ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 12/2555
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
บทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกและปัญหาของสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในช่วงปี 2550-2551 ที่ผ่านมา ประกอบกับการที่สถาบันการเงินในต่างประเทศมีการดําเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและความเชื่อมโยงทางการเงินและการค้าที่เพิ่มขึ้นตามกระแสโลกาภิวัตน์ ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นในการทบทวนแนวคิดการกํากับดูแลระบบการเงินของโลก ซึ่งส่วนหนึ่งคือการปรับปรุงหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนของสถาบันการเงิน (Basel III) เพื่อให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีขึ้นและมีปริมาณสูงขึ้น เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตได้
ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดวิธีการกํากับดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนตามหลักการของ Basel II ซึ่งก็ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยมีความแข็งแกร่งโดยวิกฤตการเงินของโลกที่ผ่านมา แม้จะมีผลต่อระบบสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาและลุกลามไปยังหลายประเทศในสหภาพยุโรป แต่ระบบสถาบันการเงินของไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า การนําหลักการ Basel III มาใช้กับธนาคารพาณิชย์ไทยมีความสอดคล้องกับหลักการสําคัญที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ในการกํากับดูแลธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ การให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพในระดับที่สูงเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงแข็งแกร่งและระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ระบบสถาบันการเงินไทยมีภูมิต้านทานต่อวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์เป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันในเวทีสากลได้นอกจากนี้ ภายใต้ Basel III ยังมีมาตรการที่ให้ความสําคัญกับความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic risk) ที่ธนาคารพาณิชย์อาจได้รับผลกระทบจากธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยสําคัญสูงในระบบ ตลอดจนการคํานึงถึงความเชื่อมโยงของระบบสถาบันการเงินกับเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็นพลวัตทําให้วัฏจักรเศรษฐกิจอาจทวีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เข้มขึ้นตามแนวทาง Basel III และเห็นความสําคัญที่จะนําหลักการดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยรวมถึงได้วิเคราะห์ผลกระทบของการนําหลักเกณฑ์ด้านเงินกองทุนมาใช้ในประเทศไทยแล้ว พบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลดีต่อระบบสถาบันการเงินไทยและภาคเศรษฐกิจในระยะยาว
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงปรับปรุงหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้ รวมถึงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องโดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel II!: A global regulatory framework for more resilient banks and banking systems (Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ซึ่งพัฒนามาจากหลักเกณฑ์ Basel II: International Convergence of Capital Measurement and Capital Standards - A Revised Framework (Comprehensive version: June 2006) ซึ่งประกอบด้วยการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Pilar 1) การกํากับดูแลโดยทางการ (Pillar 2) และการใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Pillar 3)
อนึ่ง โครงสร้างของประกาศฉบับนี้ประกอบด้วยสาระสําคัญ 2 ส่วนหลัก ดังนี้
- การกําหนดหลักการสําคัญของการกํากับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ประกอบด้วย 3 Pillars ได้แก่ การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา การกํากับดูแลโดยทางการ และการใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล ซึ่งยังคงเป็นไปตามหลักการที่สําคัญตามแนวทาง Basel II
- การกําหนดกรอบหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์โดยกําหนดอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําและอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารง ทั้งนี้ วิธีการคํานวณเงินกองทุนและสินทรัพย์เสี่ยง ร่วมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Pillar 2 และ Pillar 3 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจํานวน 13 ฉบับ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 32 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ให้ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 87/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า บริษัทมหาชนจํากัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และให้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
"ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
"สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ" หมายความว่า สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย
5.2 หลักการ
หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ตามประกาศฉบับนี้ประกอบด้วย 3 Pillars ที่ได้พัฒนาจากหลักเกณฑ์ Basel II ซึ่งหลักเกณฑ์ Basel III ได้มีการปรับแนวทางการดํารงเงินกองทุนของ Pillar 1 ดังนี้
Pillar 1 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําและเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Minimum capital requirement and capital buffer)
Pillar 1 เป็นหลักเกณฑ์ที่กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สําคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market risk) และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk) โดยได้ปรับปรุงแนวทางการดํารงเงินกองทุนทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากขึ้น กล่าวคือ ในเชิงคุณภาพกําหนดให้องค์ประกอบเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ต้องเป็นเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีที่สุดเป็นหลัก คือ เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1: CET 1) และในเชิงปริมาณนั้น กําหนดให้เพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จากเดิมกําหนดไว้ต้องไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.25 เปลี่ยนเป็นไม่ต่ํากว่าร้อยละ 6 แทน นอกจากนี้ได้ปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของธุรกรรมที่มีความซับซ้อนให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงได้ดีขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม 2 ประเภทนอกเหนือจากการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา ได้แก่ (1) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนเพิ่มเติมในช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติเผื่อไว้นําไปใช้ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ประสบผลขาดทุนหรืออยู่ในช่วงภาวะวิกฤต อีกทั้งช่วยลดโอกาสที่ระดับอัตราส่วนเงินกองทุนจะต่ํากว่าเกณฑ์ขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดด้วย และ (2) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนในลักษณะที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่จะก่อตัวเป็นความเสียหายกับระบบโดยรวม (System-wide risk) เช่น ในยามที่เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตสินเชื่อมากในระดับร้อนแรง (Excessive credit growth) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์จากเหตุดังกล่าว เป็นต้น อนึ่ง ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงในระดับร้อนแรง ดังนั้น จึงยังไม่มีความจําเป็นที่จะกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่ม Countercyclical buffer ในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ดี หากมีความจําเป็นในการบังคับใช้เกณฑ์ในเรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบต่อไป
Pillar 2 การกํากับดูแลโดยทางการ (Supervisory review process)
Pillar 2 เป็นหลักเกณฑ์ที่กําหนดบทบาทของธนาคารพาณิชย์และผู้กํากับดูแลโดยกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยต้องมีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนโดยคํานึงถึงความเสี่ยงทุกด้านของตนเองและมีการทดสอบภาวะวิกฤตที่เหมาะสม นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินกองทุนสูงกว่าเงินกองทุนตาม Pillar 1 เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ไม่ครอบคลุมใน Pillar 1 เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร และความเสี่ยงในการกระจุกตัวของลูกหนี้ เป็นต้น
สําหรับบทบาทของผู้กํากับดูแลนั้น กําหนดให้ผู้กํากับดูแลมีหน้าที่ต้องตรวจสอบติดตาม และประเมินระบบบริหารความเสี่ยง รวมถึงกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ตลอดจนต้องดําเนินมาตรการกับธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาอย่างเหมาะสมและทันกาล
Pillar 3 การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Market discipline)
Pillar 3 เป็นหลักเกณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแลและผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีนอกเหนือจากการควบคุมภายในของธนาคารพาณิชย์เองและการกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุน ระดับความเสี่ยงและระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้บุคคลภายนอกหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่น ผู้ลงทุน คู่ค้า และผู้ฝากเงิน เป็นต้น สามารถใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศหลักในชุดประกาศที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ของ BCBS ซึ่งระบุข้อกําหนดหลักที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องถือปฏิบัติ และในการปฏิบัติตามข้อกําหนดหลักต่าง ๆ นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องอ้างอิงรายละเอียดตามหลักเกณฑ์ในประกาศย่อย' ที่เกี่ยวข้อง จํานวน 13 ฉบับ โดยสําหรับหลักเกณฑ์ Base II! ได้มีการปรับปรุงประกาศย่อยจํานวน 6 ฉบับ ตามข้อ 1 ถึง ข้อ 6 ดังนี้
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ ที่จดทะเบียนในประเทศ
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
3. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA)
4. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
5. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
6. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
สําหรับประกาศในฉบับที่ 7-13 นั้น ยังคงใช้ประกาศฉบับเดิม ดังนี้
7. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
8. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
9. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
10. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการโดย Advanced Measurement Approaches (วิธี AMA)
11. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการส่งรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
12. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
13. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
5.3 รายละเอียดของหลักเกณฑ์
5.3.1 Pillar 1 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําและเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Minimum capital requirement and capital buffer)
(1) การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําโดยใช้อัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ดังนี้
เงินกองทุนทั้งสิ้น ≥ อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ํา
สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศและสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเป็นอัตราส่วน ณ สิ้นวันหนึ่ง ๆ ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ดังนี้
| | |
| --- | --- |
| อัตราส่วนเงินกองทุน | (ร้อยละ) |
| ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ(Common equity tier 1 ratio: CET1 ratio) | 4.5 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 ratio) | 6.0 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio) | 8.5 |
| สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (Total capital ratio) | 8.5 |
ทั้งนี้ ในการคํานวณอัตราส่วนดังกล่าวของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศให้ใช้ยอดรวมของทุกสํานักงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้มูลค่าตามบัญชี ณ วันที่คํานวณ
(2) การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (Capital buffer)
(2.1) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer)
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําอีกเกินกว่าร้อยละ 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น สําหรับกรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศให้ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มนี้จากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นเช่นเดียวกันทั้งนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มอีกมากกว่าร้อยละ 0.625 ในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559\* จนครบซึ่งมากกว่าร้อยละ 2.5 ในวันที่ 1 มกราคม 2562 ดังนั้น เมื่อนําอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ํารวมกับอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤตแล้ว ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงอัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นสรุปได้ตามตาราง ดังนี้
หน่วย: ร้อยละ
| | | | | |
| --- | --- | --- | --- | --- |
| อัตราส่วนเงินกองทุน | 1 ม.ค. 2559 | 1 ม.ค. 2560 | 1 ม.ค. 2561 | 1 ม.ค. 2562 |
| ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1 ratio) | 5.125 | 5.75 | 6.375 | 7 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1(Tier 1 ratio) | 6.625 | 7.25 | 7.875 | 8.5 |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น(Total capital ratio) | 9.125 | 9.75 | 10.375 | 11 |
| สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ |
| อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น(Total capital ratio) | 9.125 | 9.75 | 10.375 | 11 |
ทั้งนี้ ในการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มข้างต้นนั้นหากธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ให้ธนาคารพาณิชย์เก็บสะสมเงินกําไรสุทธิบางส่วนหรือทั้งหมดตามสัดส่วนที่กําหนดในเอกสารแนบ โดยจํากัดวิธีการจัดสรรกําไรสุทธิ์ ของธนาคารพาณิชย์ (Earning distribution) ได้แก่ การจ่ายเงินปันผล การจ่ายโบนัสพนักงาน' การจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 และการซื้อหุ้นคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์อาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งข้างต้นหรือทั้งหมดได้ เพื่อให้สามารถดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่มได้ครบตามที่กําหนดจึงจะสามารถจัดสรรกําไรสุทธิได้
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่ม Conservation buffer ได้ จะยังไม่ถือว่าธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนตามมาตรา 29 มาตรา 30 หรือมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการจํากัดการจัดสรรกําไรสุทธิตามสัดส่วนที่กําหนดในเอกสารแนบ จึงจะถือว่าธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนตามมาตรา 29 มาตรา 30 หรือมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ได้ แล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ หากธนาคารพาณิชย์สามารถเก็บสะสมกําไรสุทธิตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด แต่ยังไม่สามารถดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้ธนาคารพาณิชย์หารือกับฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแผนการดํารงเงินกองทุนต่อไป
(2.2) อัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง (Countercyclical buffer)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากการดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต (Conservation buffer) ดังกล่าวใน 5.3.1 (2.1) อีกร้อยละ 0 ถึง 2.5 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง เมื่อมีเหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีความจําเป็นที่จะดําเนินมาตรการด้านนี้ เช่น ช่วงที่เงินให้สินเชื่อในระบบการเงินมีอัตราการเติบโตมากในระดับร้อนแรง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะก่อตัวเป็นความเสียหายกับระบบโดยรวม (System-wide risk) เป็นต้น สําหรับกรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดให้ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มนี้จากเงินกองทุนทั้งสิ้นในลักษณะเดียวกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเครื่องชี้วัด วิธีการประเมินวัฏจักรเศรษฐกิจและสินเชื่อ และติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ในการสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนเพิ่มเติมเพื่อวัตถุประสงค์นี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะนํามาตรการอื่นที่เป็นเครื่องมือด้าน Macroprudential เช่น การกําหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to value ratio: LTV ratio) การกันเงินสํารองส่วนเพิ่ม เป็นต้น มาประกอบการพิจารณาด้วย และธนาคารแห่งประเทศไทยจะแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบล่วงหน้าถึงรายละเอียดและปัจจัยในการพิจารณากําหนดการดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง และระดับเงินกองทุนส่วนเพิ่มที่ต้องดํารงในช่วงเวลาดังกล่าวก่อนการบังคับใช้จริง ซึ่งรวมถึงแนวทางการพิจารณายกเลิกการบังคับใช้การดํารงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม Countercyclical buffer ด้วยในโอกาสต่อไป
(3) องค์ประกอบของเงินกองทุน
(3.1) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศมีองค์ประกอบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งกําหนดให้เงินกองทุนทั้งสิ้นประกอบด้วยเงินกองทุนชั้นที่ 1 เงินกองทุนชั้นที่ 2 และรายการหักจากเงินกองทุน
(3.2) สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีองค์ประกอบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ซึ่งกําหนดให้เงินกองทุนทั้งสิ้น ประกอบด้วยสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องดํารงตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และรายการหักจากเงินกองทุน
(4) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยง
ให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์เท่ากับผลรวมของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแต่ละด้าน ดังนี้
(4.1) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของรายการต่างๆ ได้แก่ สินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทุกรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร Repo-style transaction ธุรกรรมอนุพันธ์ รวมถึงสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทุกรายการในบัญชีเพื่อการค้าที่อยู่ในระดับที่ไม่มีนัยสําคัญซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ที่จะต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยมีรายละเอียดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(4.1.1) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ 2 วิธี ได้แก่ Standardised Approach (วิธี SA) และInternal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
(ก) Standardised Approach (วิธี SA)
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้นและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบของเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel III เช่น ปรับบางรายการที่เดิมให้หักเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 อย่างละร้อยละ 50 เปลี่ยนเป็นคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแทน หรือ ผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ค้ําประกันหรือ Protection seller สําหรับอนุพันธ์ด้านเครดิต เป็นต้น
(ข) Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) โดยธนาคารพาณิชย์สามารถใช้วิธี SA กับฐานะที่ไม่มีนัยสําคัญได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศฉบับดังกล่าว โดยหลักเกณฑ์ Basel III กําหนดให้ปรับเพิ่มค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่สูงขึ้นในการรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกหนี้หรือคู่สัญญาที่เข้าข่ายเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินและมีลักษณะตามที่กําหนด รวมถึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์บางรายการให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้นเช่นเดียวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA
ทั้งนี้ ภายใต้การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA และ วิธี IRB ธนาคารพาณิชย์จะต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ (Counterparty credit risk-weighted asset! โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ และคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction) โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์ ด้วย ซึ่งสรุปสาระสําคัญตามข้อ 5.3.1 (4.1.2) และ (4.1.3) ตามลําดับ
(4.1.2) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์โดยปฏิบัติตามวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ โดยหลักเกณฑ์ Basel III ได้มีการปรับปรุงแนวทางการคํานวณเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา (Counterparty credit risk) ให้สะท้อนความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
(4.1.3) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น โดยปฏิบัติตามวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบของเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel II โดยปรับธุรกรรมที่เดิมกําหนดให้หักเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 อย่างละร้อยละ 50 เปลี่ยนเป็นคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแทน
(4.1.4) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ตามหลักเกณฑ์ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ยกเว้นฐานะที่เกิดจากธุรกรรม Securitisation คือในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทําหน้าที่เป็นผู้รับประกันส่วนสูญเสียในลําดับแรก (First loss facility) ให้แก่ผู้ลงทุนในตราสาร Securitisation หรือกรณีธนาคารพาณิชย์ลงทุนในตราสาร Securitisation ที่ธนาคารพาณิชย์ต้องรับผิดชอบส่วนสูญเสียในลําดับแรก (First loss tranche) ให้ธนาคารพาณิชย์นําฐานะดังกล่าวมาคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดยกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงร้อยละของ 100 หารด้วยร้อยละ 8.5 (100/8.5%) หรือเท่ากับร้อยละ 1176.5 แทนหลักเกณฑ์เดิมที่กําหนดให้หักออกจากเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์
(4.2) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ซึ่งกําหนดวิธีการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด โดยธนาคารพาณิชย์ต้องนําจํานวนเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณได้นั้นคูณด้วย 12.5 เพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมาเป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และเพื่อให้สามารถนําไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ในการคิดอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นต่อไป ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดได้ 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธีมาตรฐาน 2) วิธีแบบจําลองและ 3) วิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานและวิธีแบบจําลอง
(4.3) การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการโดย Advanced Measurement Approaches (วิธี AMA โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการได้ 3 วิธี ได้แก่ 1) Basic Indicator Approach (วิธี BIA) 2) Standardised Approach (วิธี SA-OR) และ 3) Advanced Measurement Approaches (วิธี AMA)
(5) การรายงานข้อมูลการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา
ให้ธนาคารพาณิชย์จัดทําและจัดส่งข้อมูลการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามรูปแบบและรายละเอียดที่กําหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการส่งรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
5.3.2 Pillar 2 การกํากับดูแลโดยทางการ (Supervisory review process)
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์จัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี มีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process - ICAAP) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสําคัญทุกด้านซึ่งได้แก่ความเสี่ยงตามที่กําหนดไว้ในหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําและเงินกองทุนส่วนเพิ่มตาม Pillar 1 และความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ที่หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําและเงินกองทุนส่วนเพิ่มตาม Pillar 1 ยังครอบคลุมไปไม่ถึง รวมทั้งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ําตามกฎหมาย และเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤต (Stress test) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรวจสอบความถูกต้องในการดํารงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนตาม Pillar 1 ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและกระบวนการ CAAP ของธนาคารพาณิชย์
หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าธนาคารพาณิชย์มีข้อบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง มีกระบวนการ ICAAP ไม่เหมาะสม หรือมีเงินกองทุนต่ํากว่าที่พึงมีเพื่อรองรับความเสี่ยงทั้งหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดําเนินมาตรการให้ธนาคารพาณิชย์นั้น ปรับปรุงระบบการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่มีอยู่ภายในเวลาที่เหมาะสม และในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจใช้อํานาจตามมาตรา 30 วรรคสองของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์นั้น ดําเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรเพื่อลดระดับความเสี่ยงลง หรือให้ดํารงเงินกองทุนสูงกว่าหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนตาม Pillar 1
5.3.3 Pillar 3 การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Market discipline)
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลเงินกองทุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งได้แก่ เงินกองทุน ระดับความเสี่ยง กระบวนการประเมินความเสี่ยง และความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย หลักเกณฑ์ทั่วไปของการเปิดเผยข้อมูล การกําหนดช่องทางการเปิดเผยข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลที่มีนัยสําคัญ ข้อมูลลับทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์และความลับของลูกค้า ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําของข้อมูลที่ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผย
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย