ข้อ ๒ ในกรณีที่ลูกหนี้มีรายได้ประจํา ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นที่มีลักษณะจ่าย เพื่อตอบแทนการทํางานเป็นรายเดือน ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบรายได้และรายจ่ายของลูกหนี้และ กําหนดค่าเลี้ยงชีพจากรายได้ดังกล่าวจนถึงวันปลดจากการล้มละลายโดยคํานึงถึงฐานานุรูป สภาวะเศรษฐกิจ ให้กําหนดค่าเลี้ยงชีพไม่น้อยกว่าอัตราเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
ในการกําหนดค่าเลี้ยงชีพ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ควรกําหนดค่าเลี้ยงชีพสูงกว่าร้อยละ 70 ของรายได้ประจํา เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามีเหตุจําเป็นที่จะกําหนดค่าเลี้ยงชีพ เกินกว่าจํานวนดังกล่าวก็ให้เสนอความเห็นเพื่อให้ผู้อํานวยการกอง อนุญาตตามแต่กรณี
กรณีกําหนดค่าเลี้ยงชีพให้ลูกหนี้จากรายได้ตามวรรคหนึ่ง โดยลูกหนี้มีรายได้ประจําในอัตรา เงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี แต่ลูกหนี้มีรายได้อื่นด้วย เช่น เงินเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา ค่านายหน้า หรือรายได้อื่นที่มีลักษณะจ่ายเพื่อตอบแทนการทํางาน นอกจากเงินเดือนหรือค่าจ้าง ให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์กําหนดค่าเลี้ยงชีพให้ลูกหนี้จากรายได้อื่นด้วยในอัตราไม่เกินร้อยละ 50 โดยเมื่อรวมค่าเลี้ยงชีพ ตามวรรคหนึ่งแล้ว ไม่เกินอัตราเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
ส่วนเงินที่มีลักษณะจ่ายเป็นคราว ๆ ได้แก่ เงินโบนัส เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืนหรือเงินได้อื่นใด ที่มีลักษณะเดียวกับเงินประเภทดังกล่าว เป็นเงินตามมาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาในเรื่อง ค่าเลี้ยงชีพ
ในกรณีที่ลูกหนี้มีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไป และสามารถแสดงเอกสารหลักฐานได้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาประเด็นนี้ประกอบด้วย