ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 50/2551
เรื่อง องค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุน
สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ปัจจุบัน สถาบันการเงินจําเป็นต้องมีเงินกองทุนให้เพียงพอเพื่อรองรับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือชดเชยผลขาดทุนที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า (Unexpected Loss) สถาบันการเงินที่ดํารงเงินกองทุนในอัตราส่วนที่สูงเพียงพอต่อความเสี่ยงของแต่ละสถาบันการเงินจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ว่าสถาบันการเงินมีความสามารถที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทําไว้ได้ และส่งผลให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพแก่ระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงกําหนดให้สถาบันการเงินดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และภาระผูกพันที่มีความเสี่ยงทั้งหมดของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตามหลักการการดํารงเงินกองทุนตาม The 1998 Basel Capital Accord (Basel I) นั้น เงินกองทุนจะใช้ในการรองรับความเสี่ยงเฉพาะด้านเครดิตและด้านตลาดเท่านั้น และเพื่อให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงได้ดีขึ้นตามหลักเกณฑ์ Basel II (2004) จึงได้เพิ่มการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วย
ในครั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับการดํารงเงินกองทุนของสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยสาระสําคัญขององค์ประกอบของเงินกองทุน หลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุน และการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงไม่มีการเปลี่ยนแปลงและยังคงเป็นหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงการดํารงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel Iในโอกาสนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องมาประมวลไว้ในคราวเดียวกัน โดยแยกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยออกเป็นฉบับหลัก ดังนี้
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาการพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ 1 ฉบับ และว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 1 ฉบับ ทั้งนี้ ได้แยกเปืน 2 ฉบับดังกล่าวเนื่องจากองค์ประกอบของเงินกองทุนและอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศมีหลักการที่ต่างกัน โดยธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศจะต้องดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5 ขณะที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องดํารงเงินกองทุนดังกล่าวไม่ต่ํากว่าร้อยละ 7.5
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศและสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะใช้ฉบับเดียวกันเนื่องจากมีหลักการเหมือนกัน โดยการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตจะเป็นการคํานวณมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรากฏอยู่ในและนอกงบดุลที่เกิดจากลูกหนี้หรือคู่สัญญาของสถาบันการเงินไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญา
3. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ซึ่งครอบคลุมวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดสําหรับสถาบันการเงินทุกประเภทที่ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด โดยการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดจะเป็นการคํานวณมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรากฏอยู่ในและนอกงบดุลที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาดต่าง ๆ โดยความเสี่ยงด้านตลาดประกอบด้วย ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนราคาตราสารทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ในการแยกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเป็นรายฉบับดังกล่าวก็เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่สถาบันการเงินและผู้ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมสําหรับการดํารงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel II ต่อไป สําหรับสถาบันการเงินใดที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดํารงเงินกองทุนตามที่กฎหมายฉบับเดิมกําหนด ให้สถาบันการเงินนั้นสามารถดํารงเงินกองทุนนั้นต่อไปได้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่อีกครั้ง
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์องค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ถูกยกเลิก
ตามรายการในเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ" หมายความว่า ธนาการพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นสาขาของธนาการพาณิชย์ต่างประเทศ
5.1 อัตราส่วนการดํารงเงินกองทุน
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนทั้งสิ้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5 โดยมีเงื่อนไขว่าเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต้องเป็นอัตราส่วนไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.25 ของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ทั้งนี้ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ต้องมีจํานวนสูงสุดไม่เกินเงินกองทุนชั้นที่ 1
อัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนตามวรรคหนึ่งใช้เฉพาะสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศเท่านั้น ส่วนอัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม
5.2 องค์ประกอบของเงินกองทุน
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ประกอบด้วยยอดรวมของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตาม 5.2.1 และ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ตาม 5.2.2 หักด้วยรายการหักจากเงินกองทุนตาม 5.2.3 ดังนี้
5.2.1 เงินกองทุนชั้นที่ 1 ประกอบด้วย
(1) ทุนชําระแล้ว (ยกเว้นทุนชําระแล้วที่ได้จากการออกหุ้นบุริมสิทธิ) ซึ่งรวมทั้งส่วนล้ํามูลค่าหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับ และเงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น
(2) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสมเงินปันผล
(3) ทุนสํารองตามกฎหมาย
(4) เงินสํารองที่ได้จัดสรรจากกําไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือตามข้อบังกับของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ แต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับการลดค่าของสินทรัพย์ และเงินสํารองเพื่อการชําระหนี้
(5) กําไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร
(6) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีสิทธิด้อยกว่าผู้ฝากเงิน เจ้าหนี้สามัญ และเจ้าหนี้ด้อยสิทธิทุกประเภทประเภทตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะสมดอกเบี้ยจ่าย และไม่ชําระดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีผลกําไร (Hybrid Tier 1) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 2
5.2.2 เงินกองทุนชั้นที่ 2 ประกอบด้วย
(1) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสมเงินปันผล
(2) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีสิทธิด้อยกว่าผู้ฝากเงิน เจ้าหนี้สามัญ และเจ้าหนี้ด้อยสิทธิทุกประเภทประเภทตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะถมดอกเบี้ยจ่าย และไม่ชําระดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีผลกําไร (Hybrid Tier 1) ในส่วนที่เหลือจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1
(3) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่มีสิทธิอยกว่าผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้สามัญ ประเภทตราสารที่มีลักษณะคล้ายทุน (Hybrid Debt Capital Instrument) ที่สามารถสะสมเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจ่ายได้ และตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาว (Subordinated Debt) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 3
(4) เงินสํารองจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการตีราคาที่ดิน อาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 4
(5) เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ ซึ่งได้กันไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศจะนับเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 1.25 ของยอดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น รายละเอียดของสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นปรากฏตาม 5.3
(6) เงินสํารองจากการตีราคาตราสารทุนประเภทเผื่อขายตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนับยอดมูลค่าสุทธิส่วนเกินทุนจากการตีราคาเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นได้ไม่เกินร้อยละ 45 ของยอดมูลค่าสุทธิส่วนเกินทุนดังกล่าว
5.2.3 รายการหักจากเงินกองทุน
(1) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1
(1.1) มูลค่าของหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้ซื้อคืนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัด ด้วยวิธีราคาตามมูลค่าตามแนวปฏิบัติทางการบัญชีเกี่ยวกับหุ้นซื้อคืนของกิจการ
(1.2) ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชี
(1.3) ค่าความนิยม (Goodwill) ที่นับเป็นสินทรัพย์ตามจํานวนที่ปรากฏในงบการเงินซึ่งได้จัดทําตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง
(1.4) มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใช้วิธีการบันทึกบัญชีภาษีเงินได้รอการตัด (Deferred Tax Accounting โดยให้หักบัญชีสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เกิดจากรายการดังต่อไปนี้ ออกจากกําไรสะสมที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตาม 5.2.1 (5)
(1.4.1) ขาดทุนทางภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused Tax Losses Carryforward)
(1.4.2) ผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์หรือหนี้สินในงบดุลกับฐานภาษี หรือผลแตกต่างชั่วคราวในกําไรทางบัญชีและกําไรทางภาษี (Temporary Differences)
(1.4.3) เครดิตภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused Tax Credit Carryforward)
(2) รายการหักจากเงินกองทุนทั้งสิ้น
(2.1) เงินสํารองจากการตีราคาตราสารทุนประเภทเผื่อขายตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ในกรณีที่มูลค่าสุทธิจากการตีราคาเป็นส่วนขาดทุน ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหักส่วนที่ขาดทุนดังกล่าวออกจากเงินกองทุนทั้งสิ้นของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น
(2.2) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดถือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6 5.2.2 (2) และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นหักเงินตามตราสารดังกล่าวตามมูลค่าที่บริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ผู้ออกตราสารนั้นได้รับอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุน
(2.3) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดเป็นผู้ขายประกันความเสี่ยงด้านเครดิตตามตราสารประเภท Credit Linked Notes หรือ Credit Default Swaps ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6) 5.2.2 (2) และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตามมูลค่าที่บริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศผู้ออกตราสารนั้นได้รับอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุน
(2.4) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดถือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6) 5.2.2 (2) และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น และธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นได้ซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(2.4.1) กรณีซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยการออกตราสารประเภท Credit Linked Notes ที่มีตราสารดังกล่าวเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นไม่ต้องหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตราบเท่าอายุของตราสารประเภท Credit Linked Notes เฉพาะที่เป็นการประกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
(2.4.2) กรณีซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตด้วย Credit Default Swaps ที่มีตราสารดังกล่าวเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นไม่ต้องหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตราบเท่าอายุของ Credit Default Swaps เฉพาะที่เป็นการประกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทํากับบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์อื่นเท่านั้น
(2.5) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารหนี้ (Bond Derivatives ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่อ้างอิงตัวแปรด้านตลาด
(2.6) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิต (Credit Derivatives) ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรม Credit Derivatives
(2.7) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
ทั้งนี้ งวดระยะเวลาในการนับรายการแต่ละประเภทเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เงินกองทุนชั้นที่ 2 หรือหักออกจากเงินกองทุน ปรากฏตามเอกสารแนบ 5
5.3 ประเภทของสินทรัพย์เสี่ยง
สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น หมายถึง ยอดรวมของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต และสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด (ถ้ามี) แล้วหักด้วยสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตในส่วนที่ซ้ําซ้อนกับสินทรัพย์ที่ได้นําไปคํานวณความเสี่ยงด้านตลาดแล้ว (ถ้ามี)
ทั้งนี้ การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์
การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ซึ่งครอบคลุมการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญที่กําหนดในหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินดังกล่าวข้างต้น แต่มีการทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้าน
เครดิตในบัญชีเพื่อการค้าให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดเฉพาะสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตในบัญชีเพื่อการค้า โดยให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรม Credit Derivatives
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย