ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 13 /2555
เรื่อง องค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel III : a global regulatory framework for more resilient banks and banking systems (Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีและเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินโดยรวม
ในประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงองค์ประกอบเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III โดยกําหนดให้องค์ประกอบเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ต้องเป็นเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีที่สุดเป็นหลัก คือเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier 1) ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ กําไรสะสม เป็นต้น เพื่อให้เงินกองทุนที่แท้จริงที่ต้องใช้รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นนั้น มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นและมีปริมาณที่มากเพียงพอ โดยต้องเป็นองค์ประกอบหลักของเงินกองทุนโดยรวม นอกจากนี้ ยังได้ปรับคุณสมบัติของตราสารทางการเงินที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ให้มีลักษณะคล้ายทุนมากขึ้นกล่าวคือ ไม่อนุญาตให้มีเงื่อนไขที่เป็นแรงจูงใจให้ไถ่ถอนตราสารก่อนกําหนดเพื่อให้ตราสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นทุนที่มีระยะยาว และต้องสามารถรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การแปลงตราสารเป็นหุ้นสามัญหรือตัดหนี้สูญทั้งจํานวนภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดล่วงหน้าอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ยังได้กําหนดวิธีและเงื่อนไขการทยอยลดนับตราสารเงินกองทุนที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางในหนังสือเวียนที่ ธปท. ฝนส. (21) ว.299/2555 เรื่อง คุณสมบัติของตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนและวิธีการทยอยลดนับตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel III ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ทราบไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ องค์ประกอบของเงินกองทุนต้องไม่รวมรายการที่ไม่สะท้อนความเป็นทุนที่แท้จริง ตลอดจนการถือตราสารทุนไขว้กันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจสนับสนุน เพื่อป้องกันการนับเป็นเงินกองทุนซ้ําซ้อนกัน (Double gearing) ด้วย
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 29 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์กําหนดองค์ประกอบของเงินกองทุนให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง ยกเว้นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
4.1 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 88/255 1 เรื่อง องค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
4.2 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 11/2552 เรื่อง องค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2552
4.3 หนังสือเวียนที่ ธปท. ฝนส. (21) ว.299/2555 เรื่อง คุณสมบัติของตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนและวิธีการทยอยลดนับตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel II! ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
5.2 หลักการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดให้องค์ประกอบของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ เงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 2 ซึ่งหลักเกณฑ์ Basel III ได้ปรับองค์ประกอบของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ โดยกําหนดให้องค์ประกอบหลักของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์คือ เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1: CET 1) ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญและกําไรสะสมเป็นสําคัญ และให้ธนาคารพาณิชย์สามารถนํารายการอื่นในส่วนของเจ้าของมานับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของได้ รวมทั้งปรับคุณสมบัติของตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Additional tier 1) และตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ให้มีคุณภาพดีขึ้นกว่าหลักเกณฑ์เดิม กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้มีเงื่อนไขที่เป็นแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ไถ่ถอนก่อนครบกําหนดและต้องรองรับผลขาดทุนได้เมื่อทางการเข้าแทรกแซงหรือเข้าช่วยเหลือกิจการของธนาคารพาณิชย์
5.3 องค์ประกอบของเงินกองทุน
เงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ เงินกองทุนชั้นที่ 1 และ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ดังนี้
(1) เงินกองทุนชั้นที่ 1 ได้แก่ เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1: CET1) และตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Additional tier 1) หักด้วยรายการหักออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.4
(2) เงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้แก่ ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ (General provision) และเงินสํารองส่วนเกิน (Surplus of provision) หักด้วยรายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.5
5.4 เงินกองทุนชั้นที่ 1
5.4.1 เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1: CET1) ได้แก่ รายการที่สามารถนับเป็น CET1 ได้ ภายหลังรายการปรับและรายการหักต่าง ๆ ดังนี้
(1) รายการที่สามารถนับเป็น CET1 ได้แก่
(1.1) ทุนชําระแล้ว (ยกเว้นทุนชําระแล้วที่ได้จากการออกหุ้นบุริมสิทธิ) ซึ่งรวมทั้งส่วนเกิน (ต่ํากว่า มูลค่าหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ และเงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับจากการออกใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของธนาคารพาณิชย์นั้น โดยต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเอกสารแนบ 1
(1.2) ทุนสํารองตามกฎหมาย
(1.3) เงินสํารองที่ได้จัดสรรจากกําไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับการลดค่าของสินทรัพย์ เงินสํารองสําหรับการจ่ายเงินปันผล และเงินสํารองเพื่อการชําระหนี้
(1.4) กําไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรรตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของธนาคารพาณิชย์
(1.5) รายการอื่นของส่วนของเจ้าของ ได้แก่
(1.5.1) ส่วนที่ถือเป็นกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นสะสม (Accumulated other comprehensive income) ซึ่งต้องเป็นมูลค่าสุทธิภายหลังการปรับปรุงภาษีเงินได้เกี่ยวกับองค์ประกอบของกําไร (ขาดทุน) เบ็ดเสร็จอื่นแล้ว ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงในส่วนเกินทุนจากการตีราคาที่ดิน อาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดรายละเอียดตามเอกสารแนบ 2
- กําไร (ขาดทุน) จากการวัดมูลค่าเงินลงทุนเผื่อขายของตราสารหนี้และตราสารทุนตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน
- กําไร (ขาดทุน) จากการแปลงค่างบการเงินจากการดําเนินงานในต่างประเทศ
- กําไร (ขาดทุน) จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมตราสารอนุพันธ์สําหรับการป้องกันความเสี่ยงในกระแสเงินสด (Cash flow hedge reserve)
- กําไร (ขาดทุน) จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมตราสารอนุพันธ์สําหรับการป้องกันความเสี่ยงในเงินลงทุนสุทธิในหน่วยงานต่างประเทศ (Hedges of a net investment in a foreign operation)
สําหรับรายการกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นที่เกิดจากการปรับปรุงประมาณการหนี้สินตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยสําหรับโครงการผลประโยชน์พนักงานตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์ของพนักงาน (เฉพาะกรณีที่เลือกรับรู้รายการเข้างบกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ให้ธนาคารพาณิชย์นํารายการดังกล่าวภายหลังการปรับปรุงภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องแล้วมาคํานวณมูลค่าสุทธิกับรายการปรับปรุงทางการบัญชีอื่น ๆ ที่มาตรฐานการบัญชีกําหนดให้ปรับปรุงกับกําไรสะสม โดยให้แสดงไว้ในข้อ (1.4) หากผลสุทธิเป็นกําไร
(1.5.2) รายการอื่นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผู้เป็นเจ้าของ (Owner changes) ได้แก่ ส่วนเกิน (ต่ํากว่า) ทุนจากการรวมธุรกิจภายใต้การควบคุมเดียวกัน
(2) รายการปรับต่าง ๆ คือรายการทางการบัญชีซึ่งในการคํานวณเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น ไม่อนุญาตให้มีผลกระทบต่อมูลค่าของเงินกองทุน ซึ่งได้แก่รายการดังนี้
(2.1) การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์สําหรับธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงในกระแสเงินสด (Cash flow hedge reserve) ที่เกี่ยวข้องกับรายการในงบแสดงฐานะทางการเงินซึ่งไม่ได้แสดงมูลค่าตามราคาตลาด โดยหากมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น (กําไร) ให้ธนาคารพาณิชย์นําไปหักออกจากเงินกองทุน แต่หากมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ลดลง (ขาดทุน) ให้ธนาคารพาณิชย์นําไปบวกกลับเข้าในเงินกองทุนเสมือนไม่มีรายการดังกล่าวเกิดขึ้น
(2.2) กําไร (ขาดทุน) สะสมที่เกิดจากการเลือกใช้วิธี Fair value option ตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการรับรู้และการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (International accounting standard 39 financial instruments: Recognition and measurement หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม) ในการคํานวณมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ การใช้วิธี Fair value option ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในเอกสารแนบ 3
(ก) ตราสารที่เป็นหนี้สินทางการเงิน
- ผลกําไรสะสมที่เกิดจากมูลค่ายุติธรรมลดลงเนื่องจากตราสารที่ธนาคารพาณิชย์ออกนั้นมีความเสี่ยงทางด้านเครดิต (Credit spread) เพิ่มขึ้น หรือ ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามาหักออกจากเงินกองทุน
- ผลขาดทุนสะสมที่เกิดจากมูลค่ายุติธรรมเพิ่มขึ้นเนื่องจากตราสารที่ธนาคารพาณิชย์ออกนั้นมีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit spread) ลดลง หรือไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้นําไปบวกกลับเข้าในเงินกองทุน
(ข) เงินให้สินเชื่อ หรือ ตราสารที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน
- ผลกําไรสะสมที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรมที่ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามาหักออกจากเงินกองทุน
- ผลขาดทุนสะสมที่เกิดจากการลดลงของมูลค่ายุติธรรมที่ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้นําไปบวกกลับเข้าในเงินกองทุน
(2.3) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(3) รายการหักจาก CET1 ได้แก่รายการดังต่อไปนี้
(3.1) ผลขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชี ให้หักทันที ณ วันสิ้นงวดการบัญชีนั้น
(3.2) ค่าความนิยม (Goodwill! ที่นับเป็นสินทรัพย์ตามจํานวนที่ปรากฏในงบการเงินซึ่งได้จัดทําตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ซึ่งรวมถึงค่าความนิยมที่แฝงอยู่ในเงินลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ที่จัดประเภทเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อยตามมาตรฐานการบัญชีด้วย ทั้งนี้ ต้องเป็นมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายหลังหักกลบด้วยหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับค่าความนิยมดังกล่าวแล้ว
(3.3) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน' (Intangible asset) อื่นที่นอกเหนือจากค่าความนิยม ที่นับเป็นสินทรัพย์ตามจํานวนที่ปรากฎในงบการเงินซึ่งได้จัดทําตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ทั้งนี้ ต้องเป็นมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายหลังหักกลบด้วยหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนดังกล่าวแล้ว
(3.4) สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred tax asset: DTA) ที่นับเป็นสินทรัพย์ตามจํานวนที่ปรากฎในงบการเงินซึ่งได้จัดทําตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ทั้งนี้ ต้องเป็นมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายหลังหักกลบด้วยหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred tax liability: DTL) ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่รายการต่อไปนี้
(ก) ขาดทุนทางภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused tax losses carryforward) และ
(ข) ผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์หรือหนี้สินในงบดุลกับฐานภาษี หรือผลแตกต่างชั่วคราวในกําไรทางบัญชีและกําไรทางภาษี (Temporary differences) เช่น สํารองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นต้น
(ค) เครดิตภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused tax credit carryforward)
ทั้งนี้ DTL ที่นํามาหักออกจาก DTA ในข้อ 5.4.1 (3.4) นั้น ต้องไม่รวม DTL ที่ธนาคารพาณิชย์ได้นําไปหักออกจากค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแล้ว
(3.5) สํารองส่วนขาด (Shortfall of provision) เฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี IRB
ทั้งนี้ เงินสํารองส่วนขาด หมายถึง ผลต่างระหว่างมูลค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss: EL) และเงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total eligible provisions) เฉพาะในกรณีที่เงินสํารองที่กันไว้แล้วน้อยกว่าค่า EL
(3.6) กําไรจากการทําธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์(Securitisation) ซึ่งมีผลให้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการทําหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม Securitisation และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนกลับมาในอนาคต (Expected future margin income) เป็นต้น
(3.7) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้จ่ายไปเพื่อการซื้อหุ้นคืนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัด ด้วยวิธีราคาตามมูลค่าตามแนวปฏิบัติทางการบัญชีเกี่ยวกับหุ้นซื้อคืนของกิจการ
(3.8) การถือตราสารทุนไขว้กันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจสนับสนุน' ที่มีเจตนาเพื่อต้องการเพิ่มเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าเงินลงทุนในตราสารทุนเฉพาะส่วนที่ถือไขว้กันในบริษัทดังกล่าวหักจากเงินกองทุนทั้งจํานวน ทั้งนี้ รวมถึงการลงทุนในใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวด้วย
(3.9) เงินลงทุนในตราสารทุน" รวมถึงเงินลงทุนในใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
(3.10) เงินลงทุนในตราสารทุน รวมถึงเงินลงทุนในใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นที่กําหนดดังต่อไปนี้ เพื่อคํานวณมูลค่าเงินลงทุนที่ต้องนําไปหักออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ
(ก) กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของแต่ละบริษัทนั้น มีวิธีการคํานวณดังนี้
- ให้ธนาคารพาณิชย์นําผลรวมของเงินลงทุน ในตราสารทุนและใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 และตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของบริษัทในข้อ 5.4.1 (3.10) (ก) ทั้งทางตรงและทางอ้อม' มาเปรียบเทียบกับร้อยละ 10 ของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของสุทธิ (Net common equity tier 1)' โดยให้ธนาคารพาณิชย์นําผลรวมของเงินลงทุนดังกล่าวทั้งหมดเฉพาะส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 10 ของ Net common equity tier 1 ไปหักออกจากเงินกองทุนแต่ละประเภทของธนาคารพาณิชย์ตามสัดส่วนของประเภทเงินลงทุน (Pro-rata basis) ตามตัวอย่างที่ 1 ในเอกสารแนบ 4
- ทั้งนี้ สําหรับผลรวมของเงินลงทุนดังกล่าวทั้งหมดในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของ Net common equity tier 1 ให้ธนาคารพาณิชย์นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงตามสัดส่วนของประเภทของเงินลงทุน (Pro-rata basis) (ตามตัวอย่างที่ 1 ในเอกสารแนบ 4) โดยในกรณีเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร ให้ใช้วิธีที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach วิธี IRB) และในกรณีเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า ให้ใช้วิธีที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
(ข) กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น
- ให้ธนาคารพาณิชย์นําผลรวมของเงินลงทุน ในตราสารทุนและใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทในข้อ 5.4.1 (3.10)(ข) ทั้งทางตรงและทางอ้อมมาเปรียบเทียบกับร้อยละ 10 ของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของสุทธิ (Net common equity tier 1) โดยให้ธนาคารพาณิชย์นําเงินลงทุนดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 10 ของ Net common equity tier 1 ไปหักออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของตามสัดส่วนของเงินลงทุนในแต่ละบริษัท (Pro-rata basis) ดังตัวอย่างที่ 2 ในเอกสารแนบ 4
- ทั้งนี้ สําหรับผลรวมของเงินลงทุนดังกล่าวทั้งหมดในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของ Net common equity tier 110 ให้ธนาคารพาณิชย์นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงตามสัดส่วนของเงินลงทุนในแต่ละบริษัท (Pro-rata basis) (ดังตัวอย่างที่ 2 ในเอกสารแนบ 4) โดยในกรณีเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร ให้ใช้วิธีที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) และในกรณีเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า ให้ใช้วิธีที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ หากน้ําหนักความเสี่ยงตามประกาศดังกล่าวข้างต้น" ต่ํากว่าร้อยละ 250 ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้น้ําหนักความเสี่ยงที่ร้อยละ 250 แทน
(3.11) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(3.12) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินในส่วนที่เหลือ ในกรณีที่เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินมีจํานวนไม่เพียงพอให้หักจนครบเต็มจํานวน
5.4.2 เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงิน (Additional tier 1) ได้แก่ รายการที่นับเป็น Additional tier 1 ภายหลังรายการหักต่าง ๆ ดังนี้
(1) รายการที่สามารถนับเป็น Additional tier 1 ประกอบด้วย
(1.1) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสมเงินปันผลและใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าว
(1.2) เงินที่ได้รับจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีสิทธิด้อยกว่าผู้ฝากเงิน เจ้าหนี้สามัญ และเจ้าหนี้ด้อยสิทธิทุกประเภท ซึ่งรวมถึงผู้ถือตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2
(1.3) ส่วนเกิน (ต่ํากว่า มูลค่าตราสารตาม (1.1) และ (1.2) ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ
ทั้งนี้ ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเอกสารแนบ 5 และธนาคารพาณิชย์จะต้องยื่นคําขอต่อฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขออนุมัตินับเงินที่ได้รับจากการออกตราสารดังกล่าวเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินด้วย
(2) รายการหักจาก Additional tier 1 ได้ แก่รายการดังต่อไปนี้
(2.1) การซื้อคืนตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์จะซื้อคืนตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามข้อกําหนดในเอกสารแนบ 5
(2.2) การถือตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไขว้กันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจสนับสนุน ที่มีเจตนาเพื่อต้องการเพิ่มเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าเงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของบริษัทดังกล่าวหักออกจากเงินกองทุน
(2.3) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม'
(2.4) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ทั้งทางตรงและทางอ้อม' ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ต้องนํามาหักตามวิธีการที่กําหนดไว้ในข้อ 5.4.1(3.10) (ก)
(2.5) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ทั้งทางตรงและทางอ้อม' ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าเงินลงทุนดังกล่าวมาหักออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินทั้งจํานวน
(2.6) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(2.7) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในส่วนที่เหลือ ในกรณีที่เงินกองทุนชั้นที่ 2 มีจํานวนไม่เพียงพอให้หักจนครบเต็มจํานวน
5.5 เงินกองทุนชั้นที่ 2
เงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้แก่ ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ และเงินสํารองส่วนเกิน ภายหลังรายการหักต่าง ๆ ดังนี้
5.5.1 ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้แก่
(1) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสมเงินปันผลและใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าว
(2) เงินที่ได้รับจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีสิทธิด้อยกว่าผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้สามัญ
(3) ส่วนเกิน (ต่ํากว่า) มูลค่าตราสารตาม (1) และ (2) ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ
ทั้งนี้ ตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเอกสารแนบ 6 และธนาคารพาณิชย์จะต้องยื่นคําขอต่อฝ่ายกํากับสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขออนุมัตินับเงินที่ได้รับจากการออกตราสารดังกล่าวเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ด้วย
5.5.2 เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ (General provision)
เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ ได้แก่ เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติส่วนที่นับเป็น Specific provision" แล้ว โดยเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ ให้เป็นไปตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินและให้นับเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ดังนี้
(1) ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) จะนับ General provision เข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 1.25 ของยอดสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
(2) ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) จะนับ General provision ที่ได้จัดสรรให้แก่พอร์ตสินทรัพย์ที่ใช้วิธี SA เข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 1.25 ของยอดสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณโดยวิธี SA ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย วิธี IRB
ทั้งนี้ ยอดสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้เป็นไปตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์
5.5.3 เงินสํารองส่วนเกิน (Surplus of provision)
ธนาคารพาณิชย์จะนับเงินสํารองส่วนเกินดังกล่าวเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 0.6 ของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณโดยวิธี IRB ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี IRB
ทั้งนี้ เงินสํารองส่วนเกิน หมายถึง เงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total eligible provisions) เฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกินกว่าค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss: EL)
5.5.4 รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้แก่ รายการดังต่อไปนี้
(1) การซื้อคืนตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์จะซื้อคืนตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามข้อกําหนดในเอกสารแนบ 6
(2) การถือตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ไขว้กันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ที่มีเจตนาเพื่อต้องการเพิ่มเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าเงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของบริษัทดังกล่าวหักออกจากเงินกองทุน
(3) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนอื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
(4) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อม' ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่ต้องนํามาหักตามวิธีการที่กําหนดไว้ในข้อ 5.4.1 (3.10) (ก)
(5) เงินลงทุนในตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน' ทั้งทางตรงและทางอ้อม' ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์นํามูลค่าเงินลงทุนดังกล่าวมาหักออกจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ทั้งจํานวน
(6) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
5.6 งวดระยะเวลาการนับรายการเข้าและหักออกจากเงินกองทุน
งวดระยะเวลาในการนับรายการแต่ละประเภทเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เงินกองทุนชั้นที่ 2 หรือหักออกจากเงินกองทุน ปรากฏตามเอกสารแนบ 7
5.7 บทเฉพาะกาล
(1) สําหรับตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนได้ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ออกก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้และมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบ 5 และเอกสารแนบ 6 นั้น ให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีตราสารทางการเงินดังกล่าวต้องลดการนับหรือทยอยลดการนับตราสารดังกล่าวเป็นเงินกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดที่กําหนดในเอกสารแนบ 8
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องนําส่งข้อมูลตารางแสดงการทยอยลดนับตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนเดิมที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเอกสารแนบ 5 และเอกสารแนบ 6 ของประกาศฉบับนี้แก่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนจะนับเป็นเงินกองทุนได้ต่อไป
(2) ธนาคารพาณิชย์ที่ยื่นคําขอนับส่วนเกินทุนจากการตีราคาที่ดิน อาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด ไม่ถึง 3 ปี นับถึงวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หากประสงค์จะนับส่วนเกินทุนดังกล่าวเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศฉบับนี้เข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ ให้ยื่นคําขอมายังฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
สําหรับกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่ยื่นคําขอดังกล่าวมาเกินกว่า 3 ปีนับถึงวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ หากจะนับส่วนเกินทุนดังกล่าวเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม ต้องปฏิบัติตามเอกสารแนบ 2 ของประกาศฉบับนี้
(3) ให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนตามองค์ประกอบของเงินกองทุนที่กําหนดในข้อ 5.3 ของประกาศฉบับนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ สําหรับรายการที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของในข้อ 5.4.1 (1.5) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของในข้อ 5.4.1 (3) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นตราสารทางการเงินในข้อ 5.4.2 (2) และรายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในข้อ 5.5.4 นั้น เฉพาะรายการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังต่อไปนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์นับเพิ่มเงินกองทุนหรือหักเงินกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปโดยในระยะเวลา 5 ปีแรก ให้เพิ่มเงินกองทุนหรือหักเงินกองทุนในอัตราร้อยละ 20 ร้อยละ 40 ร้อยละ 60 ร้อยละ 80 และร้อยละ 100 ต่อปี ตามลําดับ (ร้ายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 9)
(3.1) กําไร (ขาดทุน) จากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้เผื่อขาย
(3.2) กําไร (ขาดทุน) จากการแปลงค่างบการเงินจากการดําเนินงานในต่างประเทศ
(3.3) กําไร (ขาดทุน) จากการประเมินมูลค่ายุติธรรมตราสารอนุพันธ์สําหรับการป้องกันความเสี่ยงในเงินลงทุนสุทธิในหน่วยงานต่างประเทศ (Hedges of a net investment in a foreign operation)
(3.4) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
(3.5) กําไรจากการทําธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation)
(3.6) เงินลงทุนในบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุนตามข้อ 5.4.1 (3.10) (ก) และ (ข) ข้อ 5.4.2 (2.4) และ (2.5) รวมทั้งข้อ 5.5.4 (4) และ (5)
อย่างไรก็ดี สําหรับรายการ (3.4) และ (3.6) นั้น เฉพาะส่วนที่ยังไม่ครบกําหนดต้องหักออกจากเงินกองทุน ให้ธนาคารพาณิชย์นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) หรือหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) สําหรับรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน สําหรับรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย