ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 72/2551
เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
ของธนาคารพาณิชย์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธุรกิจบัตรเครดิตถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อประชาชน จํานวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีการใช้บริการบัตรเครดิตเพื่อความสะดวกในการชําระเงินจากการซื้อ สินค้าและบริการในชีวิตประจําวันเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคและดูแล ให้หนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเป็นการระมัดระวังและป้องกันปัญหาจากบัตรเครดิตที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทั้งประชาชนและธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ ออกประกาศฉบับนี้เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ในการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่งสาระสําคัญไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติ ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 2/2551 เรื่อง การกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 31 มีนาคม 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
"บัตรเครดิต" หมายความว่า บัตรที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือ ผู้บริโภคตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารพาณิชย์กําหนด เพื่อใช้ชําระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือ ค่าอื่นใดแทนการชําระด้วยเงินสุดหรือเพื่อใช้เบิกถอนเงินสด ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบัตรที่ได้มีการชําระ ค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใด ไว้ล่วงหน้า
"บัตรหลัก" หมายความว่า บัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือ ผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสําหรับการชําระหนี้ตามบัตรเครดิตได้
"บัตรเสริม" หมายความว่า บัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือ ผู้บริโภคที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
"บัตรประเภทองค์กร" (Corporate Card) หมายความว่า บัตรเครดิตที่ธนาคาร พาณิชย์ออกให้ข้าราชการหรือพนักงานของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ บริษัทเอกชน ซึ่งองค์กรข้างต้นจะเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวทั้งหมด
5.2 หลักเกณฑ์
5.2.1 คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต
ธนาคารพาณิชย์ต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิตตามเอกสาร ประกอบใบสมัครการขอมีบัตรเครดิตของลูกค้า โดยห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ทําการออกบัตร เครดิตให้แก่ลูกค้าโดยมิได้รับการร้องขอจากลูกค้าก่อน (Pre-approved) คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิตมีดังนี้
(1) กรณีผู้ถือบัตรหลัก
ธนาคารพาณิชย์จะออกบัตรหลักให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้ เมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
(1.1) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่าง ๆ รวมกันไม่ต่ํากว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ต่ํากว่า 180,000 บาทต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของ รายได้
(1.2) เป็นผู้มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทํามาหาได้ของตนเองโดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝาก ซึ่งฝากไว้กับสถาบันการเงินที่สามารถ รับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมาย ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยอย่างน้อย จะต้องมีกระแสเงินสดเข้าเฉลี่ยไม่ต่ํากว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งธนาคารพาณิชย์พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะชําระเงินตามบัตรเครดิตได้
(1.3) มีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เป็นหลักประกัน เต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ
(1.4) มีเงินฝากประจําที่ธนาคารพาณิชย์ใด ๆ ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
(1.5) มีเงินฝากประจํา หรือเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ใด ๆหรือลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกัน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
(2) กรณีผู้ถือบัตรเสริม
ธนาคารพาณิชย์อาจออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม ข้อ 5.2.1 (1.1) - (1.5) ข้างต้น หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ประจําได้ ภายใต้สัญญาที่ทํากับผู้ถือบัตรหลัก โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริมต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
(3) กรณีบัตรประเภทองค์กร (Corporate Card)
ธนาคารพาณิชย์ต้องพิจารณาถึงความมั่นคงและฐานะทางการเงินขององค์กร หรือบริษัทผู้ยื่นขอมีบัตรโดยไม่จําเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือบัตรในนามองค์กรหรือ บริษัทดังกล่าวเป็นรายบุคคล
(4) กรณีผู้ถือบัตรรายเก่า
ธนาคารพาณิชย์จะต่ออายุบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรรายเก่าก่อนวันที่1 เมษายน 2547 ที่มีรายได้จากแหล่งที่มาต่าง ๆ รวมกันต่ํากว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือต่ํากว่า180,000 บาทต่อปีได้ หากผู้ถือบัตรรายเก่ามีประวัติการชําระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน โดยในรอบ 1 ปี ย้อนหลัง ไม่เคยผิดนัดชําระหนี้เกิน 2 ครั้ง แต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน
5.2.2 การพิจารณาอนุมัติ การกําหนดวงเงิน และการเพิ่มวงเงิน
(1) วงเงินที่จะอนุมัติให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิต แต่ละรายต้องไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสงิเนสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝากตามข้อ 5.2.1 (1.1) และ (1.2) หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของยอดเงินฝากประจําตามข้อ 5.2.1 (1.4) หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของ ยอดเงินฝากประจําเงินฝากออมทรัพย์ มูลค่าการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ และกองทุนรวม ตามข้อ 5.2.1 (1.5)
ในกรณีผู้ถือบัตรเครดิตรายเก่าก่อนวันที่ 1 เมษายน 2547 ที่มีประวัติการชําระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน โดยในรอบ 1 ปี ย้อนหลังไม่เคยผิดนัดชําระหนี้เกิน 2 ครั้งแต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน ธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตรายนั้นอีกไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อ 5.2.2 (2) หรือกรณีที่วงเงินเดิมของผู้ถือบัตรเครดิตรายนั้นต่ํากว่า เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝาก
(2) ธนาคารพาณิชย์สามารถเพิ่มวงเงินชั่วคราวเกินกว่าวงเงินที่กําหนดไว้ ตามข้อ 5.2.2 (1) ข้างต้น ให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตในกรณีฉุกเฉินได้ เมื่อธนาคารพาณิชย์ได้พิจารณา ความสามารถในการชําระหนี้ของผู้ถือบัตร รวมทั้งกําหนดผู้รับผิดชอบในการอนุมัติเพิ่มวงเงินและ ทําข้อตกลงเป็นพิเศษให้ผู้ถือบัตรต้องชําระเงินส่วนที่เกินกว่าวงเงินตามข้อ 5.2.2 (1) เต็มจํานวน ภายในกําหนดชําระเงินตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตงวดที่สองที่ปรากฎยอดใช้จ่ายดังกล่าว นอกจากนี้ ในส่วนของการชําระหนี้สําหรับการใช้จ่ายที่ไม่เกินกว่าวงเงินตามข้อ 5.2.2 (1) ธนาคาร พาณิชย์ยังคงต้องถือปฏิบัติตามเกณฑ์การเรียกให้ชําระหนี้ที่กําหนดไว้ในข้อ 5.2.4 ด้วย
(3) ให้ผู้ยื่นขอบัตรรายใหม่และผู้ถือบัตรรายเก่าที่ประสงค์จะขอวงเงิน เพิ่ม ต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเครดิตและวงเงินที่ได้รับขณะยื่นขอบัตรเครดิตหรือขอเพิ่ม วงเงินที่ครบถ้วนและถูกต้อง โดยธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งให้ถูกค้ารับทราบเกี่ยวกับความสําคัญของ การแจ้งข้อมูลดังกล่าว ซึ่งมีผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจบอกเลิกการถือบัตรได้หากต่อมาตรวจพบว่า มีการแจ้งข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง
5.2.3 ดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
ในการเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การ ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบ ธุรกิจบัตรเครดิต
5.2.4 การเรียกให้ชําระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติในการเรียกให้ชําระหนี้และติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ดังนี้
(1) หากธนาคารพาณิชย์ประสงค์จะให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคผ่อนชําระ หนี้เป็นงวดจะต้องกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่อนชําระหนี้โดยให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคชําระ หนี้ขั้นต่ําในแต่ละงวด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของยอดคงค้างทั้งสิ้น เว้นแต่หนี้ที่เกิดจากวงเงิน ชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินซึ่งผู้ถือบัตรจะต้องชําระเต็มจํานวน ตามข้อ 5.2.2 (2)
(2) ต้องมีหนังสือเตือนผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20 วัน ก่อนดําเนินการบังคับชําระหนี้ตามกฎหมาย
(3) จัดส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันถึงกําหนดชําระหรือหักบัญชี ทั้งนั้น ในกรณีที่มีการคิดดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และ เบี้ยปรับในหนี้ค้างชําระให้แสดงรายละเอียดการคํานวณรายการดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ด้วย
(4) กรณีที่ผู้ถือบัตรมีการผิดนัดชําระหนี้เกินกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ครบ กําหนดชําระให้ธนาคารพาณิชย์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตรรายนั้นทันที
5.2.5 การเปลี่ยนประเภทหนี้
ห้ามธนาคารพาณิชย์โอนหนี้ หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ที่เกิดจากการใช้ บัตรเครดิต ไปเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด หรือหนี้ตามสัญญาสินเชื่อประเภทอื่น เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคก่อน
(2) ต้องกําหนดให้มีการชําระหนี้ขั้นต่ําในแต่ละงวดไม่ต่ํากว่าร้อยละ 10 ของยอดหนี้คงค้าง เว้นแต่เป็นการดําเนินการเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ ผู้ถือบัตร โดยเฉพาะในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับที่ต่ําลง และธนาคารพาณิชย์ จะต้องจัดทําเอกสารหลักฐานสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้ครบถ้วน และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
(3) การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ ต้องเป็นไปตาม ข้อ 5.2.3
(4) ต้องยกเลิกการใช้บัตร และบัญชีบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค รายนั้นทันที
(5) การโอนหนี้หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ดังกล่าวต้องไม่เป็นการกระทํา เพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสํารองหรือเป็นเหตุให้มีการจดแจ้งบัญชีสินทรัพย์และ หนี้สินไม่ถูกต้องทั้งนี้ หนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต ที่ยังมิได้โอนไปเป็นหนี้ตามสัญญา บัญชีเดินสะพัดจะเอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยในจํานวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น ไม่ได้
5.2.6 การปฏิบัติและการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(1) ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสําคัญและจัดให้มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอบัตร ที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติและกําหนดวงเงินบัตรเครดิตที่เหมาะสม และสอดกล้องกับความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้ โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลกลางที่ เชื่อถือได้ เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต เป็นต้น หรือร่วมกันจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อใช้ ข้อมูลร่วมกัน เพื่อสอบยันประวัติส่วนตัวของผู้ขอมีบัตร จํานวนบัตรและวงเงินบัตรเครดิตที่ได้รับ ทั้งสิ้น ตลอดจนข้อมูลอื่น ๆ
(2) ธนาคารพาณิชย์ต้องรักษาข้อมูลของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคไว้เป็นความลับ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(2.1) การเปิดเผยโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(2.2) การเปิดเผยตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
(2.3) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของธนาคารพาณิชย์นั้น
(2.4) การส่งข้อมูลเครดิตให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต
(2.5) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายกําหนดไว้
5.2.7 การปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียน
ธนาคารพาณิชย์จะต้องดําเนินการตรวจสอบเมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต และแจ้งความคืบหน้าของผลการตรวจสอบรวมทั้งชี้แจงขั้นตอน การดําเนินการต่อไปให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน รวมทั้งให้ดําเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนนั้นให้แล้วเสร็จ และแจ้งให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคนั้นทราบ โดยเร็ว
5.2.8 การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจบัตรเครดิต
(1) ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดนโยบายและแผนงานในการดําเนินธุรกิจ บัตรเครดิต โดยต้องเสนอคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ความเห็นชอบทุกปี ทั้งนี้ นโยบายและแผนงานดังกล่าว ควรประกอบด้วยทิศทางและแนวทางในการให้บริการบัตรเครดิต พร้อมทั้งเป้าหมายในการให้บริการแก่ถูกค้าตามระดับรายได้ของผู้ถือบัตร
(2) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีระเบียบ หรือพิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ธนาคารพาณิชย์หรือระบุในสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกระทําการแทนธนาคารพาณิชย์ ในเรื่องการติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่ หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่าเพื่อเสนอสินเชื่อประเภทใหม่ พร้อมทั้งถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(2.1) การติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่ หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่าจะดําเนินการได้คือตั้งแต่เวลา 18.00-20.00 น. ในวันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ให้ดําเนินการตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น.
(2.2) ห้ามมิให้มีการแจกเงิน สิ่งของ หรือบัตรกํานัลใด ๆ ในการรับสมัครถูกค้ารายใหม่ หรือการอนุมัติบัตรให้ลูกค้ารายใหม่ เว้นแต่จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรแล้ว อย่างน้อย 1 งวด
(3) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงในการ ให้บริการบัตรเครดิต ดังนี้
(3.1) ระบบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นขอบัตรเครดิตเพื่อ การอนุมัติและกําหนดวงเงินบัตรเครดิตตามระดับความสามารถในการชําระหนี้
(3.2) ระบบการเรียกเก็บหนี้ที่สามารถเตือนให้ทราบเมื่อลูกหนี้เริ่มมี ปัญหาในการชําระหนี้หรือไม่สามารถชําระหนี้ได้ตามข้อตกลง ตลอดจนกลยุทธ์ในการเรียกเก็บหนี้ ในกรณีต่าง ๆ
(3.3) ระบบการติดตามพฤติกรรมในการใช้จ่ายและการชําระหนี้ของ ผู้ถือบัตรแต่ละราย เพื่อประโยชน์ในการทบทวน เปลี่ยนแปลงวงเงินให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและ รูปแบบการใช้บัตรของผู้ถือบัตรแต่ละราย
(3.4) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสําหรับใช้ในการกําหนดและ ทบทวนนโยบายและแผนงานเกี่ยวกับการให้บริการบัตรเครดิต
5.2.9 การจัดทําบัญชีและการรายงาน
ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทํารายงานหรือข้อมูลตามแบบที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยกําหนด และส่งรายงานหรือข้อมูลดังกล่าวให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยตาม ระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
5.2.10 ข้อกําหนดในประกาศนี้ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการออกบัตรเดบิตเพื่อใช้ เบิกถอนเงินสดหรือหักทอนค่าสินค้าหรือค่าบริการ จากบัญชีเงินฝากในขณะที่ใช้บัตรนั้น
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย