ข้อ ๒ ข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยในกรณีดังต่อไปนี้เป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
คือ
(๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(๒) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
หรือปฏิบัติหน้าที่ราชโองการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๓) เปิดเผยความรับของทางราชการ
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๔) ขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๕) รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๖) ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน
โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
(๗) ดูหมิ่น เหยียดหยาม
สมาชิกรัฐสภาหรือราษฎร
(๘) กระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก
หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
หรือได้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
หรือกระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการอื่นใด อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐
พลอากาศเอก หะริน หงสกุล
ประธานสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ประธาน ก.ร.
ประภาศรี/ผู้จัดทำ
๓
พฤศจิกายน ๒๕๕๑
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๔/ตอนที่ ๑๑/หน้า ๓๙/๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐