法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2547

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
52
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรมสรรพสามิต

ระเบียบกรมสรรพสามิต

ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต

ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

พ.ศ. ๒๕๔๗

เพื่ออนุวัติตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และเพื่อให้การปฏิบัติราชการของกรมสรรพสามิตเป็นไปอย่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามพันธกิจและยุทธศาสตร์ของกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๔๗”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันออกประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

๓.๑ ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๓๙ ลงวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

๓.๒ ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๓๙ (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“การตรวจสอบภาษี” หมายความว่า การตรวจสอบไต่สวนตามหนังสือเรียกการตรวจสอบการปฏิบัติการเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต และการตรวจค้น การยึดหรืออายัด ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพสามิต

“เจ้าพนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

“ผู้เสียภาษี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔

“สำนักงานสรรพสามิต” หมายความว่า สำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร สำนักงานสรรพสามิตภาค สำนักงานสรรพสามิต กรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

การปฏิบัติการเกี่ยวกับหนังสือเรียก

ขอบเขตอำนาจในการออกหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ อำนาจในการออกหนังสือเรียก

(๑) ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ทั่วราชอาณาจักร

(๒) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้

(ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีโรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบได้

(๓) ให้สรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ และสรรพสามิตพื้นที่ มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ ดังนี้

(ก) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีโรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้

(ข) กรณีอื่นนอกจาก (ก) ให้มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบได้

ในกรณีที่สรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ และสรรพสามิตพื้นที่ ได้ออกหนังสือเรียกแล้ว ให้รายงานเหตุผลและประเด็นในการออกหนังสือเรียกตรวจสอบตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๔ ลำดับที่ ๕ ท้ายระเบียบนี้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณีทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกตามข้อ ๕ ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เมื่อผู้รักษาราชการแทนได้ดำเนินการออกหนังสือเรียกแล้ว ต้องรายงานให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกทราบโดยเร็ว

การออกหนังสือเรียกและการปฏิบัติทางทะเบียน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การดำเนินการก่อนออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบไต่สวนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ดังนี้

(๑) รวบรวมหลักฐานข้อมูลและทำการวิเคราะห์จาก

(ก) แบบรายการภาษีของผู้เสียภาษีรายนั้น เช่น ตามแบบ ภษ. ๐๑ – ๑๒ เป็นต้น

(ข) เจ้าหน้าที่ผู้วิเคราะห์ขอให้ตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๑ ลำดับที่ ๑ ท้ายระเบียบนี้

ทั้งนี้ ให้บันทึกผลการวิเคราะห์แบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๒ ลำดับที่ ๒ ท้ายระเบียบนี้ ว่าจะดำเนินการตรวจสอบในประเด็นใด และหรือวิธีการใด

(๒) การขออนุมัติออกหนังสือเรียก

(ก) สามารถกระทำได้สำหรับทุกเดือนที่ปรากฏความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง

(ข) ให้ใช้แบบขออนุมัติออกหนังสือเรียก ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๓ ลำดับที่ ๓ ท้ายระเบียบนี้

(๓) การออกหนังสือเรียกผู้เสียภาษีมาตรวจสอบไต่สวนในเดือนใด จะต้องไม่เรียกซ้ำกันกับเดือนที่เคยออกหนังสือเรียกไปแล้ว เว้นแต่กรณีที่มีหลักฐานหรือข้อมูลซึ่งไม่ซ้ำกับที่เคยตรวจสอบไปก่อนแล้ว หรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่น ก็ให้ขออนุมัติออกหนังสือเรียกตรวจสอบใหม่ได้เฉพาะราย

ในกรณีที่พ้นกำหนดเวลาหรือหมดอายุความการออกหนังสือเรียกแล้วถ้าหากจะใช้หนังสือเรียกเดิมที่เคยทำการตรวจสอบไต่สวนไว้แล้ว หรือประเมินเรียกเก็บไปแล้วเพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนอีกครั้งหนึ่ง จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคก่อน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ หนังสือเรียกให้ใช้ตามแบบ ภษ. ๐๔ – ๐๔ ลำดับที่ ๔ ท้ายระเบียบนี้

กรณีเรียกบัญชีและเอกสาร ให้เรียกเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบโดยตรงเท่านั้น

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การปฏิบัติเกี่ยวกับทะเบียนและหนังสือเรียก ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต โดยจะต้องขอนุมัติออกหนังสือเรียกต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๓ ลำดับที่ ๓ ท้ายระเบียบนี้ โดยผ่านทะเบียนควบคุมการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต เมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้ดำเนินการออกหนังสือเรียกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการอนุมัติ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

กรณีสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม มีความประสงค์จะออกหนังสือเรียกตรวจสอบ ให้สอบถามไปยังผู้อำนวยการสำนักกฎหมายก่อนว่ามีหน่วยงานใดได้ออกหนังสือเรียกแล้วหรือไม่ หากไม่มีก็สามารถดำเนินการออกหนังสือเรียกได้โดยต้องสำเนาหนังสือเรียกส่งให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค และสรรพสามิตพื้นที่นั้นทราบโดยเร็ว หรืออย่างช้าไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันที่ได้ออกหนังสือเรียก

กรณีที่สรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ หรือสรรพสามิตพื้นที่ ขออนุมัติออกหนังสือเรียก และได้ดำเนินการออกหนังสือเรียกแล้ว ให้สำเนาหนังสือเรียกให้ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณีทราบโดยเร็ว หรืออย่างช้าไม่เกิน ๓ วัน นับแต่วันที่ได้ออกหนังสือเรียก ทั้งนี้ ให้สรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ หรือสรรพสามิตพื้นที่ ส่งสำเนาหนังสือเรียกให้สำนักกฎหมายด้วย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้ผู้มีอำนาจออกหนังสือเรียกตามข้อ ๕ ออกหนังสือเรียกไปพร้อมกับการขออนุมัติตามวิธีการที่กำหนดในข้อ ๙ ได้ โดยชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นให้ทราบด้วย หากออกหนังสือเรียกตรวจสอบซ้ำกันกับหน่วยงานตรวจสอบอื่นให้โอนเรื่องไปให้หน่วยงานที่ออกหนังสือเรียกตรวจสอบก่อนเป็นผู้ทำการตรวจสอบต่อไป เว้นแต่อธิบดีจะสั่งการเป็นอย่างอื่น

การส่งหนังสือเรียกและการปฏิบัติตามหนังสือเรียก

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การส่งหนังสือเรียกให้ปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ต้องส่งหนังสือเรียกตามวิธีการที่กำหนดในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗

(๒) ต้องให้เวลาบุคคลนั้นไม่น้อยกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น

(๓) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชี ให้ออกหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชี ตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และให้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อน

กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แจ้งเลิก และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้ออกหนังสือเรียกไปยังผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และให้หน่วยตรวจสอบรีบดำเนินการประเมินภาษีโดยเร็ว เนื่องจากต้องฟ้องเรียกหนี้สินจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้เสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

(๔) เมื่อได้ส่งหนังสือเรียกแล้วให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับหนังสือเรียกแล้วมาติดสำนวนเรื่องไว้ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ หากผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีไม่สามารถจะมาให้ถ้อยคำและหรือนำบัญชีหลักฐานมาให้ตรวจสอบตามหนังสือเรียกด้วยตนเองได้ อาจจะมอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีความรู้ดีเกี่ยวกับกิจการนั้นมาแทนก็ได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามแบบ ภษ. ๐๔ – ๐๖ ลำดับที่ ๒๓ ท้ายระเบียบนี้ หรือตามแบบอื่นที่มีผลในทางนิตินัยผูกพันผู้เสียภาษีในทำนองเดียวกัน

กรณีที่ผู้รับมอบอำนาจไม่ทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ หรือพยายามประวิงเวลาหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือกรณีไม่ให้ถ้อยคำในสาระสำคัญก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะสั่งให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำชี้แจงด้วยตนเองได้

กรณีที่ผู้มอบอำนาจ มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจสามารถมอบอำนาจช่วงต่อไปได้เพียงใด ก็ให้เป็นไปตามหนังสือมอบอำนาจนั้น

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่จะไปตรวจสอบ หรือผู้ถูกออกหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานตามที่ระบุไว้ในหนังสือเรียก ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค พิจารณาให้เป็นรายๆ ไป ในการออกตรวจสอบครั้งแรก ให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๖ เป็นหัวหน้าคณะ และให้มีหนังสือนำตัวตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๕ ลำดับที่ ๑๖ ท้ายระเบียบนี้ไปแสดงด้วย

การออกตรวจตามวรรคหนึ่ง จะต้องจัดให้มีสมุดสั่งการออกตรวจสอบภาษีสรรพสามิตไว้ตามแบบ ตส. ๐๓ – ๐๑ ลำดับที่ ๑๘ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้สั่งและผู้รับคำสั่งลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ผู้เสียภาษีรายใด ได้รับหนังสือเรียกแล้วไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องใดๆ ให้ทราบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๕ ลำดับที่ ๖ ท้ายระเบียบนี้ ไปยังผู้เสียภาษีรายนั้นอีกครั้งหนึ่ง หากยังฝ่าฝืนก็ให้เสนอหรือกล่าวโทษดำเนินคดีอาญาแล้วแต่กรณี

การดำเนินการตรวจสอบภาษี

การตรวจสอบไต่สวน

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกได้มาพบตามกำหนดนัดหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้

(๑) ทำการไต่สวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินการของผู้เสียภาษี

(๒) ทำบันทึกถ้อยคำ โดยการบันทึกคำให้การตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๖ ลำดับที่ ๗ ท้ายระเบียบนี้ ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายแผ่น ให้ใช้แบบคำให้การต่อตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๖/๑ ลำดับที่ ๗/๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้ผู้ให้ถ้อยคำและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้านล่างมุมขวาทุกแผ่น หากผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นำบทบัญญัติตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

กรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเกี่ยวกับภาษีให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ไต่สวนบันทึกข้อโต้แย้งดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยินยอมลงลายมือชื่อไว้ให้ปรากฏในบันทึกคำให้การนั้นพร้อมกับลงลายมือชื่อกำกับด้วย

(๓) คำให้การของผู้เสียภาษีถือเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการ ผู้ใดจะคัดลอกหรือสำเนาภาพถ่ายมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครหรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคก่อน

(๔) เมื่อผู้ได้รับหนังสือเรียกหรือผู้เสียภาษีได้นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ มาส่งมอบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจรับบัญชีเอกสารสารดังกล่าวโดยให้ออกใบรับมอบและส่งบัญชีและเอกสารตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๗ ลำดับที่ ๘ ท้ายระเบียบนี้ ๒ ฉบับ ต้นฉบับให้ติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบไต่สวน ส่วนคู่ฉบับใบรับให้มอบแก่ผู้ส่งมอบไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เพื่อให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลสมบูรณ์สามารถทำการตรวจสอบภาษีได้โดยรวดเร็ว และอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะทำการตรวจสอบภาษีดำเนินการ ดังนี้

(๑) จัดทำแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบเฉพาะราย ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๒๗ ลำดับที่ ๒๔ ท้ายระเบียบนี้ โดยกำหนดรายการหรือประเด็นความผิดและวิธีการที่จะใช้ในการตรวจสอบ เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค เพื่ออนุมัติก่อน

(๒) ในระหว่างการตรวจสอบภาษี หากพบประเด็นความผิดเพิ่มเติม หรือวิธีการตรวจสอบอื่นที่เหมาะสมกว่าที่ระบุไว้ในแผนการปฏิบัติงาน ให้เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค เพื่อปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบเฉพาะรายที่ได้อนุมัติไปแล้วได้

(๓) กรณีสำนักงานสรรพสามิตที่มีหน่วยงานที่มีหน้าที่สอบทาน ให้หน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่พิจารณาสำนวนว่าได้ดำเนินการตามที่ระบุในแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบเฉพาะรายครบถ้วนหรือไม่ แล้วจึงดำเนินการตาม (๔)

กรณีที่พิจารณาแล้วพบประเด็นความผิดชัดแจ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบเฉพาะราย หรือพบประเด็นความผิดในข้อกฎหมาย ก็ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่สอบทานเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเพื่อพิจารณาต่อไป

(๔) เมื่อตรวจสอบครบถ้วนทุกประเด็นตามที่ระบุในแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบเฉพาะรายแล้ว ให้ทำรายงานสรุปผลการตรวจสอบเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเพื่อขออนุมัติผลการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การตรวจสอบไต่สวนสำนวนเรื่องใดยังไม่แล้วเสร็จ ถ้าผู้ตรวจสอบผู้นั้นได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ หรือได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นซึ่งไม่สามารถดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จได้ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการว่าจะมอบหมายสำนวนการตรวจสอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดต่อไป

การส่งมอบสำนวนการตรวจสอบ ให้ส่งมอบบัญชีเอกสารที่ได้รับตามหนังสือเรียกโดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ส่งมอบรายงานผลการตรวจบัญชีเอกสารว่าได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีเอกสารไปแล้วเพียงใด พบประเด็นความผิดหรือไม่อย่างไร โดยให้จัดทำบันทึกมอบหมายสำนวนตรวจสอบภาษีสรรพสามิตต่อกันไว้เป็นหลักฐานตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๗ ลำดับที่ ๑๙ ท้ายระเบียบนี้ บัญชีดังกล่าวให้จัดทำเป็น ๓ ฉบับ มีข้อความตรงกัน โดยให้ผู้มอบและผู้รับมอบยึดถือไว้คนละฉบับ อีกหนึ่งฉบับให้นำติดสำนวนการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในการตรวจสอบ หากพบหลักฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบภาษีรายอื่น ให้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบ หรือส่งหลักฐานข้อมูลให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ สำนวนการตรวจสอบไต่สวนให้จัดเรียงลำดับวัน เดือน ปี ที่ตรวจสอบไต่สวนและให้กำหนดเลขลำดับหน้าของเอกสารไว้ทุกฉบับ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบรีบดำเนินการตรวจสอบแต่ละรายให้แล้วเสร็จโดยเร็วอย่างช้าไม่เกิน ๑ ปี นับแต่วันออกหนังสือเรียก หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๖ ลำดับที่ ๑๗ ท้ายระเบียบนี้ เพื่อขออนุมัติขยายเวลาได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน แต่รวมระยะเวลาการตรวจสอบแล้วต้องไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันที่ออกหนังสือเรียก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การตรวจสอบผู้เสียภาษีรายใดที่ปรากฏแน่ชัดว่าจะต้องมีการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก และผู้เสียภาษีมีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ยินยอมชำระภาษีเพิ่มเติม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเป็นกรณีพิเศษ และหากปรากฏว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ก็ให้พิจารณาดำเนินคดีอาญาไปพร้อมกันด้วย

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การตรวจสอบผู้เสียภาษีเฉพาะรายที่เห็นว่าจะไม่มีการชำระภาษีตามรายการประเมิน หรือมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไต่สวนเกี่ยวกับฐานะการเงินของผู้เสียภาษีและจัดทำรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียภาษีตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๘ ลำดับที่ ๙ ท้ายระเบียบนี้ ๒ ชุด ชุดหนึ่งเก็บไว้กับสำนวนการตรวจสอบ อีกชุดหนึ่งส่งให้หน่วยงานเร่งรัดภาษีค้างเพื่อเป็นหลักฐานการบังคับชำระภาษีค้างต่อไป

ในกรณีผู้เสียภาษีเป็นคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ให้ไต่สวนทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลนั้นในคณะบุคคลหรือหุ้นส่วนทุกคน สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัดให้ไต่สวนทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดไว้ด้วย

การรายงานผลการตรวจสอบภาษี

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อได้ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนถูกต้องครบถ้วนทุกประเด็นแล้วให้สรุปเสนอตามแบบ ตส. ๐๔ – ๐๙, ตส. ๐๔ – ๐๙/๑, ตส. ๐๔ – ๐๙/๒, ตส. ๐๔ – ๑๐ ตส. ๐๔ – ๑๑ และ ตส. ๐๔ – ๑๒ ลำดับที่ ๑๐ ถึง ๑๓ ท้ายระเบียบนี้ โดยให้สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่จะต้องใช้เป็นหลักฐานให้ผู้เสียภาษียอมรับสภาพหนี้ภาษี ประเด็นใดที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็ให้หยิบยกขึ้นมาเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคพิจารณาสั่งการต่อไป

ในกรณีที่ทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพอที่จะเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะทำการประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ก็ให้สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหลักฐานต่าง ๆ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค เพื่อขออนุมัติปิดสำนวนการตรวจสอบภาษีต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในรายงานผลการตรวจสอบภาษีอย่างน้อยต้องระบุให้ทราบ ดังนี้

(๑) ชื่อผู้ประกอบอุตสาหกรรม ชื่อและที่อยู่ของโรงอุตสาหกรรมที่ทำการตรวจสอบ ประกอบกิจการประเภทใดบ้าง มูลเหตุที่ทำการตรวจสอบ จำนวนเดือนและปีที่ตรวจสอบ

(๒) ประเด็นความผิดที่ตรวจสอบ รายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายตลอดถึงเหตุผลที่ประเมินเรียกเก็บภาษีในแต่ละเดือนแต่ละปี ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดเสียภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด

(๓) ข้อโต้แย้งและเหตุผลของผู้เสียภาษีเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายมีหรือไม่ ประการใด

(๔) สรุปความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ มีความเห็นประการใด นอกจากจะต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว สมควรจะดำเนินคดีอาญาหรือไม่

(๕) ข้อมูลอื่นๆ ที่ควรรายงาน

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อผู้ตรวจสอบไต่สวนได้เสนอสำนวนการตรวจสอบต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายแล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอนุมัติการประเมินหรือสั่งเรียกเก็บภาษีแล้วแต่กรณี พิจารณาสั่งการตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๒ ลำดับที่ ๑๓ ท้ายระเบียบนี้ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วอย่างช้าภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ตนได้รับสำนวนการตรวจสอบ ถ้ายังพิจารณาสั่งการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้บันทึกข้อขัดข้องให้ปรากฏไว้ในสำนวนด้วย

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ผู้เสียภาษีภายใดไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและยินยอมเสียภาษี ให้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงยินยอมการชำระภาษีสรรพสามิตตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๐ ลำดับที่ ๑๑ ท้ายระเบียบนี้ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคพิจารณาสั่งการ

ในกรณีผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเห็นสมควรจะให้ทำการตรวจสอบเพิ่มในประเด็นใด ให้รีบดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมตามประเด็นดังกล่าว แล้วเชิญผู้เสียภาษีมารับทราบผลการตรวจสอบไต่สวน พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเสียภาษี แล้วให้รีบทำการประเมินให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ถ้าผู้เสียภาษีรายใดไม่ยินยอมเสียภาษี หรือมีข้อโต้แย้ง ก็ให้สรุปสำนวนการตรวจสอบเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคพิจารณาสั่งการ เมื่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคพิจารณาสั่งการประการใดแล้ว ก็ให้ดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ กรณีผู้เสียภาษีได้ยื่นคำร้องของดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มให้พนักงานเจ้าหน้าที่รายงาน ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๑ ลำดับที่ ๑๒ ท้ายระเบียบนี้ เสนอต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคพิจารณาสั่งการต่อไป

การประเมินและสั่งเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในการตรวจสอบไต่สวน ถ้าปรากฏว่ามีภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่จะต้องสั่งประเมินหรือเรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีให้ดำเนินการ ดังนี้

(๑) กรณีผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเป็นผู้ออกหนังสือเรียกตรวจสอบไต่สวน ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคมอบหมายเป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินทุกฉบับที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดและให้เจ้าหน้าที่ผู้เตรียมแบบแจ้งการประเมินลงลายมือชื่อ พร้อมทั้งอักษรตัวบรรจงและตำแหน่งกำกับไว้ทุกฉบับด้วย

(๒) ถ้าในการประเมินหรือเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม มีประเด็นจะต้องประเมินเรียกเก็บหลายประเด็น โดยมีทั้งประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งและโต้แย้ง ให้แยกประเด็นทำการประเมินเรียกเก็บเพิ่มเติมได้

การแยกประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ให้ประเมินเรียกเก็บเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นที่ผู้เสียภาษีมิได้โต้แย้งไปก่อน ถ้าการประเมินนั้นจะไม่ทำให้เป็นผลเสียต่อสำนวนหรือประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้ง ส่วนประเด็นที่ผู้เสียภาษีโต้แย้ง ก็ให้แจ้งการประเมินโดยแยกแบบแจ้งการประเมินไปต่างหาก

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในการประเมินภาษีสรรพสามิตรายใดที่มีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ยินยอมชำระภาษี รวมทั้งรายที่จดทะเบียนเลิกกิจการ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคแจ้งให้อธิบดีทราบทันทีตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๓ ลำดับที่ ๑๔ ท้ายระเบียบนี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเร่งรัดหนี้ภาษีสรรพสามิตเป็นกรณีพิเศษต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือแบบแจ้งการประเมิน ให้ใช้วิธีส่งตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้ให้ดำเนินการ ดังนี้

(๑) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบุคคลธรรมดาได้แจ้งย้ายภูมิลำเนาออกแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งย้ายเข้า ให้ประเมินตั้งค้างไว้ที่ภูมิลำเนาเดิม ส่วนการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินให้ส่งไปยังบ้านที่อยู่เดิมและที่อ้างว่าย้ายไปอยู่ใหม่

(๒) กรณีผู้เสียภาษีเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่แจ้งเลิกและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วแต่ยังไม่เกิน ๒ ปี นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินให้แก่ผู้ชำระบัญชี ณ ภูมิลำเนา หรือสำนักงานของผู้ชำระบัญชีตามที่ได้แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์

กรณีที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อนตามข้อ ๑๑ (๓) ก่อนที่จะทำหนังสือขอยกเลิกการระงับการเสร็จการชำระบัญชีไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทให้ตรวจสอบก่อนว่าผู้เสียภาษีได้เสียภาษีครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากครบถ้วนแล้วจึงจะแจ้งขอยกเลิกการระงับการเสร็จการชำระบัญชีไป โดยให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีทำหนังสือแจ้งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับชำระเงินว่าเมื่อได้รับชำระเงินภาษีแล้วให้รีบแจ้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีที่ได้ขอระงับการเสร็จการชำระบัญชีไว้ให้ทราบโดยเร็ว เพื่อจะได้แจ้งขอยกเลิกไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทได้ทันที

(๓) เมื่อได้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือแบบแจ้งการประเมินแล้ว ให้นำหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีได้รับแล้วมาติดไว้ในสำนวนด้วย

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เพื่อเป็นการสอบยันเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ค่าภาษีสรรพสามิตของหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี หากรายใดมีจำนวนเงินภาษีสรรพสามิตที่จะต้องประเมินหรือสั่งเรียกเก็บตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีได้ลงบัญชีลูกหนี้ค่าภาษีแล้ว ให้หน่วยงานนั้นรายงานไปให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคผู้ออกหนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือแบบแจ้งการประเมินทราบเป็นรายเดือน ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๔ ลำดับที่ ๑๕ ท้ายระเบียบนี้อย่างช้าภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไป

เมื่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคผู้ออกหนังสือแจ้งให้เสียภาษีหรือแบบแจ้งการประเมินได้รับรายงานตามวรรคแรกแล้วให้สั่งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบทำการตรวจสอบกับหลักฐานในหนังสือแจ้งให้เสียภาษี หรือแบบแจ้งการประเมิน หากไม่ถูกต้องตรงกัน ให้รายงานให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคทราบ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับชำระภาษีค้างต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ กรณีตรวจสอบประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ที่มิได้ยื่นแบบรายการภาษี ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบจัดทำแบบรายการภาษีขึ้นตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โดยหมายเหตุที่แบบว่า “จัดทำตามการประเมินภาษี” แล้วส่งแบบดังกล่าวไปเข้าแฟ้มประวัติของผู้เสียภาษีรายนั้นๆ ณ หน่วยงานที่มีหน้าที่เก็บแบบต่อไปทุกครั้ง

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในรายที่ไม่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ให้ทำหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบตามแบบ ภษ. ๐๒ – ๑๑ ลำดับที่ ๒๕ ท้ายระเบียบนี้ขึ้น ๔ ฉบับ ฉบับแรกส่งให้แก่ผู้เสียภาษี ฉบับที่ ๒ แนบไว้กับสำนวนตรวจสอบ ฉบับที่ ๓ แนบไว้ในแฟ้มเก็บแบบแสดงรายการ ฉบับที่ ๔ ส่งให้สำนักกฎหมาย

ในระบบที่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ให้ทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามแบบ ภษ. ๐๒ – ๐๘ ลำดับที่ ๒๖ ท้ายระเบียบนี้ขึ้น ๖ ฉบับ ฉบับแรกส่งให้แก่ผู้เสียภาษี ฉบับที่ ๒ แนบไว้กับสำนวนตรวจสอบ ฉบับที่ ๓ แนบไว้ในแฟ้มเก็บแบบแสดงรายการ ฉบับที่ ๔ ส่งให้หน่วยจัดเก็บรายได้ ฉบับที่ ๕ ส่งให้หน่วยงานสารสนเทศ ฉบับที่ ๖ ส่งให้สำนักกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การออกหนังสือเรียกตรวจสอบผู้เสียภาษีรายใดยังไม่แล้วเสร็จหากผู้เสียภาษีรายนั้นได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในเขตท้องที่อื่น ให้หน่วยงานที่ออกหนังสือเรียกเดิมส่งสำนวนการตรวจสอบและบัญชีเอกสารต่างๆ ไปให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีในเขตพื้นที่ที่ผู้เสียภาษีย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ใหม่เป็นผู้ทำการตรวจสอบ และประเมินภาษีสรรพสามิตต่อไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด ให้บันทึกรายงานผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเพื่อเสนอขออนุมัติแก้ไขการประเมินต่อไป

การคืนบัญชีเอกสารและการเก็บรักษาสำนวน

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การคืนบัญชีเอกสารตามหนังสือเรียกให้ปฏิบัติ ดังนี้

(๑) กรณีที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบตามหนังสือเรียก หากผู้เสียภาษีมีความจำเป็นที่จะขอคืนบัญชี เอกสาร หลักฐานที่ส่งมอบไว้แล้วเป็นการชั่วคราวให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค แล้วแต่กรณี พิจารณาสั่งการ ตามที่เห็นสมควรต่อไป

(๒) กรณีที่ได้ดำเนินการตรวจสอบภาษีรายใดเสร็จแล้ว และผู้เสียภาษีมิได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเพียงของดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีเอกสารแต่อย่างใด ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบเจ้าของเรื่องแจ้งให้ผู้เสียภาษีมารับคืนเอกสารภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่แจ้งไป เว้นแต่บัญชีและเอกสารที่แสดงถึงทรัพย์สินหรือหลักฐานทางการเงินเฉพาะที่พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการเร่งรัดหนี้ภาษีสรรพสามิต ให้รอจนเสร็จสิ้นการเร่งรัดหนี้ภาษีสรรพสามิต

หากผู้เสียภาษีไม่มารับคืนบัญชี เอกสารภายในกำหนดเวลาตาม (๒) ให้ดำเนินการ ดังนี้

(ก) ให้ทำหนังสือเตือนแจ้งให้มารับภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้ง โดยระบุว่าถ้าไม่มารับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะดำเนินการจัดส่งไปให้โดยไม่รับผิดชอบในการสูญหาย บกพร่องเกี่ยวกับบัญชีและเอกสารต่างๆ แต่ประการใดตามแบบ ภษ. ๐๔ – ๒๔ ลำดับที่ ๒๗ ท้ายระเบียบนี้

(ข) กรณีผู้เสียภาษีไม่มารับคืนบัญชีเอกสารภายในกำหนดเวลาตาม (ก) ให้ดำเนินการจัดส่งบัญชีเอกสารคืนให้ผู้เสียภาษีโดยวิธีที่มีหลักฐานการรับ เช่น พัสดุไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)

หากไม่สามารถดำเนินการส่งคืนบัญชีเอกสารให้ผู้เสียภาษีได้ ให้เสนอผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคเพื่อพิจารณาสั่งการตามควรแก่กรณี โดยให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ สำนวนการตรวจสอบภาษีที่เสร็จแล้ว ให้ส่งมอบแก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่เก็บรักษาสำนวนการตรวจสอบภาษี เพื่อเก็บรักษาต่อไป

การรายงานผลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการตรวจสอบภาษี

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ให้ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคสรุปรายงานผลการประเมินภาษีให้กรมสรรพสามิตทราบเป็นรายไตรมาสและรายปีงบประมาณ ตามแบบที่กรมสรรพสามิตกำหนด

การออกตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ การออกตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ผู้ออกตรวจสอบจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคก่อนแล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ การออกตรวจปฏิบัติการให้นำความในข้อ ๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การออกตรวจปฏิบัติการให้ปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๖ เป็นหัวหน้าคณะ

(๒) แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต

(๓) มีหนังสือนำตัวตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๕ ลำดับที่ ๑๖ ท้ายระเบียบนี้ไปด้วย โดยจัดทำหนังสือ จำนวน ๒ ฉบับ ต้นฉบับมอบให้แก่ผู้รับการตรวจส่วนสำเนาคู่ฉบับเมื่อให้ผู้รับการตรวจลงลายมือชื่อแสดงว่าได้รับต้นฉบับแล้ว ให้เก็บรวมไว้กับสำนวนการตรวจสอบภาษี

(๔) ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่และหนังสือนำตัวให้ผู้รับการตรวจทราบก่อนทำการตรวจว่าตนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ถูกต้อง แล้วจึงลงมือทำการตรวจสอบได้

(๕) ในการตรวจ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจะต้องลงลายมือชื่อและวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญในสมุดบัญชีหรือเอกสารที่ตรวจ และแสดงข้อความไว้ด้วยว่าตนได้ตรวจเสร็จแล้ว หรือถ้ามีสมุดบัญชีหรือเอกสารหรือตราสารที่จะต้องยึดมาทำการตรวจสอบ ณ สำนักงานของผู้ตรวจ ก็ให้ผู้ตรวจออกใบรับตราสารและหลักฐานต่างๆ ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๒๒ ลำดับที่ ๒๑ ท้ายระเบียบนี้ ให้ผู้รับการตรวจยึดถือไว้เป็นหลักฐานด้วยพร้อมทั้งให้ผู้รับการตรวจลงลายมือชื่อรับรองว่าสมุดบัญชี หรือเอกสารนั้นๆ เป็นของตนเว้นแต่ในกรณีมีสมุดบัญชีหรือเอกสารเป็นจำนวนมาก ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจว่าควรจะให้ลงลายมือชื่อในบัญชีเอกสารใดบ้าง ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงความสำคัญและประโยชน์ของบัญชีเอกสารนั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด

(๖) ให้ทำการตรวจโดยสุภาพ พยายามมิให้มีการเสียหายและกระจัดกระจายเท่าที่จะทำได้และระมัดระวังอย่าให้เป็นที่เดือดร้อน หรือขัดขวางการประกอบธุรกิจจนเกินความจำเป็น

(๗) เมื่อทำการตรวจเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจะต้องทำบันทึกแสดงการปฏิบัติงานการตรวจสอบเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิต ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๘ ลำดับที่ ๒๐ ท้ายระเบียบนี้ จำนวน ๒ ฉบับ มอบให้ผู้รับการตรวจหนึ่งฉบับ ส่วนอีกหนึ่งฉบับให้นำติดสำนวนการตรวจสอบ

กรณีตาม (๑) และ (๒) ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่จะสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ การตรวจสอบภาษี ให้ถือเป็นความลับของทางราชการ ห้ามมิให้เปิดเผยแก่ผู้ใด เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค หรือสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานครพื้นที่ ๑ – ๕ หรือสรรพสามิตพื้นที่ แล้วแต่กรณี

การตรวจค้นหรือยึดบัญชีเอกสาร

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การขออนุมัติทำการตรวจค้น ยึดหรืออายัดบัญชีเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษี ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ กระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

ในการทำการตรวจค้นให้พึงถือเป็นราชการลับตั้งแต่ขั้นสืบสวน ขั้นประมวลหลักฐาน ขั้นวิเคราะห์แบบ ตลอดจนขั้นตอนอื่นๆ การทำการตรวจค้นจนกระทั่งถึงการเสนอผลการตรวจค้นต่อผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาค

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ คำสั่งให้ตรวจค้นให้จัดทำตามแบบ ภษ. ๐๔ – ๐๑ ลำดับที่ ๒๒ ท้ายระเบียบนี้ โดยจัดทำเป็น ๒ ฉบับ ต้นฉบับให้นำไปแสดงกับผู้ครอบครองสถานที่ที่ระบุไว้ในคำสั่งให้ตรวจค้น เมื่อเสร็จแล้วให้นำติดไว้กับสำนวนการตรวจสอบสำเนาคู่ฉบับให้ติดไว้กับสมุดคำสั่งภายหลังจากการตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้ว

สมุดคำสั่งให้ทำแบบเดียวกับสมุดออกตรวจ

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ การออกตรวจค้นตามข้อ ๔๔ ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(๑) ให้มีข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๖ เป็นหัวหน้าคณะ

(๒) แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานสรรพสามิต เว้นแต่ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครมหานคร หรือผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคจะสั่งการตามที่เห็นสมควร

(๓) ก่อนลงมือตรวจค้น ให้แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการและคำสั่งให้ตรวจค้นต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ที่จะทำการตรวจค้น และผู้เป็นหัวหน้าคณะจะต้องแจ้งความประสงค์ในการตรวจค้นให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่ที่จะทำการตรวจค้นทราบก่อน โดยให้บันทึกแสดงความยินยอมให้ตรวจค้นสถานที่ และแสดงความบริสุทธิ์ให้บุคคลดังกล่าวทราบด้วยว่าพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้นำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดกฎหมายซุกซ่อนเข้าไปด้วยแต่อย่างใด ทั้งนี้ ให้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ด้านหลังของคำสั่งให้ตรวจค้นที่นำไปแสดง

(๔) ให้ทำการตรวจค้นต่อหน้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลที่ทำงานในสถานที่นั้น ถ้าหาบุคคลดังกล่าวไม่ได้ ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ขอร้องมาเป็นพยาน

(๕) ให้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะบัญชีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ผู้ทำการตรวจค้นจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบพึงรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับภาษีเก็บไว้ที่ใด สมควรจะยึดเอกสารชิ้นใดมาทำการตรวจสอบบ้าง สถานที่หรือตู้เก็บเอกสารใด หากไม่สามารถทำการตรวจค้นได้ในขณะนั้น ให้อายัดไว้ก่อนและนัดทำการเปิดเพื่อตรวจค้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

(๖) ให้ทำการตรวจค้นโดยสุภาพ พยายามมิให้มีการเสียหายและกระจัดกระจายเท่าที่จะทำได้ และระมัดระวังอย่าให้เป็นที่เดือดร้อน หรือขัดขวางการประกอบธุรกิจจนเกินความจำเป็น

(๗) การตรวจค้น ต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น เว้นแต่การตรวจค้นในเวลาดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จจะกระทำต่อไป หรือจะดำเนินการอายัดหลักฐานที่ตรวจค้นไม่แล้วเสร็จไว้ก่อนเพื่อดำเนินการตรวจค้นในวันแรกที่เปิดทำการตามปกติก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ให้ผู้ตรวจค้นแยกบัญชีเอกสารที่ยึดมาทำการตรวจสอบไว้เป็นสัดส่วนและออกใบรับตราสารและหลักฐานต่างๆ ตามแบบ ตส. ๐๔ – ๒๒ ลำดับที่ ๒๑ ท้ายระเบียบนี้ โดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีเอกสารที่จะยึดมาทำการตรวจสอบใบรับให้ทำเป็น ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ติดสำนวนการตรวจสอบ ฉบับที่ ๒ มอบให้ผู้ถูกตรวจค้นหรือผู้นำเข้าให้ทำการตรวจค้น ฉบับที่ ๓ ติดไว้กับต้นเรื่อง

บัญชีเอกสารที่ยึดมานั้นจะต้องเป็นบัญชีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง ห้ามมิให้ยึดบัญชีและเอกสารหรือสิ่งใดที่ไม่สามารถจะใช้เป็นพยานหลักฐานในการจัดเก็บภาษีมาเป็นอันขาด บัญชีและเอกสารที่ยึดมานั้น ผู้ตรวจค้นและผู้ถูกตรวจจะต้องลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นบัญชีและเอกสารที่ยึดไปจากสถานที่นั้นจริง เว้นแต่กรณีบัญชีและเอกสารที่ยึดเป็นจำนวนมาก ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าคณะว่าจะลงนามและให้ลำดับเลขที่ในบัญชีเอกสารใดบ้าง ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงความสำคัญและประโยชน์ของบัญชีเอกสารนั้นๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด

ในกรณีที่ไม่มีเจ้าของหรือผู้นำให้ทำการตรวจค้น ก่อนที่จะนำบัญชีเอกสารที่ตรวจค้น หรือยึดได้กลับสำนักงาน ให้แจ้งตำรวจท้องที่เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานด้วย

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ เมื่อทำการตรวจค้นเสร็จแล้ว ให้ออกใบแสดงการตรวจตามแบบ ตส. ๐๔ – ๑๘ ลำดับที่ ๒๐ ท้ายระเบียบนี้ โดยมอบให้ผู้รับการตรวจค้น ๑ ฉบับ นำติดสำนวนตรวจสอบ ๑ ฉบับ พร้อมทั้งให้ทำบันทึกผลการตรวจค้น โดยมีข้อความสำคัญที่ควรจะบันทึกไว้ให้ปรากฏ ดังนี้

(๑) ก่อนลงมือตรวจค้น พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงคำสั่งตรวจค้นให้ผู้ถูกตรวจค้นดูแล้ว พร้อมกับได้แสดงบัตรประจำตัวผู้ทำการตรวจค้นทุกคน นอกจากนี้ก่อนทำการตรวจค้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์แล้ว ผู้รับการตรวจค้นยินยอมให้รับการตรวจค้นได้

(๒) ในบันทึกการตรวจค้นจะต้องให้ปรากฏชื่อผู้ถูกตรวจค้นหรือผู้นำให้ทำการตรวจค้นไว้ให้ชัดแจ้ง

(๓) ได้ทำการตรวจค้นตั้งแต่เวลาใด แล้วเสร็จเวลาใด การตรวจค้นมีปัญหาหรืออุปสรรคประการใดบ้าง

(๔) กรณีที่พบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ให้บันทึกว่าพบ ณ ที่ใด อยู่ลักษณะอย่างใดปิดบังซ่อนเร้นไว้หรือไม่ประการใด หรือผู้รับการตรวจค้นได้นำมามอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง

(๕) กรณีที่ได้ยึดบัญชีเอกสารใด ก็ให้บันทึกสรุปรายการบัญชีและเอกสารหลักฐานที่ยึดมานั้นด้วย

(๖) เมื่อเสร็จการตรวจค้นจะต้องบันทึกให้ปรากฏว่าผู้ตรวจได้แสดงความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นจะต้องให้ปรากฏว่า ผู้ตรวจค้นมิได้ทำให้เกิดความเสียหาย หรือบุบสลาย ซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกตรวจค้นหรือเป็นการขัดขวางการประกอบธุรกิจตามปกติจนเกินความจำเป็น และรับรองว่าข้อความในบันทึกตรงตามข้อเท็จจริงทุกประการ

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ เมื่อกลับถึงสำนักงาน ให้ผู้ที่ไปทำการตรวจค้นเสนอผลการตรวจค้นให้ผู้บังคับบัญชาผู้ลงนามในคำสั่งให้ตรวจค้นทราบในวันที่ทำการตรวจค้นหรืออย่างช้าในวันแรกที่เปิดทำการตามปกติ

52 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2547 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_da4c03c434dd73e0

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com