法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2543 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
47
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา

พ.ศ. ๒๕๔๓

เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นไปด้วยความเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๓เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๓

โดยคำแนะนำของสภาวิชาการจึงออกข้อบังคับ ไว้ดังต่อไปนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๓"

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

"มหาวิทยาลัย" หมายถึง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"สภามหาวิทยาลัย" หมายถึง

สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"สภาวิชาการ" หมายถึง

สภาวิชาการมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"อธิการบดี" หมายถึง

อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"หลักสูตร" หมายถึง

หลักสูตรบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัย" หมายถึง

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร" หมายถึง

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรนั้น ๆ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"ประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร"

หมายถึง ประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรนั้น ๆ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"คณบดี" หมายถึง

คณบดีประจำสำนักวิชาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"งานรายวิชา" หมายถึง งานรายวิชาที่เปิดสอนตามหลักสูตรนั้น

ๆ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"คณาจารย์บัณฑิต" หมายถึง

คณาจารย์ที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยแต่งตั้งให้เป็นผู้สอนระดับบัณฑิตศึกษา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้อธิการบดีเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจออกหลักเกณฑ์

ประกาศ คำสั่ง หรือระเบียบปฏิบัติซึ่งไม่ขัด

หรือไม่แย้งกับข้อบังคับนี้ในกรณีที่มิได้กำหนดหลักการและการปฏิบัติไว้ในข้อบังคับนี้

หรือในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยพิจารณาและเสนอความเห็นต่ออธิการบดีเพื่อวินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร

การรับเข้าศึกษา

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้าศึกษา

๕.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต

๕.๑.๑ สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

หรือมีหลักฐานรับรองว่าจะสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

โดยมีผลการเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ หรือเทียบเท่า

หรือ

(๒) แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐

และมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่จะเข้าศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี

โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานหรือจากผู้บังคับบัญชา หรือ

(๓) ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๕.๑.๒

มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรกำหนด

๕.๑.๓ ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคร้ายแรง

ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาโดยมีหนังสือรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

๕.๑.๔ มีความประพฤติดี

๕.๒ หลักสูตรปริญญาโท

๕.๒.๑ สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

หรือมีหลักฐานรับรองว่าจะสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

โดยมีผลการเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ หรือเทียบเท่า

หรือ

(๒) แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ หรือเทียบเท่า

และแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมในวิชาเอกซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่จะเข้าศึกษาไม่ต่ำกว่า

๒.๗๕ หรือเทียบเท่า หรือ

(๓) แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐

และมีประสบการณ์ในการทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่จะเข้าศึกษาไม่น้อยกว่า ๑

ปี โดยมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานหรือจากผู้บังคับบัญชา หรือ

(๔) ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๕.๒.๒ มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรกำหนด

๕.๒.๓ ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคร้ายแรง

ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา โดยมีหนังสือรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

๕.๒.๔ มีความประพฤติดี

๕.๓ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง

๕.๓.๑ สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่า

หรือมีหลักฐานรับรองว่าจะ

สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโท หรือเทียบเท่า

จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

๕.๓.๒

มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรกำหนด

๕.๓.๓ ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคร้ายแรง

ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาโดยมีหนังสือรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

๕.๓.๔ มีความประพฤติดี

๕.๔ หลักสูตรปริญญาเอก

๕.๔.๑ สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่า

หรือมีหลักฐานรับรองว่าจะสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโท หรือเทียบเท่า

จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง หรือ

๕.๔.๒

สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีเกียรตินิยมหรือเทียบเท่าหรือ

มีหลักฐานรับรองว่าจะสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง

ในสาขาวิชาเดียวกันหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่จะเข้าศึกษาโดยมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมนับถึงภาคการศึกษาก่อนสุดท้ายไม่ต่ำกว่า

๓.๒๕ หรือเทียบเท่าและมีคุณสมบัติอื่นตามที่สภาวิชาการกำหนด หรือ

๕.๔.๓ สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีและมีประสบการณ์การวิจัย

โดยมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการซึ่งเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น

หรือผลิตผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตร

๕.๔.๔

มีคุณสมบัติเฉพาะตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรกำหนด

๕.๔.๕ ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคร้ายแรง

ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา โดยมีหนังสือรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

๕.๔.๖ มีความประพฤติดี

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

การขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา

๖.๑ ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษา

จะมีสภาพนักศึกษาเมื่อมหาวิทยาลัยได้ขึ้นทะเบียนผู้นั้นเป็นนักศึกษาแล้ว

๖.๒

การขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาให้เป็นไปตามวิธีการที่มหาวิทยาลัยกำหนด

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

การพิจารณารับเข้าศึกษา

๗.๑ สภาวิชาการเป็นผู้กำหนดจำนวนนักศึกษาที่จะรับในแต่ละหลักสูตรที่เปิดรับสมัคร

๗.๒ การรับเข้าศึกษา

๗.๒.๑ การพิจารณารับเข้าศึกษาอาจกระทำโดยการสอบคัดเลือก

การคัดเลือกการทดสอบความรู้

หรือโดยวิธีอื่นที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเห็นชอบ

๗.๒.๒ ในกรณีที่ผลการพิจารณาแสดงว่าผู้สมัครเข้าศึกษาขั้นปริญญาเอกมีความพร้อมทางวิชาการยังไม่เพียงพอสำหรับการศึกษาขั้นปริญญาเอกคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรอาจพิจารณารับผู้นั้นเข้าศึกษาขั้นปริญญาโทในหลักสูตรที่ผู้นั้นสมัครเข้าศึกษาก็ได้

๗.๒.๓ การรับเข้าศึกษาจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้สมัครเข้าศึกษาได้ส่งหลักฐาน

การสำเร็จการศึกษาตามที่ระบุไว้ในคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้าศึกษาครบถ้วนภายในเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๗.๓ คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

อาจพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๕ เข้าทดลองศึกษาโดยมีเงื่อนไขดังนี้

๗.๓.๑ ผู้ทดลองศึกษาในหลักสูตรที่ศึกษาเฉพาะงานรายวิชาและหลักสูตรที่ศึกษางานรายวิชาและทำวิทยานิพนธ์

ในภาคการศึกษาแรกที่ศึกษาเฉพาะงานรายวิชาอย่างเดียวต้องสอบให้ได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า

๓.๐๐

๗.๓.๒

ผู้ทดลองศึกษาในหลักสูตรที่ศึกษาเฉพาะวิทยานิพนธ์ต้องมีความก้าวหน้าในการทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ได้ผลเป็นที่พอใจในภาคการศึกษาแรก

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

สถานภาพนักศึกษา

๘.๑

ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาเพื่อขอรับปริญญาจะมีสถานภาพนักศึกษาสถาน

ภาพใดสถานภาพหนึ่งดังต่อไปนี้

๘.๑.๑ นักศึกษาสามัญ หมายถึง ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษา

โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

๘.๑.๒ นักศึกษาทดลองศึกษา หมายถึง

ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาโดยมีเงื่อนไขให้ทดลองศึกษาในภาคการศึกษาแรกเข้า

โดยจะต้องมีผลการเรียนตามที่กำหนด

๘.๒

นักศึกษาทดลองศึกษาจะได้รับการพิจารณาให้เปลี่ยนสถานภาพเป็นนักศึกษา

สามัญเมื่อมีผลการเรียนเข้าเกณฑ์ดังต่อไปนี้

๘.๒.๑

สอบได้รายวิชาขั้นปริญญาตรีทุกรายวิชาที่กำหนดให้เรียนเป็นรายวิชาพื้นฐานตามเงื่อนไขการรับเข้าศึกษา

โดยมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐

๘.๒.๒

สอบได้รายวิชาขั้นบัณฑิตศึกษาทุกรายวิชาที่กำหนดให้เรียนตามเงื่อนไขการรับเข้าศึกษาโดยมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า

๓.๐๐

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ผู้ร่วมเรียนคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรอาจพิจารณารับบุคคลอื่นนอกเหนือจากนักศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ร่วมเรียนในบางรายวิชาก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

นักศึกษาเรียนข้ามมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน

๑๐.๑ คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรอาจพิจารณาอนุญาตให้นักศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยลงทะเบียนเรียนรายวิชาของสถาบันการศึกษาอื่นเพื่อนำหน่วยกิตและผลการศึกษามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย

๑๐.๒

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรอาจพิจารณาอนุญาตให้นักศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของสถาบันการศึกษาอื่นลงทะเบียนเรียนรายวิชาของมหาวิทยาลัยเพื่อนำหน่วยกิตและผลการศึกษาไปเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรของสถาบันการศึกษาต้นสังกัด

คณาจารย์

และกรรมการควบคุมการศึกษา

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

คณาจารย์บัณฑิต

๑๑.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตอาจารย์ประจำหลักสูตร

อาจารย์ผู้สอน

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาโทในสาขานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กันและมีประสบการณ์ในการสอน

หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องในกรณีที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ในสังกัดของมหาวิทยาลัย

๑๑.๒ หลักสูตรปริญญาโท

๑๑.๒.๑ อาจารย์ประจำหลักสูตร

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้น

หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

๑๑.๒.๒ อาจารย์ผู้สอน

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาไม่ต่ำกว่าปริญญาโทในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

มีประสบการณ์ด้านการสอนและมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์

หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องในกรณีที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ในสังกัดของมหาวิทยาลัย

๑๑.๓

หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กันและมีประสบการณ์ด้านการสอน

หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องในกรณีที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ในสังกัดของมหาวิทยาลัย

๑๑.๔ ปริญญาเอก

๑๑.๔.๑ อาจารย์ประจำหลักสูตร

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

และต้องมีประสบการณ์ในการทำวิจัยที่มิใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

๑๑.๔.๒ อาจารย์ผู้สอน

ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

มีประสบการณ์ด้านการสอน

และมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์

หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องในกรณีที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ในสังกัดของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

อาจารย์ที่ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา มี ๔ ประเภท คือ อาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม

และอาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ

๑๒.๑ อาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป คือ

อาจารย์ประจำหลักสูตรที่มีหน้าที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการจัดแผนการเรียนและเรื่องอื่น

๑๒.๒ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ

อาจารย์ประจำหลักสูตรที่มีหน้าที่

ให้คำปรึกษาและควบคุมการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา

นักศึกษาอาจเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๑๒.๓ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม คือ

อาจารย์ประจำหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย ที่มีหน้าที่ร่วมให้คำปรึกษาและควบคุมการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา

๑๒.๔ อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ คือ

อาจารย์ประจำหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอน ที่มีหน้าที่แนะนำดูแล

ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผน ข

ในการศึกษาค้นคว้าอิสระหรือการทำโครงการปัญหาพิเศษ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ คือ

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

ประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นประธาน และมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอีกหนึ่งหรือสองคนเป็นกรรมการ

มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและควบคุมการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาแต่ละคน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

คุณสมบัติของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

๑๔.๑ วิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาโท

(๑)

ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กันและมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือ

(๒)

ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

และดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์

และมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือ

(๓)

เป็นผู้ชำนาญพิเศษในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์ที่สภาวิชาการรับรอง

๑๔.๒ วิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอก

(๑)

ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

และมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือ

(๒)

ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน

และดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์

และมีผลงานวิจัยอื่นนอกเหนือจากผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา

หรือ

(๓) เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาของวิทยานิพนธ์ที่สภาวิชาการรับรอง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

คณะกรรมการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์คณะกรรมการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ คือ

ผู้ที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สอบโครงร่างวิทยานิพนธ์

มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ คน ประกอบด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

และอาจารย์ผู้สอน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย

โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นประธาน

ผลการตัดสินให้ผ่านจะต้องได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการที่ร่วมพิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ คือ

ผู้ที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สอบวิทยานิพนธ์

๑๖.๑ หลักสูตรปริญญาโท คณะกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่เกิน ๕ คน

ประกอบด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยอย่างน้อย ๑ คน ซึ่งเสนอจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นประธาน

๑๖.๒ หลักสูตรปริญญาเอก คณะกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่เกิน ๕

คน ประกอบด้วย คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัยอีกไม่น้อยกว่า ๒

คนซึ่งเสนอจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นประธาน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

คณะกรรมการสอบประมวลความรู้คณะกรรมการสอบประมวลความรู้คือ

ผู้ที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเสนอชื่อให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สอบประมวลความรู้

ประกอบด้วยประธานและกรรมการรวมกันไม่น้อยกว่า ๓ คน

โดยพิจารณาแต่งตั้งจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป อาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน

หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย

ในการดำเนินการสอบและตัดสินต้องมีกรรมการร่วมพิจารณาเต็มคณะ

ผลการตัดสินให้ผ่านจะต้องได้รับความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

คณะกรรมการสอบวัดคุณสมบัติคณะกรรมการสอบวัดคุณสมบัติคือ

ผู้ที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเสนอชื่อให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง

ทำหน้าที่สอบวัดคุณสมบัติของนักศึกษาเพื่อเป็นผู้มีสิทธิ์ขอทำวิทยานิพนธ์

ประกอบด้วยประธานและกรรมการรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า ๓

คนโดยพิจารณาแต่งตั้งจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป อาจารย์ประจำหลักสูตร

และอาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

ในการดำเนินการวัดและตัดสินต้องมีกรรมการร่วมพิจารณาเต็มคณะ

ผลการตัดสินให้ผ่านจะต้องได้รับความเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการ

ระบบการศึกษา

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ระบบการศึกษา

๑๙.๑ เป็นระบบเรียนเก็บหน่วยกิต

๑๙.๒ ระบบการศึกษามีได้ ๔ ระบบ คือ

๑๙.๒.๑ ระบบเอกภาค ปีการศึกษาหนึ่งมี ๑ ภาคการศึกษา

โดยมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์ต่อภาคการศึกษา ทั้งนี้

้ต้องจัดการศึกษาให้มีจำนวนชั่วโมงต่อหน่วยกิตตามที่กำหนดไว้ในภาคการศึกษาปกติ

๑๙.๒.๒ ระบบทวิภาค ปีการศึกษาหนึ่งมี ๒ ภาคการศึกษา

โดยมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๕ สัปดาห์ต่อภาคการศึกษา

๑๙.๒.๓ ระบบไตรภาค ปีการศึกษาหนึ่งมี ๓ ภาคการศึกษา

โดยมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ สัปดาห์ต่อภาคการศึกษา

๑๙.๒.๔ ระบบจตุรภาค ปีการศึกษาหนึ่งมี ๔ ภาคการศึกษา

โดยมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๐ สัปดาห์ต่อภาคการศึกษา

๑๙.๓ หน่วยกิต หมายถึง หน่วยนับที่ใช้แสดงปริมาณการศึกษา

การกำหนดจำนวนหน่วยกิตสำหรับแต่ละรายวิชามีหลักเกณฑ์ ดังนี้

๑๙.๓.๑ การบรรยาย วัดผลหรือการสอนโดยวิธีอื่นที่เทียบเท่า

เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือไม่น้อยกว่า ๑๒ ชั่วโมง ตลอดหนึ่งภาคการศึกษา

ถือเป็นปริมาณการศึกษา๑ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๑๙.๓.๒ การปฏิบัติการ การทดลอง การฝึก

หรือการสอนโดยวิธีอื่นที่เทียบเท่าเป็นเวลา ๒ ถึง ๓ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ ๒๔ ถึง

๓๖ ชั่วโมง ตลอดหนึ่งภาคการศึกษา ถือเป็นปริมาณการศึกษา ๑ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๑๙.๓.๓ การค้นคว้าอิสระ หรืองานวิทยานิพนธ์ ที่ใช้เวลา ๓

ถึง ๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ ๓๖ ถึง ๔๘ ชั่วโมง ตลอดหนึ่งภาคการศึกษา

ถือเป็นปริมาณการศึกษา ๑ หน่วยกิตระบบไตรภาคการศึกษาระบบเอกภาค ระบบทวิภาค

และระบบจตุรภาค ให้เทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบไตรภาค ดังนี้

๑ หน่วยกิตระบบเอกภาค เทียบได้กับ ๖/๑๒ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๑ หน่วยกิตระบบทวิภาค เทียบได้กับ ๑๕/๑๒ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๑ หน่วยกิตระบบจตุรภาค เทียบได้กับ ๑๐/๑๒

หน่วยกิตระบบไตรภาค

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

หลักสูตร

๒๐.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต

เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพให้มีความชำนาญในสาขาวิชาเฉพาะต่อจากปริญญาตรี

เพื่อให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญสามารถปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น

จำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า๓๐ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๒๐.๒ หลักสูตรปริญญาโท

เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการและการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ

ในระดับที่สูงกว่าขั้นปริญญาตรีแต่ต่ำกว่าขั้นปริญญาเอก

และมุ่งผลิตนักวิชาการและนักวิชาชีพที่มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาเฉพาะ

จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๔๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค

มีแผนการศึกษาให้เลือก ๒ แผน ดังต่อไปนี้

๒๐.๒.๑ แผน ก เน้นการวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ มี ๒ ลักษณะ

คือแบบ ก (๑) ทำเฉพาะวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ไม่น้อยกว่า ๔๕

หน่วยกิตระบบไตรภาค ทั้งนี้

มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้เรียนรายวิชาหรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่นด้วยก็ได้โดยไม่นับหน่วยกิต

แต่ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดแบบ ก (๒)

ทำวิทยานิพนธ์ซึ่งมีค่าเทียบได้ไม่น้อยกว่า ๑๕

หน่วยกิตระบบไตรภาคและศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๑๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค

โดยมีจำนวนหน่วยกิตรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๔๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๒๐.๒.๒ แผน ข

เน้นการศึกษางานรายวิชาโดยไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์แต่ต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอิสระหรือการทำโครงการปัญหาพิเศษที่เทียบได้ไม่น้อยกว่า

๔ หน่วยกิตและไม่เกิน ๗ หน่วยกิตระบบไตรภาค

โดยมีจำนวนหน่วยกิตรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๔๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๒๐.๓ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง

เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนานักวิชาการและนักวิชาชีพ

ให้มีความชำนาญในสาขาวิชาเฉพาะต่อจากปริญญาโท

เพื่อให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญสามารถปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้นจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า

๓๐ หน่วยกิตระบบไตรภาค

๒๐.๔ หลักสูตรปริญญาเอก

เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการและการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ

ในระดับที่สูงกว่าขั้นปริญญาโท

และมุ่งผลิตนักวิชาการและนักวิชาชีพที่มีความรู้ความสามารถระดับสูงในสาขาวิชาเฉพาะโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการวิจัยอย่างอิสระ

เพื่อบุกเบิกแสวงหาความรู้ใหม่และเพื่อสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๙๐

หน่วยกิตระบบไตรภาคสำหรับผู้ที่ศึกษาต่อจากขั้นปริญญาตรี และไม่น้อยกว่า ๖๐

หน่วยกิตระบบไตรภาคสำหรับผู้ที่ ศึกษาต่อจากขั้นปริญญาโท แบ่งการศึกษาเป็น ๒ แบบ

คือ แบบ ๑ เน้นการวิจัยโดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่

มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้เรียนรายวิชาเพิ่มเติมหรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่นเพิ่มขึ้นก็ได้โดยไม่นับหน่วยกิต

แต่จะต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ดังนี้

(๑) ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรี

จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๙๐ หน่วยกิตระบบไตรภาค

(๒) ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท

จะต้องทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๖๐ หน่วยกิตระบบไตรภาควิทยานิพนธ์ตาม (๑) และ (๒)

ต้องมีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกันแบบ ๒ เน้นการวิจัยโดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูงและก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ

และศึกษางานรายวิชาเพิ่มเติมดังนี้

(๑)

ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรีต้องทำวิทยานิพนธ์ที่มีค่าเทียบได้ไม่น้อยกว่า ๖๐

หน่วยกิตระบบไตรภาค และศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิตระบบไตรภาค

(๒)

ผู้เข้าศึกษาที่สำเร็จปริญญาโทต้องทำวิทยานิพนธ์ที่มีค่าเทียบได้ไม่น้อยกว่า ๔๕

หน่วยกิตระบบไตรภาค และศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๑๕

หน่วยกิตระบบไตรภาควิทยานิพนธ์ตาม (๑) และ (๒) ต้องมีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

ระยะเวลาการศึกษา

๒๑.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต

และประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ให้มีระยะเวลาศึกษา ๑ ปีการศึกษา แต่ไม่เกิน ๓

ปีการศึกษา ผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวจะพ้นสภาพนักศึกษา

๒๑.๒ หลักสูตรปริญญาโท ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่เกิน ๕

ปีการศึกษา ผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวจะพ้นสภาพนักศึกษา

๒๑.๓ หลักสูตรปริญญาเอก ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่เกิน ๕

ปีการศึกษาสำหรับผู้ที่ศึกษาต่อจากขั้นปริญญาโท และไม่เกิน ๘

ปีการศึกษาสำหรับผู้ที่ศึกษาต่อจากขั้นปริญญาตรีผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวจะพ้นสภาพนักศึกษา

๒๑.๔ ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่ง

และโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยอาจรับพิจารณาคำขอขยายเวลาการศึกษาออกไปจากระยะเวลาสูงสุดตามข้อ

๒๑.๑, ๒๑.๒ และ ๒๑.๓

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ภาษาที่ใช้ในการศึกษา

๒๒.๑

ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาอาจเป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ

๒๒.๒

ภาษาที่ใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์อาจเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษทั้งนี้

นักศึกษาต้องแสดงความจำนงที่ชัดเจนว่าจะเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาใดในคราวเดียวกันกับการขออนุมัติโครงร่างวิทยานิพนธ์

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

หลักเกณฑ์การเทียบโอนรายวิชา

๒๓.๑

นักศึกษาอาจได้รับการพิจารณาให้เทียบโอนรายวิชาที่เคยเรียนและสอบได้ระดับคะแนน S หรือไม่ต่ำกว่า

B หรือเทียบเท่ามาแล้วที่มีเนื้อหาและคุณภาพเหมือนหรือคล้ายคลึงกับรายวิชาในหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่เพื่อเป็นรายวิชาทดแทนรายวิชาตามความต้องการของหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่

๒๓.๒

การเทียบโอนรายวิชาให้กระทำได้ไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนหน่วยกิตของรายวิชาทั้งหมดในหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่

โดยไม่นับรวมหน่วยกิตวิทยานิพนธ์

๒๓.๓ รายวิชาที่เรียนมาแล้วเกิน ๓ ปี จะนำมาขอเทียบโอนมิได้

๒๓.๔ ในการพิจารณาคำขอเทียบโอนรายวิชา

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรอาจจัดให้นักศึกษาทดสอบความรู้ในรายวิชาที่ขอเทียบโอนเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

๒๓.๕ เมื่อมีการเทียบโอนรายวิชา

ให้ถือว่านักศึกษาสอบรายวิชาที่ขอเทียบโอนได้แล้ว โดยมีระดับคะแนนตัวอักษรเป็น S และให้นับหน่วยกิตของรายวิชานั้นรวมกับหน่วยกิตสอบได้ของหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาและให้แสดงเครื่องหมายกำกับระดับคะแนนตัวอักษร

S ของรายวิชาที่ได้รับการเทียบโอนไว้ด้วยในใบแสดงผลการศึกษา

ยกเว้นในรายวิชาที่เทียบโอนภายในมหาวิทยาลัยให้ใช้ระดับคะแนนตัวอักษรเดิม

๒๓.๖ การเทียบโอนหน่วยกิตวิทยานิพนธ์จะกระทำมิได้

๒๓.๗

การเทียบโอนรายวิชาต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

การย้ายหลักสูตร

๒๔.๑

การย้ายหลักสูตรต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

ทั้งหลักสูตรที่ย้ายออกและหลักสูตรที่ย้ายเข้า

๒๔.๒

การขอย้ายหลักสูตรกระทำได้เมื่อนักศึกษาได้เข้าศึกษาในหลักสูตรเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งภาคการศึกษา

และได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐

๒๔.๓ เมื่อนักศึกษาย้ายหลักสูตร

การเทียบโอนรายวิชาระหว่างหลักสูตรที่ย้ายออกกับหลักสูตรที่ย้ายเข้าให้เป็นไปตามข้อ

๒๓

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

การเปลี่ยนระดับการศึกษา

๒๕.๑

การเปลี่ยนระดับการศึกษากระทำได้ต่อเมื่อไม่มีการเปลี่ยนหลักสูตรและจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๒๕.๒

การเปลี่ยนระดับการศึกษาอาจเป็นการเปลี่ยนไปสู่ระดับที่สูงขึ้นหรือต่ำกว่าเดิมก็ได้

๒๕.๓ กรณีที่อยู่ในข่ายที่จะเปลี่ยนระดับการศึกษาได้ ได้แก่

๒๕.๓.๑ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผน ก

ที่มีคุณสมบัติตามข้อ

๓๑.๓.๒และสอบวัดคุณสมบัติที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาขั้นปริญญาเอกได้

อาจได้รับการพิจารณาให้เข้าศึกษาในขั้นปริญญาเอกในทันทีโดยไม่ต้องศึกษาให้จบหลักสูตรปริญญาโทก่อนก็ได้

๒๕.๓.๒ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผน ข

ที่สอบประมวลความรู้ไม่ผ่านอาจได้รับการพิจารณาให้เปลี่ยนระดับการศึกษาเป็นระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตแทนก็ไดในกรณีที่มีหลักสูตรรองรับ

๒๕.๓.๓ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกที่สอบวัดคุณสมบัติไม่ผ่าน

อาจได้รับการพิจารณาให้เปลี่ยนระดับการศึกษาเป็นระดับปริญญาโทหรือประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงแทนก็ได้ในกรณีที่มีหลักสูตรรองรับ

๒๕.๓.๔

นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกที่สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติแต่คุณภาพของวิทยานิพนธ์ไม่ถึงขั้นปริญญาเอก

อาจได้รับการพิจารณาให้เปลี่ยนระดับการศึกษาเป็นระดับปริญญาโทหรือประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูงแทนก็ได้ในกรณีที่มีหลักสูตรรองรับ

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖.

การประเมินผลการศึกษา

๒๖.๑ รายวิชาที่มีการประเมินผลเป็นระดับขั้นให้มีระดับขั้น

(Grade) ตามความหมายและค่าระดับขั้น ดังต่อไปนี้

ระดับคะแนนตัวอักษร ความหมาย แต้มระดับคะแนน

A ผลการประเมินขั้นดีเยี่ยม ๔.๐

(Excellent)

B+ ผลการประเมินขั้นดีมาก ๓.๕

(Very Good)

B ผลการประเมินขั้นดี ๓.๐

(Good)

C+ ผลการประเมินขั้นเกือบดี ๒.๕

(Fairly Good)

C ผลการประเมินพอใช้ ๒.๐

(Fair)

D+ ผลการประเมินขั้นอ่อน ๑.๕

(Poor)

D ผลการประเมินขั้นอ่อนมาก ๑.๐

(Very Poor)

F ผลการประเมินขั้นตก ๐

(Fair)

ในกรณีที่ไม่สามารถประเมินผลเป็นระดับตัวอักษรตามลำดับขั้นข้างต้นได้ให้ใช้

ระดับคะแนนตัวอักษรต่อไปนี้

ระดับคะแนนตัวอักษร ความหมาย

I การวัดผลยังไม่สมบูรณ์

(Incomplete) ใช้ในกรณีนักศึกษาปฏิบัติงานไม่ครบภายในเวลาที่กำหนด หรือขาดสอบ

โดยมีเหตุสุดวิสัย

M นักศึกษาขาดสอบ

(Missing) และยังไม่สามารถแสดงหลักฐานที่สมบูรณ์ในการขาดสอบได้

N รายวิชาวิทยานิพนธ์

หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระหรือการทำโครงการปัญหาพิเศษที่ยังมีความต่อเนื่องแต่ไม่มีความก้าวหน้าหรือไม่เป็นที่พอใจ

(NoProgress) ในกรณีที่ได้สัญญลักษณ์ N นักศึกษาจะต้องลงทะเบียนเรียนซ้ำในหน่วยกิตที่ได้สัญญลักษณ์

N

P การสอนยังไม่สิ้นสุด

(In Progress) ใช้สำหรับรายวิชาที่มีการสอน หรือการวิจัย หรือการทำวิทยานิพนธ์ หรือการทำโครงงาน

ที่มีความต่อเนื่อง และมีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ

S ผลการประเมินเป็นที่พอใจ

(Satisfactory) ใช้สำหรับรายวิชาที่กำหนดให้มีการประเมินผลแบบไม่คิดค่าคะแนน

หรือรายวิชาที่ลงทะเบียนเป็นผู้ร่วมเรียน หรือรายวิชาวิทยานิพนธ์หรือโครงงาน

หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระ

U ผลการประเมินไม่เป็นที่พอใจ

(Unsatisfactory)ใช้สำหรับรายวิชาที่กำหนดให้มีการประเมินผลแบบไม่คิดค่าคะแนน

หรือรายวิชาที่ลงทะเบียนเป็นผู้ร่วมเรียนหรือรายวิชาวิทยานิพนธ์ หรือโครงงาน

หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระ

X ยังไม่ได้รับผลการประเมิน

(No report)

ใช้สำหรับรายวิชาที่ศูนย์บริการการศึกษายังไม่ได้รับรายงานผลการประเมินการศึกษาของนักศึกษาในรายวิชานั้น

ๆตามกำหนด

W ได้รับอนุมัติให้ถอนรายวิชา

(Withdrawal)

๒๖.๒ รายวิชาวิทยานิพนธ์

หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระหรือการทำโครงการปัญหาพิเศษ ผลการศึกษาให้ใช้สัญลักษณ์

ดังต่อไปนี้

๒๖.๒.๑ การให้สัญลักษณ์ P หรือ N อาจให้ได้ตามสัดส่วนของความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระหรือการทำโครงการปัญหาพิเศษ

และหากนักศึกษายังไม่ได้รับการอนุมัติโครงร่างวิทยานิพนธ์ จะประเมินผลให้สัญลักษณ์

P ได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนหน่วยกิตวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตร

๒๖.๒.๒ ให้สัญลักษณ์ S หรือ U ในกรณีที่มีการประเมินผลรายวิชาวิทยานิพนธ์หรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระ

หรือการทำโครงการปัญหาพิเศษเรียบร้อยแล้วภายในภาคการศึกษานั้น ๆ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

การประเมินผลการศึกษาและการคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ย

๒๗.๑ การประเมินผลการศึกษาให้กระทำเมื่อสิ้นสุดการศึกษา

๒๗.๒ การคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ย

๒๗.๒.๑ แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยในภาค

ให้คำนวณจากผลการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละภาคการศึกษา

โดยเอาผลรวมของผลคูณระหว่างหน่วยกิตกับแต้มระดับคะแนนของแต่ละรายวิชาที่นักศึกษาได้รับหารด้วยจำนวนหน่วยกิตเรียนในภาค

๒๗.๒.๒ แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม

ให้คำนวณจากผลการศึกษาของนักศึกษาตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาจนถึงภาคการศึกษาที่กำลังคิดคำนวณโดยเอาผลรวมของผลคูณระหว่างหน่วยกิตกับแต้มระดับคะแนนของแต่ละรายวิชาที่นักศึกษาได้รับหารด้วยจำนวนหน่วยกิตสะสม

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

การทำวิทยานิพนธ์

๒๘.๑ การเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์

๒๘.๒.๑

นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทจะเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ได้เมื่อมีคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์แล้ว

๒๘.๑.๒

นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกจะเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ได้เมื่อสอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติและมีคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์แล้ว

๒๘.๒ การขอเปลี่ยนแปลงโครงร่างวิทยานิพนธ์

ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และคณะกรรมการสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

การสอบภาษาต่างประเทศ

๒๙.๑ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกทุกคนต้องได้รับการสอบภาษาต่างประเทศและมีผลการสอบอยู่ในระดับผ่าน

นักศึกษาที่สอบไม่ผ่านอาจขอสอบใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งที่สอบ

๒๙.๒ ภาษาต่างประเทศที่นักศึกษาต้องสอบ

คณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด

ซึ่งจะต้องไม่ใช่ภาษาที่นักศึกษาใช้สื่อสารเป็นประจำ

๒๙.๓

การสอบภาษาต่างประเทศเป็นการวัดความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ

และอาจมีการวัดความสามารถด้านอื่น ๆ ด้วยก็ได้

มหาวิทยาลัยอาจกำหนดวิธีวัดความสามารถทางภาษาต่างประเทศของนักศึกษาโดยวิธีอื่นแทนการสอบก็ได้

๒๙.๔ ให้คณบดีสำนักวิชาศิลปศาสตร์ดำเนินการจัดให้มีการสอบภาษาต่างประเทศ

ภาคการศึกษาละ ๑ ครั้งเป็นอย่างน้อย

๒๙.๕ การรายงานผลการสอบภาษาต่างประเทศ

หรือผลการวัดความสามารถทางภาษาต่างประเทศโดยวิธีอื่นให้ใช้ระดับคะแนน S เมื่อสอบได้หรือผลการวัดความสามารถเป็นที่พอใจ

และระดับคะแนน U เมื่อสอบไม่ผ่านหรือผลการวัดความสามารถไม่เป็นที่พอใจ

๒๙.๖

ในกรณีที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่นักศึกษาต้องสอบนักศึกษาจะขอยกเว้นการสอบโดยใช้คะแนนสอบ

TOEFL หรือคะแนนสอบอื่นที่เทียบเท่าตามที่หลักสูตรกำหนดแทนก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

การสอบประมวลความรู้

๓๐.๑ การสอบประมวลความรู้ เป็นการสอบเพื่อวัดความสามารถและศักยภาพในการนำหลักวิชาการและประสบการณ์การเรียนไปประยุกต์ใช้

๓๐.๒ การสอบประมวลความรู้ อาจเป็นแบบข้อเขียน หรือปากเปล่า

หรือทั้งสองแบบ

๓๐.๓ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผน ข

ต้องสอบประมวลความรู้เมื่อศึกษารายวิชาครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด และได้ผลการศึกษาคิดเป็นแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า

๓.๐๐

๓๐.๔ นักศึกษามีสิทธิได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง

๓๐.๕

นักศึกษาที่สอบไม่ผ่านเป็นครั้งที่สองจะพ้นสภาพนักศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย

เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนระดับการศึกษาตามข้อ ๒๕.๓.๒

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

การสอบวัดคุณสมบัติ

๓๑.๑ การสอบวัดคุณสมบัติ

เป็นการสอบเพื่อประเมินความพร้อมความสามารถและศักยภาพของนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก

และให้ถือว่านักศึกษาที่สอบผ่านแล้วเป็นนักศึกษาปริญญาเอก

และมีสิทธิขอทำวิทยานิพนธ์

๓๑.๒

การสอบวัดคุณสมบัติอาจเป็นแบบข้อเขียนหรือปากเปล่าหรือทั้งสองแบบก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑.๓[๑] ผู้มีสิทธิขอสอบวัดคุณสมบัติ ได้แก่

๓๑.๓.๑

ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในขั้นปริญญาเอกตั้งแต่แรก หรือ

๓๑.๓.๒

ผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในขั้นระดับปริญญาโทรแผน ก

ที่ได้ลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่ใช้ระดับคะแนนตัวอักษรตามลำดับขั้นในการประเมินผลไปแล้วไม่น้อยกว่า

๑๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค

และได้แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมนับถึงภาคการศึกษาสุดท้ายที่ผ่านไปไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐

หรือมีผลงานวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสามารถพัฒนาเป็นวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกได้

และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๓๑.๔ นักศึกษามีสิทธิสอบได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง

๓๑.๕

นักศึกษาที่สอบไม่ผ่านเป็นครั้งที่สองจะพ้นสภาพนักศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย

เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนระดับการศึกษาตามข้อ ๒๕.๓.๓ นักศึกษาตามข้อ ๓๑.๓.๒

ที่สอบไม่ผ่านเป็นครั้งที่สอง จะคงสภาพนักศึกษาขั้นปริญญาโทต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การสอบวิทยานิพนธ์

๓๒.๑ การสอบวิทยานิพนธ์ประกอบด้วย

การตรวจอ่านวิทยานิพนธ์และการสอบปากเปล่า

๓๒.๒ ในการสอบวิทยานิพนธ์

คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ต้องดำเนินการแบบเต็มคณะ

๓๒.๓ นักศึกษาจะต้องเสนอวิทยานิพนธ์ที่ได้รับความเห็นชอบขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

ต่อคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ทุกคนก่อนวันสอบวิทยานิพนธ์อย่างน้อย ๓๐ วัน

๓๒.๔ ในกรณีที่นักศึกษาสอบไม่ผ่านในครั้งแรก

คณะกรรมการมีสิทธิพิจารณาให้นักศึกษาสอบใหม่ได้อีกครั้งหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด

๓๒.๕ ให้ประธานคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์รายงานผลการสอบไปยังคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรภายใน

๒ สัปดาห์นับจากวันสอบ

๓๒.๖

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์พิจารณาเห็นว่าคุณภาพของวิทยานิพนธ์ยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นปริญญาเอก

อาจพิจารณาให้ปริญญาในระดับที่ต่ำกว่าได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ การสำเร็จการศึกษาและการนับวันสำเร็จการศึกษา

๓๓.๑ คุณสมบัติของผู้สำเร็จการศึกษา

๓๓.๑.๑ สอบรายวิชาต่าง ๆ ผ่านครบถ้วนตามหลักสูตร

๓๓.๑.๒

มีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมของรายวิชาที่เรียนไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐

๓๓.๑.๓ สอบวิทยานิพนธ์ผ่าน

ในกรณีที่เรียนตามหลักสูตรที่มีการทำวิทยานิพนธ์และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ต่อมหาวิทยาลัยแล้ว

๓๓.๑.๔

สอบประมวลความรู้ผ่านตามที่หลักสูตรกำหนดในกรณีของนักศึกษาปริญญาโท แผน ข

๓๓.๑.๕ ในกรณีนักศึกษาปริญญาโท แผน ก แบบ ก (๑)

ผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์หรืออย่างน้อยดำเนินการให้ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการหรือเสนอต่อที่ประชุมวิชาการที่มีรายงานการประชุม

๓๓.๑.๖ ในกรณีที่นักศึกษาปริญญาเอก

ผลงานวิทยานิพนธ์จะต้องได้รับการตีพิมพ์

หรืออย่างน้อยดำเนินการให้ผลงานหรือส่วนหนึ่งของผลงานได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ

ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น

๓๓.๒

การนับวันสำเร็จการศึกษา

๓๓.๒.๑ หลักสูตรปริญญาโท แผน ข

ให้ถือวันที่สอบประมวลความรู้ผ่านเป็นวันสำเร็จการศึกษา

๓๓.๒.๒

หลักสูตรที่มีการทำวิทยานิพนธ์หากสามารถส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ต่อศูนย์บริการการศึกษาได้ภายใน

๓ สัปดาห์นับจากวันสอบวิทยานิพนธ์ผ่าน

ให้ถือวันที่สอบวิทยานิพนธ์เป็นวันสำเร็จการศึกษา หากส่งหลัง ๓ สัปดาห์

ให้ถือวันส่งวิทยานิพนธ์เป็นวันสำเร็จการศึกษา

การลงทะเบียนเรียน

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

การลงทะเบียนเรียน

๓๔.๑ การลงทะเบียนเรียนรายวิชาต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

๓๔.๒ การลงทะเบียนเรียนต้องเป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย

๓๔.๓ การลงทะเบียนเรียนแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ

การลงทะเบียนเรียนเพื่อหน่วยกิต และการลงทะเบียนเรียนเป็นผู้ร่วมเรียน

๓๔.๔ เกณฑ์จำนวนหน่วยกิตในการลงทะเบียนเรียนในแต่ละภาคการศึกษา

๓๔.๔.๑ ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิตและไม่เกิน ๑๒

หน่วยกิตระบบไตรภาค โดยไม่นับรวมหน่วยกิตวิทยานิพนธ์

๓๔.๔.๒

ในกรณีที่นักศึกษาจะจบหลักสูตรและรายวิชาที่เหลือตามหลักสูตรมีจำนวนหน่วยกิตต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ

๓๔.๔.๑ หรือในกรณีที่หลักสูตรกำหนดให้ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาใดต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ

๓๔.๔.๑ ให้ลงทะเบียนเรียนต่ำกว่าจำนวนหน่วยกิตเรียนที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๔.๔.๑ ได้

๓๔.๔.๓ ในกรณีที่นักศึกษามีเหตุอันควรต้องลงทะเบียนต่ำกว่า

๖ หน่วยกิตหรือเกิน ๑๒ หน่วยกิตระบบไตรภาคโดยไม่นับรวมหน่วยกิตวิทยานิพนธ์

ให้ประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

๓๔.๕

นักศึกษาอาจลงทะเบียนเรียนรายวิชานอกเหนือจากที่กำหนดในหลักสูตร

โดยไม่ขอรับการประเมินผลการศึกษาเป็นระดับคะแนนตัวอักษรตามลำดับขั้น

ภายในกำหนดเวลาของการเพิ่มรายวิชาตามข้อ ๓๕.๑ ก็ได้ ทั้งนี้

ต้องยื่นคำร้องต่อศูนย์บริการการศึกษา

ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

และได้รับการอนุมัติจากอาจารย์ผู้สอน

ทั้งนี้ จำนวนหน่วยกิตทั้งหมดให้เป็นไปตาม ข้อ ๓๔.๔.๑

๓๔.๖

นักศึกษาจะลงทะเบียนเรียนวิทยานิพนธ์ได้เมื่อมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์แล้ว

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

การขอเพิ่ม และขอถอนรายวิชา

๓๕.๑ การขอเพิ่มรายวิชา จะกระทำได้ภายใน ๒

สัปดาห์แรกของภาคการศึกษา

๓๕.๒ การขอถอนรายวิชา จะกระทำได้ใน ๒ กรณี

๓๕.๒.๑ ถ้าถอนภายใน ๔

สัปดาห์แรกของภาคการศึกษารายวิชาที่ขอถอนจะไม่บันทึกลงในใบแสดงผลการศึกษา

๓๕.๒.๒ ถ้าถอนหลังจาก ๔ สัปดาห์แรกของภาคการศึกษา

จะบันทึกผลการศึกษาของรายวิชาที่ถอนนั้นลงในใบแสดงผลการศึกษาโดยให้ระดับคะแนนตัวอักษร

W

๓๕.๓ การขอเพิ่มและขอถอนรายวิชาตามข้อ ๓๕.๑ และข้อ ๓๕.๒.๑ ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

การขอถอนรายวิชาตามข้อ ๓๕.๒.๒

ต้องได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปและอาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้น

และได้รับอนุมัติจากประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

การลงทะเบียนเรียนซ้ำ

๓๖.๑ นักศึกษาที่ได้ระดับคะแนน D+ D F U หรือ W ในรายวิชาบังคับ

ต้องลงทะเบียนรายวิชานั้นซ้ำอีกจนกว่าจะได้รับระดับคะแนน A B+ B C+ C หรือ S

๓๖.๒ นักศึกษาที่ได้ระดับคะแนน D+ D F U หรือ W ในรายวิชาเลือกจะลงทะเบียนรายวิชานั้นซ้ำอีกเพื่อให้ได้ระดับคะแนน

A B+ B C+ C หรือ S หรือเลือกลงทะเบียนรายวิชาอื่นแทน

โดยความเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปและโดยการอนุมัติของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรก็ได้

๓๖.๓

นักศึกษาจะลงทะเบียนเรียนซ้ำรายวิชาที่เคยลงทะเบียนเรียนและมีผลการเรียนตั้งแต่ B ขึ้นไปแล้วมิได้

๓๖.๔

การลงทะเบียนเรียนซ้ำเป็นการเรียนเพื่อปรับระดับคะแนนตัวอักษรซึ่งในกรณีนี้ให้ใช้ระดับคะแนนตัวอักษรที่ได้รับครั้งสุดท้ายสำหรับคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม

การลงโทษทางวินัยนักศึกษา

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

การทุจริตในการวัดผลเมื่อตรวจสอบพบว่านักศึกษาทุจริตในการวัดผลรายวิชาใดให้ดำเนินการพิจารณาลงโทษตามระเบียบมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

การทุจริตทางวิชาการการทุจริตทางวิชาการมี ๒ ลักษณะ คือ

การลอกผลงานทางวิชาการและการสร้างข้อมูลเท็จ

๓๘.๑ การลอกผลงานทางวิชาการ หมายถึง

การลอกข้อความของผู้อื่นมาเป็นของตนเองโดยไม่มีการอ้างอิงหรือปกปิดแหล่งที่มา

๓๘.๒ การสร้างข้อมูลเท็จ หมายถึง

การตกแต่งข้อมูลหรือการสร้างข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง

๓๘.๓

เมื่อตรวจสอบพบว่านักศึกษาทุจริตโดยมีการลอกผลงานวิชาการ หรือการสร้างข้อมูลเท็จ

ให้ดำเนินการดังนี้

๓๘.๓.๑ รายงานในรายวิชา

หรือรายวิชาโครงงานหรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระ ให้อาจารย์ผู้สอนหรืออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานหรือรายวิชาที่ศึกษาค้นคว้าอิสระ

เสนอคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเป็นผู้พิจารณาโทษ

และเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการลงโทษต่อไป

โดยให้นักศึกษาที่ทุจริตดังกล่าวได้รับขั้น F หรือ U พร้อมทั้งภาคทัณฑ์ไว้ตลอดการมีสภาพเป็นนักศึกษา

และหากมีความผิดร้ายแรงอาจพิจารณาโทษทางวินัยประการหนึ่งประการใดหรือหลายประการได้อีกดังนี้

(๑) ให้พักการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษา

(๒) ให้ได้รับระดับคะแนน F หรือ U ทุกรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนในภาคการศึกษานั้น

๓๘.๓.๒ รายวิชาวิทยานิพนธ์ ให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเป็นผู้พิจารณาโทษและเสนอมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการลงโทษต่อไป

โดยให้นักศึกษาที่ทุจริตดังกล่าวได้รับระดับคะแนน U รายวิชานั้นพร้อมทั้งภาคทัณฑ์ไว้ตลอดการมีสภาพเป็นนักศึกษา

และอาจพิจารณาโทษทางวินัยประการหนึ่งประการใดหรือหลายประการได้อีกดังนี้

(๑) ให้พักการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษา

(๒) ให้ได้ระดับคะแนน F หรือ U ทุกรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนในภาคการศึกษานั้น

(๓) ให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

การลด การรักษาสถานภาพ

การพ้นสภาพนักศึกษา

และการขออนุมัติปริญญา

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

การลาป่วย

๓๙.๑ การลาป่วยมี ๒ ประเภท คือ

๓๙.๑.๑ การลาป่วยก่อนสอบ หมายถึง

นักศึกษาป่วยก่อนที่การเรียนการสอนในภาคการศึกษานั้นจะสิ้นสุดลง

และยังป่วยอยู่จนกระทั่งถึงวันสอบ

ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าสอบในบางรายวิชาหรือทั้งหมดได้

๓๙.๑.๒ การลาป่วยระหว่างสอบ หมายถึง

นักศึกษาได้ศึกษาจนสิ้นสุดภาคการศึกษาแล้ว

แต่เกิดป่วยจนไม่สามารถเข้าสอบในบางรายวิชาหรือทั้งหมดได้

๓๙.๒ การลาป่วยตามข้อ ๓๙.๑

นักศึกษาต้องยื่นคำร้องต่ออาจารย์ผู้สอนภายในหนึ่งสัปดาห์นับจากวันที่นักศึกษาเริ่มป่วย

พร้อมด้วยใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัย สถานพยาบาลของรัฐ

หรือสถานพยาบาลอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

การลาพักการศึกษา

๔๐.๑

นักศึกษายื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรโดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป

เพื่อขออนุมัติลาพักการศึกษาได้ ในกรณีต่อไปนี้

๔๐.๑.๑ ได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศหรือทุนอื่นที่มหาวิทยาลัยเห็นสมควรสนับสนุน

๔๐.๑.๒

ป่วยจนต้องพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์เป็นเวลานานเกินกว่า ๓

สัปดาห์โดยมีใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้องตามข้อ ๓๙.๒

๔๐.๑.๓ มีความจำเป็นส่วนตัว

โดยนักศึกษาได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษา

และมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐

๔๐.๒

เมื่อนักศึกษามีเหตุอันพ้นวิสัยจำเป็นต้องลาพักการศึกษาให้ยื่นคำร้องต่อศูนย์บริการการศึกษาโดยเร็วที่สุด

และให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

๔๐.๓ การลาพักการศึกษาตามข้อ ๔๐.๑ และ ๔๐.๒

ให้อนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน๒ ภาคการศึกษาติดต่อกัน

ถ้านักศึกษายังมีความจำเป็นต้องขอลาพักการศึกษาต่อไปอีกให้ยื่นคำร้องใหม่

๔๐.๔

ให้ถือว่าระยะเวลาที่นักศึกษาได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของระยะเวลาการศึกษา

๔๐.๕

นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาต้องชำระค่าธรรมเนียมรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาตามระเบียบของมหาวิทยาลัยทุกภาคการศึกษาที่ลาพักการศึกษา

ยกเว้นภาคการศึกษาที่ได้ชำระค่าหน่วยกิตแล้ว มิฉะนั้นจะพ้นสภาพนักศึกษา

๔๐.๖ นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา

เมื่อประสงค์จะกลับเข้าศึกษาจะต้องยื่นคำร้องขอกลับเข้าศึกษาต่อประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

เพื่อพิจารณาอนุมัติและแจ้งผลการอนุมัติให้ศูนย์บริการการศึกษาทราบก่อนกำหนดวันลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาที่นักศึกษาจะกลับเข้าศึกษาไม่น้อยกว่า

๑ สัปดาห์

๔๐.๗

นักศึกษาที่ลาพักการศึกษาและได้รับอนุมัติให้กลับเข้าศึกษาแล้ว

ให้มีสภาพนักศึกษาเหมือนกับก่อนได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑

การลาออกจากการเป็นนักศึกษานักศึกษาที่ประสงค์จะลาออกต้องนำใบลาออกพร้อมด้วยหนังสือรับรองจากส่วนการเงินและบัญชีที่แสดงว่าไม่มีพันธะหนี้สินใด

ๆ กับมหาวิทยาลัยอีกยื่นต่ออาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปผ่านคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรและนำเสนอต่ออธิการบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติ

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒

การรักษาสถานภาพการเป็นนักศึกษานักศึกษาต้องรักษาสถานภาพการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่อไปนี้

๔๒.๑ เรียนรายวิชาครบถ้วนตามหลักสูตรกำหนด

แต่ยังอยู่ในระหว่างการทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์หรือรอสอบประมวลความรู้

๔๒.๒ ลาพักการศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

การพ้นสภาพนักศึกษา

นอกจากกรณีที่ระบุไว้ในข้อบังคับนี้แล้วนักศึกษาจะพ้นสภาพนักศึกษาในกรณีอื่น ๆ

ดังต่อไปนี้

๔๓.๑

เมื่อได้ศึกษาครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนดและได้รับปริญญาตามข้อ ๓๓ แล้ว

๔๓.๒ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตรให้ลาออก

และเสนอต่ออธิการบดีเพื่ออนุมัติให้ลาออก

๔๓.๓ เมื่อสิ้นสุด ๒ สัปดาห์แรกของภาคการศึกษาแล้ว

ยังไม่ลงทะเบียนเรียนหรือยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมรักษาสภาพนักศึกษานักศึกษาที่พ้นสภาพนักศึกษาตามวรรคก่อนอาจขอคืนสภาพนักศึกษาภายในภาคการศึกษานั้นได้โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาประจำหลักสูตร

๔๓.๔

เมื่อนักศึกษาสามัญและมีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า ๓.๐๐ติดต่อกัน ๒

ภาคการศึกษา

๔๓.๕

เมื่อเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทที่มีเวลาการศึกษาครบ ๕ ปีการศึกษาแล้ว

แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา

๔๓.๖

เมื่อเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกที่เข้าศึกษาต่อจากปริญญาตรีและมีเวลาการศึกษาครบ

๘ ปีการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา

๔๓.๗

เมื่อเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกที่เข้าศึกษาต่อจากปริญญาโท

และมีเวลาการศึกษาครบ ๕ ปีการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษา

๔๓.๘ เมื่อเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท แผน ข

ที่สอบประมวลความรู้ไม่ผ่านเป็นครั้งที่ ๒

และไม่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนระดับการศึกษาตามข้อ ๒๕.๓.๒

๔๓.๙

เมื่อเป็นนักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอกที่สอบวัดคุณสมบัติไม่ผ่านเป็นครั้งที่ ๒ และไม่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนระดับการศึกษาตามข้อ

๒๕.๓.๓

๔๓.๑๐ เมื่อกระทำความผิดตามข้อ ๓๘ หรือความผิดอื่น

และมหาวิทยาลัยสั่งลงโทษให้พ้นสภาพนักศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔

การขออนุมัติปริญญา

๔๔.๑ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา

ต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนงขอรับปริญญาต่อศูนย์บริการการศึกษา

ภายในระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด

๔๔.๒

นักศึกษาซึ่งจะได้รับการพิจารณาเสนอชื่อเพื่อขออนุมัติปริญญาต่อสภามหาวิทยาลัย

ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

๔๔.๒.๑ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาครบถ้วนตามข้อ ๓๓

๔๔.๒.๒ ไม่มีพันธะหนี้สินค้างชำระต่อมหาวิทยาลัย

๔๔.๒.๓ ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัยนักศึกษา

การประกันคุณภาพของหลักสูตร

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕

ให้มีการประเมินเพื่อการพัฒนาหลักสูตรอย่างน้อยทุก ๕ ปี

โดยทั้งนี้ขอให้ระบุระบบการประกันคุณภาพของแต่ละหลักสูตรให้ชัดเจน

อื่น ๆ

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖

นักศึกษาต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ ข้อบังคับ และระเบียบอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๓

เกษม สุวรรณกุล

นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔[๒]

มณฑิตา/ผู้จัดทำ

๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วิภา/ตรวจ

๖ มิถุนายน ๒๕๕๔

[๑] ข้อ ๓๑.๓

แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๔

[๒] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๒๘ ง/หน้า ๔๙/๔ เมษายน ๒๕๔๕

47 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่าด้วยการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2543 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_e405f5cc1134e352

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com