มาตรา ๔
ให้ยกเลิกความใน (๓) ของข้อ ๓ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๕ ลงวันที่
๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
(๓) ในกรณีที่มีการโอนกิจการปิโตรเลียม
ให้บริษัทผู้รับโอนถือเอามูลค่าต้นทุนสุทธิของบริษัทผู้โอนมาหักค่าชดเชยได้เสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการโอนกิจการปิโตรเลียม
แต่ทั้งนี้
(ก)
ถ้าค่าตอบแทนที่บริษัทผู้รับโอนจ่ายแก่บริษัทผู้โอนต่ำกว่ามูลค่าต้นทุนสุทธิของบริษัทผู้โอน
ให้บริษัทผู้รับโอนถือเอามูลค่าต้นทุนสุทธิมาหักได้เพียงเท่าค่าตอบแทนที่จ่ายไป ถ้ามีรายจ่ายที่เป็นทุนหลายรายการ
ให้เฉลี่ยค่าตอบแทนนั้นตามส่วนของมูลค่าต้นทุนสุทธิของรายจ่ายที่เป็นทุนแต่ละรายการ
(ข) ถ้าค่าตอบแทนที่บริษัทผู้รับโอนจ่ายแก่บริษัทผู้โอนสูงกว่าผลบวกของมูลค่าต้นทุนสุทธิกับผลขาดทุนประจำปีคงเหลือของบริษัทผู้โอน
ให้บริษัทผู้รับโอนนำส่วนเกินมาหักได้โดยถือว่าส่วนเกินนั้นเป็นรายจ่ายที่เป็นทุนอย่างอื่นตามข้อ
๒ (๖) (ค)
ความใน (ก) และ (ข)
ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่เป็นการโอนสัมปทานตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม
พ.ศ. ๒๕๑๔
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สัญญา ธรรมศักดิ์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากรัฐบาลได้พิจารณาเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๙๕ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ว่าด้วยการกำหนดประเภท อัตรา
และเงื่อนไขในการหักค่าชดเชยรายจ่ายที่เป็นทุนเกี่ยวกับภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
โดยเพิ่มอัตราการหักค่าชดเชยรายจ่ายที่เป็นทุนเฉพาะที่จ่ายไปสำหรับแปลงสำรวจที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนดว่าเป็นแปลงสำรวจในทะเลที่มีน้ำลึกเกินสองร้อยเมตรเพื่อส่งเสริมให้ผู้รับสัมปทานรีบสำรวจปิโตรเลียม
และมิให้นำวิธีการบางอย่างในการหักค่าชดเชยมาใช้บังคับแก่การโอนสัมปทานที่ไม่ต้องขอรับอนุญาต จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ขึ้น
อรญา/ปรับปรุง
๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐/ตอนที่ ๑๕๗/หน้า ๕๘๖/๔ ธันวาคม
๒๕๑๖