ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง
การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
ของธนาคารพาณิชย์
๑. เหตุผลในการออกประกาศ
เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน
และเป็นการระมัดระวังและป้องกันปัญหาจากบัตรเครดิตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนเพื่อให้หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีความเหมาะสม
ชัดเจนและสามารถถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน
๒. อำนาจตามกฎหมาย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๒๒ (๘) แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้
๓. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
๔. เนื้อหา
๔.๑
ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน
๒๕๔๕ และหนังสือ ที่ ธปท.สนส.(๒๑)ว.๕๓๕/๒๕๔๖
เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจเรื่องคุณสมบัติของผู้ถือบัตร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์
๒๕๔๖
๔.๒
ในประกาศนี้
บัตรเครดิต หมายความว่า
บัตรที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารพาณิชย์กำหนด
เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ
หรือค่าอื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสดหรือเพื่อใช้เบิกถอนเงินสด
ทั้งนี้ไม่รวมถึงบัตรที่ได้มีการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดไว้ล่วงหน้า
บัตรหลัก หมายความว่า
บัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้
บัตรเสริม หมายความว่า
บัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก
และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
๔.๓
คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต
กรณีผู้ถือบัตรหลัก
ธนาคารพาณิชย์จะออกบัตรหลักให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้
เมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
(๑) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ
รวมกันไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า ๑๘๐,๐๐๐
บาท ต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้
(๒) มีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นหลักประกันเต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ
(๓) เป็นผู้มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทำมาหาได้ของตนเองโดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า
๖ เดือน
ซึ่งธนาคารพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระเงินตามบัตรเครดิตได้
กรณีผู้ถือบัตรเสริม
ธนาคารพาณิชย์อาจออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม
(๑)-(๓) ข้างต้น
หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำได้ ภายใต้สัญญาที่ทำกับผู้ถือบัตรหลัก
โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริมต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น
และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
กรณีผู้ถือบัตรรายเก่า
ธนาคารพาณิชย์จะต่ออายุบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรรายเก่าที่มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ
รวมกันต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่า ๑๘๐,๐๐๐
บาทต่อปีได้ หากผู้ถือบัตรรายเก่ามีประวัติการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน โดยในรอบ
๑ ปีย้อนหลัง ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ เกิน ๒ ครั้ง แต่ละครั้งไม่เกิน ๓๐ วัน
๔.๔
ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
ธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติในเรื่อง
ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการและค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
ดังต่อไปนี้
(๑) ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ในการใช้บัตรเครดิตซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะนั้นตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามประกาศนี้
ในที่เปิดเผย ณ
สถานที่ทำการทุกแห่งในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดังกล่าวหรือเงื่อนไขใดๆ
ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบล่วงหน้าก่อนวันที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่า
๓๐ วัน
(๒) แจ้งรายละเอียดตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม
(๑) ให้ถือผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่ประสงค์จะขอมีบัตรเครดิตทราบ
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขอมีบัตรเครดิต
(๓) การเรียกเก็บดอกเบี้ย
ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง
ดอกเบี้ยและค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(๔) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใดๆ
จากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคนอกเหนือจากรายการตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม
(๑) ธนาคารพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน
๔.๕
การเรียกให้ชำระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้
ธนาคารพาณิชย์ต้องถือปฏิบัติในการเรียกให้ชำระหนี้และติดตามทวงถามให้ชำระหนี้
ดังนี้
(๑) หากธนาคารพาณิชย์ประสงค์จะให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคผ่อนชำระหนี้เป็นงวด
จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้โดยให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวด
ดังนี้
(ก) ผู้ถือบัตรรายใหม่ตั้งแต่วันที่
๑ เมษายน ๒๕๔๗ จะต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐
ของยอดคงค้างทั้งสิ้น
(ข) ผู้ถือบัตรรายเก่าก่อนวันที่
๑ เมษายน ๒๕๔๗ ต้องชำระหนี้ในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของยอดคงค้างทั้งสิ้น
และตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๐
จะต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของยอดคงค้างทั้งสิ้น
(๒) ต้องมีหนังสือเตือนผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๒๐ วัน ก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย
(๓) จัดส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๑๐ วันก่อนวันถึงกำหนดชำระหรือหักบัญชี ทั้งนี้
ในกรณีที่มีการคิดดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายในหนี้ค้างชำระให้แสดงรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ด้วย
(๔) กรณีที่ผู้ถือบัตรมีการผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า
๓ เดือนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ให้ธนาคารพาณิชย์ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตรรายนั้นทันที
๔.๖
การเปลี่ยนประเภทหนี้
ห้ามธนาคารพาณิชย์โอนหนี้
หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต
ไปเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด หรือหนี้ตามสัญญาสินเชื่อประเภทอื่น เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคก่อน
(๒) ต้องกำหนดให้มีการชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่ต่ำกว่าร้อยละ
๑๐ ของยอดหนี้คงค้าง เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือบัตร โดยเฉพาะในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ
และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ต่ำลง
และธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานสัญญาต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ครบถ้วนและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
(๓) การเรียกเก็บดอกเบี้ย
ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ ต้องเป็นไปตามข้อ ๔.๔ (๓)
และ (๔) ของประกาศฉบับนี้
(๔) ต้องยกเลิกการใช้บัตร
และบัญชีบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภครายนั้นทันที
(๕) การโอนหนี้หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ดังกล่าวต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองหรือเป็นเหตุให้มีการจดแจ้งบัญชีสินทรัพย์และหนี้สินไม่ถูกต้อง
ทั้งนี้
หนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต
ที่ยังมิได้โอนไปเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจะเอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นไม่ได้
๔.๗
การปฏิบัติและการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(๑) ธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสำคัญและจัดให้มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอบัตรที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติและกำหนดวงเงินบัตรเครดิตที่เหมาะสม
และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้ เช่น
บริษัทที่ประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตเป็นต้น
หรือร่วมกันจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน
เพื่อสอบยันประวัติส่วนตัวของผู้ขอมีบัตร
จำนวนบัตรและวงเงินบัตรเครดิตที่ได้รับทั้งสิ้น ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ
(๒) วงเงินที่จะให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิต
แต่ละรายต้องไม่เกิน ๕ เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
หรือกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากตามข้อ ๔.๓
สำหรับผู้ถือบัตรรายเก่าก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้
อนุโลมให้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป
(๓) ให้ผู้ยื่นขอบัตรรายใหม่และผู้ถือบัตรรายเก่าที่ประสงค์จะขอวงเงินเพิ่ม
ต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเครดิตและวงเงินที่ได้รับขณะยื่นขอบัตรเครดิตหรือขอเพิ่มวงเงิน
ที่ครบถ้วนและถูกต้อง
โดยธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งให้ลูกค้ารับทราบเกี่ยวกับความสำคัญของการแจ้งข้อมูลดังกล่าว
ซึ่งมีผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจบอกเลิกการถือบัตรได้หากต่อมาตรวจพบว่ามีการแจ้งข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง
(๔) ธนาคารพาณิชย์ต้องรักษาข้อมูลของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคไว้เป็นความลับ
เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) การเปิดเผยโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(ข) การเปิดเผยตามหน้าที่
หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
(ค) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของธนาคารพาณิชย์นั้น
(ง) การส่งข้อมูลเครดิตให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต
(จ) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
๔.๘
การปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียน
ธนาคารพาณิชย์จะต้องดำเนินการตรวจสอบเมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
และแจ้งความคืบหน้ารวมทั้งชี้แจงขั้นตอนต่อไปให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบภายใน
๗ วัน
นับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียนรวมทั้งให้ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนนั้นให้แล้วเสร็จ
และแจ้งให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคนั้นทราบโดยเร็ว
๔.๙
การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจบัตรเครดิต
(๑) ธนาคารพาณิชย์ต้องกำหนดนโยบายและแผนงานในการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิต
และเสนอคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ความเห็นชอบทุกปี ทั้งนี้
นโยบายและแผนงานดังกล่าวควรประกอบด้วยทิศทางและแนวทางในการให้บริการบัตรเครดิต
พร้อมทั้งเป้าหมายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามระดับรายได้ของผู้ถือบัตร
(๒) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีระเบียบ
หรือพิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์
หรือระบุในสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ในเรื่องการติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่
หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่าเพื่อเสนอสินเชื่อประเภทใหม่
พร้อมทั้งถือปฏิบัติดังต่อไปนี้
(ก) การติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่
หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่า จะดำเนินการได้คือตั้งแต่เวลา ๘.๐๐๒๐.๐๐
น. ในวันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ
ให้ดำเนินการตั้งแต่เวลา ๘.๐๐๑๘.๐๐
น.
(ข) ห้ามมิให้มีการแจกเงิน
สิ่งของ หรือบัตรกำนัลใดๆ ในการรับสมัครลูกค้ารายใหม่
หรือการอนุมัติบัตรให้ลูกค้ารายใหม่
เว้นแต่จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรแล้วอย่างน้อย ๑ งวด
(๓) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงในการให้บริการบัตรเครดิต
ดังนี้
(ก) ระบบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นขอบัตรเครดิตเพื่อการอนุมัติและกำหนดวงเงินบัตรเครดิตตามระดับความสามารถในการชำระหนี้
(ข) ระบบการเรียกเก็บหนี้ที่สามารถเตือนให้ทราบเมื่อลูกหนี้เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้หรือไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามข้อตกลง
ตลอดจนกลยุทธ์ในการเรียกเก็บหนี้ในกรณีต่างๆ
(ค) ระบบการติดตามพฤติกรรมในการใช้จ่ายและการชำระหนี้ของผู้ถือบัตรแต่ละราย
เพื่อประโยชน์ในการทบทวน
เปลี่ยนแปลงวงเงินให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้บัตรของผู้ถือบัตรแต่ละราย
(ง) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารสำหรับใช้ในการกำหนดและทบทวนนโยบายและแผนงานเกี่ยวกับการให้บริการบัตรเครดิตด้วย
๔.๑๐
การจัดทำบัญชีและการรายงาน
ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทำรายงานตามที่กำหนดไว้ในหนังสือที่
ธปท.สนส.(๐๓)ว.๒๒๐๓/๒๕๔๖
ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ เรื่อง การปรับปรุงรูปแบบและวิธีการส่งรายงานข้อมูลที่กำหนดให้ยื่นต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
และที่แก้ไขเพิ่มเติม
๔.๑๑
ข้อกำหนดในประกาศนี้
ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการออกบัตรเดบิตเพื่อใช้เบิกถอนเงินสดหรือหักทอนค่าสินค้าหรือค่าบริการ
จากบัญชีเงินฝากในขณะที่ใช้บัตรนั้น
๔.๑๒
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ได้ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคแล้ว
ในวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
หากคุณสมบัติของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคดังกล่าวไม่ตรงตามประกาศนี้
ให้บัตรเครดิตนั้นยังมีผลใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดอายุของบัตรเครดิตหรือธนาคารพาณิชย์บอกยกเลิกการใช้บัตรเครดิตตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตนั้น
๕. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๑ เมษายน ๒๕๔๗ เป็นต้นไป[๑]
ประกาศ
ณ วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคาร .
รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ในการใช้บัตรเครดิต
เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
มัตติกา/พิมพ์
๒
กรกฎาคม ๒๕๔๗
พัชรินทร์/สุมลรัตน์/ตรวจ
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗
A+B
[๑] รก.๒๕๔๗/พ๓๕ง/๒๒/๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗