ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 90/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์
โดย Standardised Approach วิธี SA)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด และด้านปฏิบัติการไม่ต่ํากว่าระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด นั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) ฉบับนี้ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นทางเลือกในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้เหมาะสมกับความซับซ้อนของระบบการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของตนเอง ทั้งนี้ วิธี SA ถือเป็นวิธีคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) โดยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี SA ฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อ้างอิงแนวทางจากส่วนหนึ่งของ The First Pillar – Minimum Capital Requirements ใน International Convergence of Capital Measurement and Capital Standards - A Revised Framework (Comprehensive Version : June 2006) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
หนังสือเวียนที่ ธปท.ฝนส.(22)ว.421/2549 เรื่อง นําส่งร่างหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนตาม Basel I หลักการที่ 1 เรื่อง หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Final Draft) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2549
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ลูกหนี้" หมายความว่า เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก และรายการนอกงบดุล รวมถึงข้อผูกพันและสิทธิเรียกร้องให้ชําระหนี้ตามกฎหมายอื่น ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ กรณีที่เป็นเงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ และเงินฝาก ให้รวมดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีด้วย
"Specific provision" หมายความว่า เงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งหมด โดยธนาคารพาณิชย์ต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นเงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์หรือรายการนอกงบดุลใด ทั้งนี้ รวมถึงเงินสํารองที่กันไว้สําหรับส่วนที่ลดลงจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดของตราสารหนี้และตราสารทุนที่ถือไว้เพื่อค้าและเผื่อขาย และมูลค่าการด้อยค่าด้วย แต่ไม่รวมเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติที่ธนาคารพาณิชย์นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 แล้ว
"ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ" หมายความว่า ลูกหนี้ที่จัดเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐาน สงสัย สงสัยจะสูญ และสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน
5.2 หลักการ
วิธี SA เป็นวิธีการคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ใช้น้ําหนักความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งได้ปรับปรุงมาจากหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตฉบับเดิม แต่มีการแบ่งน้ําหนักความเสี่ยงที่ละเอียดมากขึ้น โดยน้ําหนักความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 1 และเอกสารแนบ 2)
5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้
5.3.1 วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA
(1) สินทรัพย์ในงบดุล
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณหายอดสุทธิของสินทรัพย์โดยหักยอดสินทรัพย์แต่ละรายการด้วย Specific provision ของสินทรัพย์นั้น แล้วนํายอดสุทธิของสินทรัพย์ไปคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง โดยคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2
(2) รายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด (OTC derivatives)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิของรายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด โดยคํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในข้อ 5.3.3 (1) จากนั้นจึงหักด้วย Specific provision ของรายการนอกงบดุลนั้น แล้วคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงโดยนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิของรายการนอกงบดุล คูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2
ทั้งนี้ สําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาดประเภทอนุพันธ์ด้านเครดิตให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 3
(3) รายการนอกงบดุลที่ไม่ใช่สัญญาอนุพันธ์นอกตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณหายอดสุทธิของรายการนอกงบดุล โดยหักราชการนอกงบดุลแต่ละรายการด้วย Specific provision ของรายการนอกงบดุลนั้น แล้วจึงนํายอดสุทธิของรายการนอกงบดุลไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit conversion factor: CCE) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในข้อ 5.3.3 (2) เพื่อคํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิ แล้วนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิของรายการนอกงบดุลนั้นไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2 เพื่อคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง
(4) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
ในกรณีที่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SA (Credit risk mitigation : CRM) ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในข้อ 5.3.5
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกประเภท ให้ธนาคารพาณิชย์แปลงเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันในวันที่รายงานตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน
5.3.2 น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์
ให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาจัดสินทรัพย์ตามประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยจําแนกเป็น 2 กรณี (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 1) ดังนี้
(1) กรณีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่ไม่ด้อยคุณภาพ จําแนกเป็น 9 ประเภท ได้แก่
(1.1) ลูกหนี้ภาครัฐบาล และธนาคารกลาง
(1.2) ลูกหนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ
(1.3) ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ
(1.4) ลูกหนี้สถาบันการเงิน
(1.5) ลูกหนี้บริษัทหลักทรัพย์
(1.6) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชน
(1.7) ลูกหนี้รายย่อย
(1.8) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(1.9) สินทรัพย์อื่น
ทั้งนี้ ในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภท (1.1) ถึง (1.6) ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในข้อ 5.3.4
(2) กรณีลูกหนี้ด้อยคุณภาพ จําแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
(2.1) ลูกหนี้ด้อยคุณภาพในส่วนที่ไม่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ในหลักเกณฑ์เรื่องการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3.5
(2.2) ลูกหนี้ด้อยคุณภาพในส่วนที่มีหลักประกันประเภท (ก) อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial real estate: CRE) (ข) อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (Residential real estate : RRE) และ (ค) ลูกหนี้การค้าหรือลูกหนี้การเงินของลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ (Receivable) ซึ่งไม่เข้าข่ายประเภทหลักประกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในหลักเกณฑ์เรื่องการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3.5 เป็นประกันเต็มจํานวน
(2.3) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตามข้อ 5.3.2 (1.8) ซึ่งได้รับน้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 35 และจัดเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพ
5.3.3 การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับรายการนอกงบดุล
ให้ธนาคารพาณิชย์แปลงรายการนอกงบดุลทุกรายการให้มีมูลค่าเทียบเท่าทรัพย์ในงบดุลตามวิธีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยจําแนกออกเป็น 2 ประเภท
(1) รายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์อ้างอิงวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุล ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด
(2) รายการนอกงบดุลที่ไม่ใช่สัญญาอนุพันธ์นอกตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยคูณรายการนอกงบดุลนั้นด้วยค่าเปลงสภาพ (Credit conversion factor : CCF) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 2
5.3.4 อันดับเครดิต (Rating) จากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External credit assessment institutions : ECAIs)
(1) การใช้ Rating จาก E CAI เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้
ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ Rating จาก ECAIs ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ โดยให้อ้างอิงรายชื่อและการเทียบเคียง Rating จาก ECAIs กับ Rating เกรดของลูกหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดรวมทั้งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 4)
(2) หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบ ECAIs และกระบวนการเทียบเคียงระหว่าง Rating และน้ําหนักความเสี่ยง (Mapping process)
ให้ธนาคารพาณิชย์และ ECAI ที่ประสงค์จะยื่นคําขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบ ECAIs อ้างอิงหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบและ Mapping process ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ตามหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External credit assessment institutions: ECAIs) ตามหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านเครดิต โดย Standardised Approach (วิธี SA) ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 และที่จะแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
5.3.5 การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SA
(1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
(1.1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําด้านกฎหมาย
(1.1.1) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีเอกสารหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตซึ่งมีผลผูกพันกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และสามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่น
(1.1.2) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการและระบบในการพิจารณาถึงเงื่อนไขด้านกฎหมาย การติดตามทบทวนว่าเอกสารหรือสัญญาดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
(1.2) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการในการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการนําวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ เช่น ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงที่เกิดจากการกักตัวของความเสี่ยงด้านเครดิต เป็นต้น
ทั้งนี้ หากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนําวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณากําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนเพิ่มเติม หรือดําเนินมาตรการต่าง ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกํากับดูแลเงินกองทุน โดยทางการ
(1.3) ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลในเรื่องการปรับลดความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
(2) ประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
การปรับลดความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์นํามาใช้ปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA มี 3 ประเภทหลัก ดังนี้
(2.1) หลักประกันทางการเงิน (Financial collateral)
ธนาคารพาณิชย์สามารถนํามูลค่าหลักประกันทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตมาปรับลดยอดสินทรัพย์ก่อนนําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงิน(รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 5) โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกวิธีคํานวณการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินได้ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Simple และวิธี Comprehensive สําหรับวิธี Comprehensive ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้วิธีคํานวณค่าปรับลดได้ 2 วิธี ได้แก่ (1) ใช้ค่าปรับลดมาตรฐานที่กําหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (Standard supervisory haircut) และ (2) ใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเอง (Own estimates for haircut)
(2.2) การหักกลบหนี้ในงบดุล (On-balance sheet netting)
ธนาคารพาณิชย์สามารถใช้วิธีหักกลบหนี้ในงบดุล ระหว่างสินทรัพย์ (เงินให้กู้ และหนี้สิน (เงินฝาก) ของคู่สัญญารายเดียวกัน เพื่อปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการหักกลบหนี้ในงบดุล (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 6)
(2.3) การค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (Guarantee and credit derivatives)
ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิตได้ ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 7)
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องยื่นแบบประเมินความพร้อมในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างน้อย 15 วันก่อนนําการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต โดยนําส่งที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน สายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ได้ยื่นแบบประเมินความพร้อมฯ สําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องยื่นแบบประเมินความพร้อมฯ อีก
(3) ความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา (Maturity mismatch)
กรณีที่มีความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา กล่าวคือเมื่ออายุคงเหลือของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตน้อยกว่าอายุคงเหลือของยอดสุทธิของธุรกรรมที่จะปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 8)
(4) กรณีมีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภท
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากลูกหนี้รายเดียวกัน เช่น ธนาคารพาณิชย์มีทั้งหลักประกันทางการเงินและการค้ําประกัน ให้ธนาคารพาณิชย์แบ่งยอดสินทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ ตามประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต และคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงแยกสําหรับแต่ละส่วน
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ใช้การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตจากผู้ขายรายเดียวกัน แต่การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมีอายุต่างกัน ให้ธนาคารพาณิชย์แบ่งยอดสินทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ และคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแยกตามอายุของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
(5) การนับช้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์นับซ้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้น สินทรัพย์ที่ใช้ Issue-specific rating ที่ได้มีการสะท้อนการปรับลดความเสี่ยงเข้าไปใน Rating เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงสําหรับลูกหนี้แล้ว จะไม่สามารถนํามาปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้อีก
5.4 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดย Simplified Standardised Approach (วิธี SSA)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เฉพาะธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถเลือกใช้วิธี SSA ซึ่งเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีขอบเขตการทําธุรกรรมที่จํากัดและซับซ้อนน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 9)
5.5 การยื่นขออนุญาตในการใช้วิธี SA
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จะเลือกใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกรายตามข้อ 5.3.2 (1.6) และธนาคารพาณิชย์ที่จะเลือกใช้วิธีปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินโดยวิธี Comprehensive และใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเอง ยื่นขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการใช้น้ําความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกราย และอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนการใช้ค่าปรับลงที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณดําเอง โดยให้ชื่นคําขออนุญาตมาที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงินสายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกราย และ/หรือได้รับความเห็นชอบให้ใช้วิธีปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินโดยวิธี Comprehensive และใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเอง ก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ให้ถือว่าธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ใช้วิธีดังกล่าวตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย