้การบริหารจัดการกองเรือของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยรวดเร็วและทันท่วงทียิ่งขึ้นเพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของนานาประเทศและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้

“เจ้าของเรือ” หมายความว่า

ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเรือ

“นายทะเบียน” หมายความว่า

นายทะเบียนเรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า

ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมเจ้าท่ากำหนด

“คณะทำงานตรวจเรือ” หมายความว่า ผู้แทนกรมเจ้าท่า

ผู้แทนกรมประมง และผู้แทนกองทัพเรือ ซึ่ง ผบ. ศปมผ.

แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า

พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย

กฎหมายว่าด้วยเรือไทย

และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง

การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙

เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกข้อ ๗

ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน

และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้นายทะเบียนมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือและจำหน่ายทะเบียนเรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง

เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น

เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ออกจากสมุดทะเบียนเรือ ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑)

เรือที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุแล้วก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับและไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

โดยให้เพิกถอนเมื่อครบสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

(๒)

เรือที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุในวันหรือหลังจากวันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับ และไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

โดยให้เพิกถอนเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุ

(๓)

เรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมงหรือถูกเพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตทำการประมง หรือถูกเพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

และเจ้าของเรือไม่ดำเนินการแจ้งของดใช้เรือหรือขอเปลี่ยนประเภทเรือต่อกรมเจ้าท่าตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยภายในสามสิบวันตามที่กรมประมงกำหนด

โดยให้นายทะเบียนเพิกถอนเมื่อครบสามสิบวันตามที่กรมประมงกำหนด

เว้นแต่เป็นกรณีที่กรมประมงได้เพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

ให้เพิกถอนเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

เมื่อมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือ

ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้เจ้าของเรือนำเรือพร้อมทั้งใบทะเบียนเรือมาคืน ณ

สถานที่และเวลาที่กำหนด

และให้คณะทำงานตรวจเรือหรือผู้อำนวยการสั่งให้นำเรือไปจอดและล็อกเรือ

และดำเนินการตรวจสอบพร้อมทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือต่อไป

เจ้าของเรือผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน

คณะทำงานตรวจเรือ

หรือผู้อำนวยการตามวรรคสองต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส

และปรับเพิ่มตามขนาดของเรือตันกรอสละสองพันบาท

ในกรณีที่เจ้าของเรือแจ้งว่าไม่มีเรือ ให้ผู้อำนวยการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

หากปรากฏว่าเจ้าของเรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ

ให้กรมเจ้าท่าแจ้งให้กรมประมงทราบ

และห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงให้แก่บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เจ้าของเรือที่ใช้ทำการประมง

เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น

เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ที่ได้รับใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมงก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับเห็นว่ารายการในใบทะเบียนเรือ

ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมงไม่ตรงกับสภาพเรือตามความเป็นจริง

ต้องร้องขอต่อกรมเจ้าท่าเพื่อทำการตรวจสอบ และทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ

สำหรับเรือที่มีขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสต้องนำมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

ส่วนเรือที่มีขนาดไม่ถึงสิบตันกรอสให้นำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบตามระยะเวลาที่กรมเจ้าท่ากำหนด

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้เจ้าของเรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง

เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น

เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด

หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียนหลังจากวันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม

ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับ

นำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือภายในกำหนดเวลาและสถานที่ที่กรมเจ้าท่าประกาศกำหนด

ในกรณีที่เรือลำใดมีใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมายถูกต้องและมีข้อมูลรายละเอียดตรงกับที่ระบุไว้ในทะเบียนเรือและใบอนุญาตตามกฎหมาย

ให้คณะทำงานตรวจเรือสั่งทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือและให้นำเรือออกไปใช้ได้

ในกรณีที่เรือลำใดมีใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมายถูกต้องแต่มีข้อมูลรายละเอียดอื่นไม่ตรงกับทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตตามกฎหมาย

ให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ ต่อไป

ในกรณีที่พบว่าเรือลำใดเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในข้อ

ให้นายทะเบียนดำเนินการเพิกถอนและจำหน่ายทะเบียนเรือออกจากสมุดทะเบียนเรือพร้อมทั้งดำเนินการเรียกคืนใบทะเบียนเรือ

และให้ผู้อำนวยการสั่งล็อกเรือ และทำเครื่องหมายบนเรือ

ในกรณีที่ปรากฏว่าเรือลำใดที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าเป็นเรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง

เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น

เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด

หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสและไม่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมง

ให้ผู้อำนวยการสั่งล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมงหรือเรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็นได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมง

หรือเจ้าของเรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด

หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดได้ดำเนินการตามข้อ ๑๐ หรือเจ้าของเรือได้เปลี่ยนประเภทเรือเป็นประเภทอื่น

ในกรณีเจ้าของเรือตามวรรคห้ายื่นคำขอเปลี่ยนประเภทเรือ

ให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันตรวจสอบสภาพเรือก่อนที่กรมเจ้าท่าจะจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทเรือเป็นเรือประเภทอื่น

ในการตรวจสอบเรือตามวรรคหนึ่ง

ให้ผู้อำนวยการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมเรือหรือสั่งให้ผู้ควบคุมเรือนำเรือเข้าเทียบท่า

การล็อกเรือ การทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ

และการทำเครื่องหมายบนเรือให้เป็นไปตามระเบียบที่กรมเจ้าท่ากำหนด

เจ้าของเรือผู้ใดไม่นำเรือมาให้ตรวจสอบหรือไม่มาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในระยะเวลาตามที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

ต้องระวางโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส และปรับเพิ่มตามขนาดของเรือตันกรอสละสองพันบาท

และในกรณีที่เรือมีใบอนุญาตทำการประมงหรือจดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมงให้อธิบดีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือเพิกถอนการจดทะเบียน

และให้นายทะเบียนดำเนินการตามข้อ ๓ (๓)

ในกรณีที่เจ้าของเรือแจ้งว่าไม่มีเรือ

ให้ผู้อำนวยการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หากปรากฏว่าเจ้าของเรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ

ให้กรมเจ้าท่าแจ้งกรมประมงทราบ และห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงให้แก่บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการตรวจสอบเรือตามข้อ ๔ และข้อ ๕

กรณีที่พบว่าเรือลำใดมีลักษณะแตกต่างจากทะเบียนเรือ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) เรือมีลักษณะแตกต่างจากทะเบียนเรือ

ให้กรมเจ้าท่าแก้ไขรายการในใบทะเบียนเรือและใบอนุญาตใช้เรือให้ถูกต้อง

(๒)

เรือมีขนาดเรือแตกต่างจากใบอนุญาตให้ทำการประมง

ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ในการดำเนินการตาม

(๒) ให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจเปลี่ยนแปลงปริมาณสัตว์น้ำที่อนุญาตให้ทำการประมงหรือห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงให้สอดคล้องกับรายการที่เปลี่ยนแปลงหรือออกใบอนุญาตให้ใหม่แทนใบอนุญาตเดิม

และเมื่อได้ออกใบอนุญาตให้ใหม่แล้วให้ใบอนุญาตเดิมเป็นอันใช้ไม่ได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เจ้าของเรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง

เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น

เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด

หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ผู้ใดใช้เรือทำการประมงหรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง โดยเรือนั้นมีลักษณะไม่ตรงตามทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมาย

ต้องระวางโทษปรับวันละห้าหมื่นบาทตลอดเวลาทำการประมงหรือขนถ่ายสัตว์น้ำ

และในกรณีเรือลำใดมีใบอนุญาตทำการประมงหรือจดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมง

ให้อธิบดีกรมประมงเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงหรือเพิกถอนทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และห้ามมิให้กรมเจ้าท่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือลำดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ใบอนุญาตทำการประมงให้โอนกันได้ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑)

ผู้ขอรับโอนต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับใบอนุญาตทำการประมง

(๒)

กรณีเรือประมงที่จะขอรับโอนใบอนุญาตเคยถูกใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

ผู้รับโอนต้องมีหลักฐานแสดงว่าเจ้าของเรือ ผู้ควบคุมเรือ

หรือผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงในเรือที่ใช้ในการกระทำความผิดไม่มีผลประโยชน์ได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือไม่มีอำนาจควบคุมเรือประมงดังกล่าวอีกต่อไป

(๓)

เรือประมงที่จะขอรับโอนใบอนุญาตต้องไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี

(๔)

ผู้ขอรับโอนมีหลักฐานแสดงว่ามีกรรมสิทธิ์ในเรือที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำการประมงมาแสดง

ในการโอนใบอนุญาต

ให้อธิบดีกรมประมงออกใบอนุญาตใหม่แทนใบอนุญาตเดิมภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

ใบอนุญาตที่ออกให้ใหม่ดังกล่าวให้กำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกับใบอนุญาตเดิม และเมื่อได้ออกใบอนุญาตให้ใหม่แล้ว

ให้ใบอนุญาตเดิมเป็นอันใช้ไม่ได้ ทั้งนี้

อธิบดีกรมประมงจะออกใบอนุญาตให้แก่บุคคลใดเกินจำนวนที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ได้

การยื่นคำขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนดการประมง

พ.ศ. ๒๕๕๘

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อกรมประมงมีคำสั่งเพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตทำการประมงหรือเพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ให้แจ้งเจ้าของเรือและกรมเจ้าท่าทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่วันที่มีคำสั่ง

และให้กรมเจ้าท่าหรือกรมประมงดำเนินการล็อกเรือทันทีที่พบเรือและให้ดำเนินการตามข้อ

๓ (๓)

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เจ้าของเรือที่จดทะเบียนเป็นเรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น

เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด

หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอส

ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)

ติดระบบติดตามเรือตามประกาศกรมประมง เรื่อง

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งระบบติดตามเรือประมง

และดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๘

และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

(๒)

แจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมงทุกครั้ง ณ

ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมงของเรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเก็บรักษาสัตว์น้ำ

พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เจ้าของเรือผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง

ต้องระวางโทษปรับหนึ่งแสนบาทสำหรับเรือขนาดสามสิบตันกรอส

และปรับเพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือในส่วนที่เกินสามสิบตันกรอสขึ้นไป ตันกรอสละหนึ่งหมื่นบาท

และให้กรมเจ้าท่าดำเนินการล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือจะดำเนินการเปลี่ยนประเภทเรือเป็นเรือประเภทอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ห้ามมิให้ผู้ใดทำลายหรือทำให้เสียหายซึ่งเครื่องมือล็อกเรือหรือเคลื่อนย้ายเรือออกจากจุดที่จอดเรือ

เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายเรือที่ถูกล็อกออกจากจุดที่จอดเรือเพื่อนำเรือไปเปลี่ยนประเภทหรือนำเรือไปทดสอบ

ให้เจ้าของเรือยื่นคำขอและวางหลักประกันต่อผู้อำนวยการตามระเบียบที่กรมเจ้าท่ากำหนด

และเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการแล้วให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการปลดเครื่องมือล็อกเรือได้

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับในกรณีมีเหตุฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายต่อเรืออันมิอาจหลีกเลี่ยงได้โดยเจ้าของเรือต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายในสิบสองชั่วโมงนับแต่เวลาที่มีการเคลื่อนย้ายเรือ

พร้อมทั้งแจ้งจุดจอดเรือใหม่ และให้ผู้อำนวยการดำเนินการตรวจสอบเรือ พร้อมทั้งล็อกเรือใหม่ภายในสิบสองชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของเรือ

ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคสองต้องระวางโทษปรับหนึ่งแสนบาทสำหรับเรือขนาดสามสิบตันกรอส และปรับเพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือในส่วนที่เกินสามสิบตันกรอสขึ้นไป

ตันกรอสละหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือประมงแจ้งรายชื่อเจ้าของเรือที่ตนเป็นผู้ให้บริการต่อกรมประมงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

ในกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและคาดการณ์สถานการณ์ด้านการประมงของกรมประมงไม่ได้รับสัญญาณจากระบบติดตามเรือประมงลำใดติดต่อกันเกินสองชั่วโมง

ให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือลำดังกล่าวชี้แจงสาเหตุและจัดส่งหลักฐานการรับส่งข้อมูลระบบติดตามเรือประมงระหว่างคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลการจราจร

(Computer Log File) หรือแก้ไขปรับปรุงภายในระยะเวลาที่กำหนด

และในกรณีที่กรมประมงเห็นว่าเป็นความบกพร่องของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม

ให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไป

ห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือประมงแก้ไขข้อมูลจากระบบอุปกรณ์ติดตามเรือประมง

ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามความในวรรคหนึ่ง

วรรคสอง

หรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทและปรับวันละไม่เกินหนึ่งแสนบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ห้ามมิให้ผู้ใดต่อ ดัดแปลง เปลี่ยนประเภท

หรือทำลายเรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

เว้นแต่จะมีหนังสือรับรองจากกรมเจ้าท่า โดยกรมเจ้าท่าจะต้องแจ้งให้ผู้ประสงค์จะดำเนินการดังกล่าวทราบภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอหนังสือรับรอง

ก่อนออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง

ให้กรมเจ้าท่าสอบถามกรมประมงว่าสามารถให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้หรือไม่

และให้กรมประมงแจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือสอบถามจากกรมเจ้าท่า

ในกรณีที่กรมเจ้าท่าออกหนังสือรับรองให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

ให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันดำเนินการตรวจสอบก่อนการอนุญาต ขณะดำเนินการ

และหลังดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จสิ้น และให้หมายเหตุชื่อเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบไว้ในทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือ

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการดำเนินการของกรมเจ้าท่าและกรมประมง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ห้ามมิให้กรมเจ้าท่ารับจดทะเบียนเรือประมง

ออกหรือต่อใบอนุญาตใช้เรือ หรือโอนกรรมสิทธิ์เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

หากไม่มีหนังสือรับรองจากกรมประมงว่าผู้ยื่นคำขอหรือเรือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ

๘ (๑) (๒) และ (๓)

โดยให้กรมประมงแจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือสอบถามจากกรมเจ้าท่า

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่เจ้าของเรือประสงค์จะขอเพิกถอนทะเบียนเรือเพื่อนำเรือไปจดทะเบียนเป็นเรือสัญชาติอื่น

หรือโอนกรรมสิทธิ์ให้คนสัญชาติอื่นและเรือดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย ให้นายทะเบียนมีคำสั่งล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือจะนำเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นมาแสดงต่อกรมเจ้าท่าเพื่อทำการตรวจสอบก่อนการปลดล็อกเรือ

และออกใบอนุญาตให้นำเรือออกนอกน่านน้ำไทยต่อไป

โดยห้ามมิให้นายทะเบียนเพิกถอนทะเบียนเรือกรณีที่เรืออยู่ในระหว่างการดำเนินคดี

ในกรณีเรือไม่อยู่ในประเทศไทย

นายทะเบียนจะดำเนินการเพิกถอนทะเบียนเรือหรืออนุญาตให้โอนกรรมสิทธิ์เรือได้เมื่อเจ้าของเรือยื่นเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นหรือมีหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเรือ

พร้อมทั้งหลักฐานการแจ้งเรือออกจากท่าประเทศไทยและหลักฐานการแจ้งเรือเข้าเมืองท่าปัจจุบัน

ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ใช้บังคับกับการขอเพิกถอนทะเบียนเรือหรือโอนกรรมสิทธิ์เรือที่ถูกล็อกไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับด้วย

เจ้าของเรือผู้ใดไม่นำเอกสารหรือหลักฐานมาแสดงต่อกรมเจ้าท่าตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองให้กรมเจ้าท่าแจ้งรายชื่อให้กรมประมงทราบ

และห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงให้แก่บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ภายใต้บังคับวรรคสอง ใบอนุญาตใช้เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยให้มีอายุไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ออก

โดยเจ้าของเรือต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

และกรมเจ้าท่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จและมีคำสั่งก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

ในกรณีที่ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุก่อนใบอนุญาตทำการประมง

การต่ออายุใบอนุญาตต้องกำหนดให้สิ้นอายุพร้อมกับใบอนุญาตทำการประมง

ในกรณีที่เจ้าของเรือมายื่นขอใบอนุญาตใช้เรือพร้อมกับใบอนุญาตทำการประมง

ให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันดำเนินการให้สามารถยื่นที่ใดที่หนึ่ง และให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันตรวจสอบและออกใบอนุญาต

ในกรณีที่เจ้าของเรือยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุน้อยกว่าสิบห้าวัน ให้กรมเจ้าท่าสั่งให้จอดเรือไว้ที่ท่าจนกว่าจะได้รับการต่ออายุใบอนุญาต

หากเจ้าของเรือฝ่าฝืน ให้กรมเจ้าท่าสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต

เจ้าหน้าที่ผู้ใดซึ่งมีหน้าที่ในการต่อใบอนุญาตใช้เรือตามวรรคหนึ่ง

พิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง

ต้องระวางโทษปรับตามขนาดของเรือตันกรอสละหนึ่งพันบาท

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทยและห้ามมิให้อนุญาตให้เรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทยออกไปทำการประมงเว้นแต่กรมประมงจะได้ตรวจสอบและมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่า

ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตหรือผู้ได้รับใบอนุญาตอยู่ในสถานะที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย

หลักเกณฑ์ และมาตรการของรัฐชายฝั่งหรือองค์การจัดการประมงระดับภูมิภาคระหว่างประเทศที่ประสงค์จะไปทำการประมง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้มีคณะกรรมการมาตรการทางปกครอง

ประกอบด้วย อธิบดีกรมประมงเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมการจัดหางาน

ผู้แทนกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้แทนศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเป็นกรรมการ

และผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจพิจารณาและออกคำสั่งแทนอธิบดีกรมประมงหรือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา

๑๑ และมาตรา ๑๑๓ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘

โดยให้ถือว่าคำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด

ในการออกคำสั่งปิดโรงงานตามมาตรา

๑๑ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะกรรมการไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ

ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียง

เป็นเสียงชี้ขาด

ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

ให้เป็นตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการหรือตามระเบียบราชการ

แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของกรมประมง

ให้คณะกรรมการพิจารณาและออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในสามวันทำการนับแต่วันที่เลขานุการเสนอเรื่องให้พิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

เมื่อมีการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงหรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย

และการกระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง

การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙

เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

และแจ้งดำเนินคดีผู้กระทำความผิดต่อพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งจัดทำเป็นรายงานส่งให้กองกฎหมาย

กรมประมง ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เมื่อมีการตรวจพบการกระทำความผิด

ในกรณีที่พบการกระทำความผิดในทะเล

ระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงให้นับแต่เวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กลับถึงท่าเทียบเรือ

ให้กองกฎหมาย

กรมประมง

เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการมาตรการทางปกครองเพื่อพิจารณาภายในสามวันทำการนับแต่วันที่กองกฎหมาย

กรมประมง ได้รับรายงาน

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเป็นผู้ตรวจพบการกระทำความผิดให้คณะกรรมการมาตรการทางปกครองมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่

๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐

การกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นเป็นผู้ตรวจพบการกระทำความผิด

ให้หน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นดำเนินการรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับคดี

แล้วจัดทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังกรมประมงภายในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐ และให้กองกฎหมาย

กรมประมง เสนอต่อคณะกรรมการมาตรการทางปกครองเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่

๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เมื่อได้รับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมง หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย

ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคดีส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการเปรียบเทียบ

และให้คณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณาและกำหนดการเปรียบเทียบ

พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งจำนวนเงินค่าปรับตามที่กำหนดไปยังผู้ต้องหา

ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากพนักงานสอบสวน

หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ

ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำความผิดต่อไป

ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเรือประมงลำใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว

หรือกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองไม่ว่าเรือประมงดังกล่าวจะเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวซึ่งพบการกระทำความผิดสั่งกักเรือไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

และแจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับจากออกคำสั่งกักเรือ

เพื่อกำหนดจุดจอดเรือและให้ผู้อำนวยการดำเนินการล็อกเรือให้เสร็จสิ้นภายในสามวันทำการนับแต่วันที่กรมเจ้าท่าได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่

และหากปรากฏว่าเรือลำดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

ให้ศาลสั่งริบเสียทั้งสิ้น

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำสั่งนี้

ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การส่งเอกสารหรือหนังสือตามคำสั่งนี้ให้สามารถส่งทางเครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบและนำกลับมาใช้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประมงและตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้

ได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยและการช่วยเหลือด้านการเงินและด้านอื่นที่เกี่ยวข้องจากรัฐในกรณีที่ถูกดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำการโดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ตามคำสั่งนี้

ให้สันนิษฐานว่ากระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรีบพิจารณาดำเนินการทางวินัย

ทางแพ่ง และทางอาญา ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ

ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นความผิดวินัยหรือความผิดทางอาญา

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ บรรดาความผิดตามคำสั่งนี้

ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้

และในกรณีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการกระทำการประมงหรือขนถ่ายสัตว์น้ำ

ให้คณะกรรมการมาตรการทางปกครองมีอำนาจออกคำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน

ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ในกรณีที่เห็นสมควร

นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙[๑] คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๔

เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

พรวิภา/ภวรรณตรี/จัดทำ

๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

นุสรา/ตรวจ

๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๙๗ ง/หน้า ๕๔/๔ เมษายน ๒๕๖๐

29 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_d7c109e1557ce4d8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com