ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 87/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
เพื่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สําคัญของระบบสถาบันการเงินจะต้องมีความมั่นคง รวมถึงสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ฝากเงิน เจ้าหนี้ และ ผู้ลงทุน โดยต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีและเหมาะสมกับความซับซ้อนและระดับความเสี่ยงของตนเอง ภายใต้ระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ธนาคารพาณิชย์จะต้องดํารงเงินกองทุนมากเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งเกินกว่าระดับที่คาดไว้ (Unexpected loss)
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี รวมถึงกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้ รวมถึงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ International Convergence of Capital Measurement and Capital Standards - A Revised Framework (Comprehensive Version : June 2006) (หลักเกณฑ์ Basel II) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ซึ่งพัฒนามาจาก The 1988 Basel Capital Accord and the 1998 Amendment to the Capital Accord (หลักเกณฑ์ Basel I) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้อ้างอิงในการกํากับดูแลเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
ประกาศฉบับนี้กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามวิธีการประเมินระดับความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น สามารถสะท้อนความเสี่ยงได้ดีขึ้น และครอบคลุมความเสี่ยงมากขึ้นกว่าหลักเกณฑ์ Basel I รวมทั้งกําหนดแนวทางการให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนตามลักษณะความเสี่ยงของตนเอง นอกจากนี้ ยังกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของตนเองเพื่อให้มีความโปร่งใสและส่งเสริมธรรมาภิบาลในการกํากับดูแล
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ให้ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า บริษัทมหาชนจํากัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และให้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
"ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
"สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ" หมายความว่า สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย
5.2 หลักการ
หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ตามประกาศฉบับนี้ประกอบด้วย 3 หลักการตามหลักเกณฑ์ Basel II ดังนี้
หลักการที่1 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Pilar 1: Minimum Capital Requirement)
หลักการที่ 1 เป็นหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงมาจากหลักเกณฑ์ Basel I โดยกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สําคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market risk) และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงประเภทใหม่ที่กําหนดเพิ่มเติมให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํารองรับ
นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ Basel II ได้ปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านต่าง ๆ ให้มีความซับซ้อนขึ้นและสามารถสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงได้ดีขึ้น รวมทั้งมีทางเลือกสําหรับวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านต่าง ๆ ให้ธนาคารพาณิชย์เลือกตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจ ระดับความเสี่ยง รวมทั้งระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง
หลักการที่ 2 การกํากับดูแลโดยทางการ (Pillar 2: Supervisory Review Process)
หลักการที่ 2 ระบุให้ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินกองทุนสูงกว่าเงินกองทุนขั้นต่ําตามหลักการที่ 1 เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ไม่ครอบคลุมในหลักการที่ 1 เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร และความเสี่ยงในการกระจุกตัวของลูกหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ หลักการที่ 2 ยังกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนโดยคํานึงถึงความเสี่ยงทุกด้านของตนเองและมีการทดสอบภาวะวิกฤตที่เหมาะสม
ในด้านของผู้กํากับดูแล หลักการที่ 2 ระบุว่าผู้กํากับดูแลมีหน้าที่ต้องตรวจสอบติดตาม และประเมินระบบบริหารความเสี่ยง รวมถึงกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ตลอดจนต้องดําเนินมาตรการกับธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาอย่างเหมาะสมและทันกาล
หลักการที่ 3 การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Pillar 3: Market Discipline)
หลักการที่ 3 มีวัตถุประสงค์ให้ใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล เพื่อเสริมการกํากับดูแลตามหลักการที่ 1 และ 2 โดยกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุน ระดับความเสี่ยงและระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้บุคคลภายนอกหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่น ผู้ลงทุน คู่ค้า และผู้ฝากเงิน เป็นต้น สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นกลไกตลาดที่สําคัญในการผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี นอกเหนือจากการควบคุมภายในของธนาคารพาณิชย์เองและการกํากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศหลักในชุดประกาศที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel II ซึ่งระบุข้อกําหนดหลักที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องถือปฏิบัติและในการปฏิบัติตามข้อกําหนดหลักต่าง ๆ นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องอ้างอิงรายละเอียดตามหลักเกณฑ์ในประกาศย่อย ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
3. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardized Approach (วิธี SA)
4. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
5. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
6. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด
7. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
8. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
9. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
10. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการส่งรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
11. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกํากับดูแลเงินกองทุน โดยทางการ
12. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
5.3 หลักการที่ 1 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Pillar 1: Minimum Capital Requirement)
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําโดยใช้อัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น โดยเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ อัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นต้องไม่ต่ํากว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําที่กําหนด ดังนี้
เงินกองทุนทั้งสิ้น
≥อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ํา
สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําตามข้อ 5.3.1 องค์ประกอบของเงินกองทุนทั้งสิ้นตามข้อ 5.3.2 และการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ซึ่งประกอบด้วย สินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามข้อ 5.3.3
5.3.1 อัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา
(1) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําทั้งสิ้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5 โดยมีเงื่อนไขว่าเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต้องเป็นอัตราส่วนไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.25 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ทั้งนี้เงินกองทุนชั้นที่ 2 ต้องมีจํานวนสูงสุดไม่เกินเงินกองทุนชั้นที่ 1 และการคํานวณอัตราส่วนดังกล่าวให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใช้ยอดรวมของทุกสํานักงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้มูลค่าตามบัญชี ณ วันที่คํานวณ
อัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามวรรคหนึ่งใช้เฉพาะสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศเท่านั้น ส่วนอัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม
(2) สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
ให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําทั้งสิ้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นไม่ต่ํากว่าร้อยละ 7.5
5.3.2 องค์ประกอบของเงินกองทุน
(1) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศมีองค์ประกอบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งกําหนดให้เงินกองทุนทั้งสิ้นประกอบด้วยเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) เงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier 2) และรายการหักจากเงินกองทุน
(2) สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีองค์ประกอบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ซึ่งกําหนดให้เงินกองทุนประกอบด้วยสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องดํารงตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และรายการหักจากเงินกองทุน
5.3.3 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยง
ให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์เท่ากับผลรวมของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแต่ละด้าน ดังนี้
(1) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตทั้งสิ้นตามวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตทั้งสิ้นจะครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านเครดิตรวมถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา (Counterparty credit risk) ของฐานะต่างๆตามรายการดังต่อไปนี้
ก. สินทรัพย์และรายการนอกงบดุล'ทุกรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) ยกเว้นรายการที่ได้หักออกจากเงินกองทุนแล้ว
ข. รายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด (OTC derivatives) อนุพันธ์ด้านเครดิต (Credit derivatives) และ Repo-style transaction สําหรับรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า (Trading book) ซึ่งต้องนํามาคํานวณความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา(Counterparty credit risk)
ค. ฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction)
ง. สินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทุกรายการในบัญชีเพื่อการค้าที่อยู่ในระดับที่ไม่มีนัยสําคัญตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะต้องนํามาคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
จ. ฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)
ฉ. รายการอื่น ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดต่อไป
(1.1) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับรายการต่าง ๆ ยกเว้นฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ 2 วิธี ได้แก่ Standardised Approach (วิธี SA) และ Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
(1.1.1) Standardised Approach วิธี SA)
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA)
การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA มีวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงเหมือนกับหลักเกณฑ์ Basel I กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์จะต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดยใช้น้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามประเภทของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล อย่างไรก็ตาม วิธี SA จะกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงที่ละเอียดมากขึ้นกว่าหลักเกณฑ์ Basel I โดยนอกจากจะพิจารณาน้ําหนักความเสี่ยงตามประเภทสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลแล้ว ยังพิจารณาคุณภาพจากอันดับเครดิตที่ได้รับจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกอีกด้วย ทําให้วิธี SA สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้โดยใช้หลักประกันทางการเงิน(Financial collateral) การหักกลบหนี้ในงบดุล (On-balance sheet netting) และการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (Guarantee and credit derivatives) ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในแต่ละเรื่องด้วย
ทั้งนี้ สําหรับรายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา (Counterparty credit risk-weighted asset) โดยปฏิบัติตามวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด ซึ่งสามารถสรุปหลักการที่สําคัญได้ตามข้อ 5.3.3 (1.1.3)
นอกจากนี้ ภายใต้การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA ธนาคารพาณิชย์จะต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครคิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsuited transaction) ด้วย โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสามารถสรุปหลักการที่สําคัญได้ตามข้อ 5.3.3 (1.14)
อนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถเลือกใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเดรดิตแบบ Simplified Standardized Approach วิธี SSA) เป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการคํานวณเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านเครดิตได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีขอบเขตการทําธุรกรรมที่จํากัดและซับซ้อนน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
(1.1.2) Internal Ratings-Based Approach วิธี IRB)
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) โดยธนาคารพาณิชย์สามารถใช้วิธี SA กับฐานะที่ไม่มีนัยสําคัญได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน รวมถึงจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดด้วย
การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB เป็นวิธีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสะท้อนความเสี่ยงได้ดีกว่าวิธี SA โดยวิธี IRB นี้กําหนด ธนาคารพาณิชย์ใช้ข้อมูลจากระบบ Internal rating ของตนเองเป็นหลักในการคํานวณค่าองค์ประกอบความเสี่ยง (Risk component) 4 ตัวแปร ได้แก่ Probability of default: PD (ค่าความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชําระหนี้) Loss given default: LGD (ร้อยละของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ต่อยอดหนี้) Exposure at default: EAD (ยอดหนี้หรือประมาณการยอดหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ และ Effective maturity: M (ระยะเวลาครบกําหนดคงเหลือของหนี้ จากนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์แทนค่าองค์ประกอบความเสี่ยงทั้ง 4 ตัวแปรนี้ลงในสูตรที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เพื่อคํานวณหา (1) ค่าความเสียหายที่เกินกว่าระดับที่คาดไว้ (Unexpected loss: UL) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนําค่า UL ที่คํานวณได้มาคํานวณหามูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต และ (2) ค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss: EL) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อนําค่า EL ที่คํานวณได้ไปเปรียบเทียบกับเงินสํารองทั้งหมดที่ธนาคารพาณิชย์กันไว้ (Total eligible provision) ซึ่งหากมีส่วนต่างเกิดขึ้น ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
วิธี IRB แบ่งออกเป็น 2 วิธีย่อย สําหรับให้ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้ ได้แก่
ก. Foundation Internal Ratings-Based Approach วิธีFRB) คือ วิธีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องประมาณค่า PD เอง แต่ค่าองค์ประกอบความเสี่ยงอื่นให้ใช้ค่าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ข. Advanced Internal Ratings-Based Approach (วิธี AIRB) คือ วิธีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยงทั้ง 4 ตัวแปรเอง
ทั้งนี้ สําหรับรายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา (Counterparty credit risk-weighted asse:) โดยปฏิบัติตามวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด ซึ่งสามารถสรุปหลักการที่สําคัญได้ตามข้อ 5.3.3 (1.1.3)
นอกจากนี้ ภายใต้การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB ธนาคารพาณิชย์จะต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsuited transaction) ด้วย โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสามารถสรุปหลักการที่สําคัญได้ตามข้อ 5.3.3 (1.1.4)
(1.1.3) หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับรายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด (OT C derivatives)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสําหรับรายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์นอกตลาด (OIC derivatives) ได้ 2 วิธี คือ
ก. Original exposure method (วิธี OEM) เป็นวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยนําจํานวนเงินตามสัญญา (Notional amount) หรือ Effective notional amount คูณด้วยค่าแปลงสภาพที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยพิจารณาตามประเภทและอายุของสัญญา แต่ไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบันหรือมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
ข. Current exposure method (วิธี CEM) เป็นวิธีการ คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลโดยพิจารณาจากมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบันและมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมด้วย
(1.1.4) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsuited transaction)
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับการทําธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์ เครื่องมือด้านอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ที่การชําระราคาหรือการส่งมอบยังไม่เสร็จสิ้น โดยวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตขึ้นอยู่กับวิธีการชําระราคาและการส่งมอบของธุรกรรมนั้น ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
ก. ธุรกรรมที่มีการชําระราคาและการส่งมอบผ่านระบบ Delivery versus payment (ธุรกรรม DVP) ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะมีความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาจากส่วนต่างของมูลค่าธุรกรรมที่ได้ตกลงไว้เพื่อชําระราคาและส่งมอบ กับมูลค่าตลาดในปัจจุบัน (Positive current exposure: PCE)
ข. ธุรกรรมที่ไม่มีการชําระราคาและการส่งมอบผ่านระบบ DvP (ธุรกรรม Non-DvP) ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะมีความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาจากจํานวนของเงินสด หรือหลักทรัพย์ที่ได้ส่งมอบไปแล้ว
(1.2) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securisation) ตามหลักเกณฑ์ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
(2) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ซึ่งกําหนดวิธีการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด โดยธนาคพาณิชย์ต้องนําจํานวนเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณได้นั้นคูณด้วย 12.5 เพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมาเป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และเพื่อให้สามารถนําไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ในการคิดอัตราส่วน
เงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นต่อไป
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด คือ ธนาคารพาณิชย์ที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้านี้ หมายถึง ฐานะในบัญชีเพื่อการค้าที่อยู่ในงบดุล ฐานะอนุพันธ์ทางการเงินในบัญชีเพื่อการค้า และฐานะเงินตราต่างประเทศรวมทุกสกุลเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับ
ก. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
ข. ความเสี่ยงด้านราดาตราสารทุนจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
ค. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากฐานะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ
ง. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์จากฐานะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับฐานะในข้อ ง. และฐานะ Credit derivatives ที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า รวมทั้งต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะทุกฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าด้วย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดได้ 3 วิธี ได้แก่
(2.1) วิธีมาตรฐาน
เงินกองทุนที่ต้องดํารงตามวิธีนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของฐานะที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองอยู่และน้ําหนักเงินกองทุนที่แบ่งตามปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กําหนดน้ําหนักเงินกองทุน (Capital charge) เพื่อรองรับความเสี่ยงแต่ละประเภทแยกกันทั้งในส่วนของ General market risk และ Specific risk โดยไม่มีการพิจารณาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างปัจจัยความเสี่ยง
(2.2) วิธีแบบจําลอง
เงินกองทุนที่ต้องดํารงตามวิธีนี้จะเป็นอัตราส่วนกับค่า VaR ที่ธนาคารพาณิชย์คํานวณขึ้นจากฐานะที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองอยู่ โดยใช้แบบจําลองที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยสําหรับใช้ในการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณตามแนวทางที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(2.3) วิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานและวิธีแบบจําลอง
ธนาคารพาณิชย์สามารถคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานกับวิธีแบบจําลองได้ สําหรับความเสี่ยงด้านตลาดในแต่ละองค์ประกอบ
(3) การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการได้ 2 วิธี ได้แก่ Basic Indicator Approach (วิธี BIA) และ Standardized Approach (วิธี SA-OR)
การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยวิธี BIA และวิธี SA-OR มีดังนี้
(3.1) Basic Indicator Approach (วิธี BIA)
วิธี BIA เป็นวิธีง่ายที่สุดในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยใช้รายได้จากการดําเนินงานรวมของธนาคารพาณิชย์ (Gross income) ซึ่งรวมทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ เป็น Proxy ในการคํานวณ
(3.2) Standardized Approach วิธี SA-OR)
วิธี SA-OR กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการจาก Proxy เช่นเดียวกับวิธี BIA แต่จะสะท้อนความเสี่ยงได้ดีกว่าเนื่องจากธนาคารพาณิชย์จะต้องประเมินระดับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วย Proxy แยกตามสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้ Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ซึ่งเป็นทางเลือกภายใต้วิธี SA-OR ได้ โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้ ยอดคงค้างเป็น Proxy ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจ Commercial banking และ Retail banking แทนการใช้รายได้จากการดําเนินงานเนื่องจากยอดคงค้างอาจเป็น Proxy ที่ดีกว่ารายได้จากการดําเนินงานในสายธุรกิจดังกล่าว
5.3.4 การรายงานข้อมูลการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา
ให้ธนาคารพาณิชย์จัดทําและจัดส่งข้อมูลการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามรูปแบบและรายละเอียดที่กําหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการส่งรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
5.4 หลักการที่ 2 การกํากับดูแลโดยทางการ (Pillar 2: Supervisory Review Process)
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกํากับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์จัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี มีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process -ICAAP) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสําคัญทุกด้านซึ่งได้แก่ ความเสี่ยงตามที่กําหนดไว้ในหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามหลักการที่ 1 และความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ที่หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามหลักการที่ 1 ยังครอบคลุมไปไม่ถึง รวมทั้งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ําตามกฎหมาย และเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ภาวะวิกฤต (Stress test) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรวจสอบความถูกต้องในการดํารงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนขั้นต่ําตามหลักการที่ 1 ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและกระบวนการ ICAAP ของธนาคารพาณิชย์
หากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ใดมีข้อบกพร่องในการบริหารความเสี่ยง มีกระบวนการ ICAAP ไม่เหมาะสม หรือมีเงินกองทุนต่ํากว่าที่พึงมีเพื่อรองรับความเสี่ยงทั้งหมด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์นั้น ปรับปรุงระบบการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่มีอยู่ภายในเวลาที่เหมาะสม และในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจใช้อํานาจตามมาตรา 30 วรรคสองของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์นั้น ดําเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรเพื่อลดระดับความเสี่ยงลง หรือให้ดํารงเงินกองทุนสูงกว่าหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนขั้นต่ําตามหลักการที่ 1
5.5 หลักการที่ 3 การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Pillar 3: Market Discipline)
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลเงินกองทุนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งได้แก่ เงินกองทุน ระดับความเสี่ยงกระบวนการประเมินความเสี่ยง และความเพียงพอของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วย หลักเกณฑ์ทั่วไปของการเปิดเผยข้อมูล การกําหนดช่องทางการเปิดเผยข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลที่มีนัยสําคัญ ข้อมูลลับทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์และความลับของลูกค้า ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําของข้อมูลที่ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผย
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย