法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 17/2559 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สกส. 17 /2559

เรื่อง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

อื่นๆ - 1.เหตุผลในการออกประกาศ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดทําบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนดเช่นเดียวกับนิติบุคคลประเภทอื่น อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นธุรกิจการเงินที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากธุรกิจโดยทั่วไป ทําให้การทําธุรกรรมบางประเภทอาจไม่มีการกําหนดแนวปฏิบัติด้านบัญชีเป็นการเฉพาะไว้ซึ่งต้องอาศัยการตีความและดุลยพินิจในการนําไปใช้ที่หลากหลาย หรือมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินในบางเรื่องได้ให้ทางเลือกไว้หลายแนวทางในการนําไปปฏิบัติอาจทําให้เกิดความหลากหลายในการนําไปปฏิบัติของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกหลักกณฑ์ทางบัญชีในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันเพิ่มเติมจากที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีในกรณีปกติ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเป็นไปตามหลักการของกรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงิน มาตรฐานการบัญชี และมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี โดยไม่ขัดแย้งกัน หรือในบางกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีครอบคลุมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดหลักเกณฑ์ทางการบัญชีและการรายงานทางการเงินให้เป็นไปตามหลักการของมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Accounting Standards – IAS and International Financial Reporting Standards - IFRS)

อื่นๆ - 2.อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 62 และมาตรา 66 ประกอบมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางการบัญชีและการรายงานทางการเงินในเรื่องที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3.ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมและบรรษัทตลาตรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อื่นๆ - 4.เนื้อหา

4.1 คําจํากัดความ

ในประกาศฉบับนี้

"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

หมวด 1

การขายทรัพย์สินรอการขาย

1. ในหมวดนี้

"ผู้มีอํานาจในการจัดการ" หมายความว่า

1.1 ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ กรรมการที่เป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือบริษัทแล้วแต่กรณี หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น

1.2 บุคคลซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือบริษัท ทําสัญญาให้มีอํานาจในการบริหารงานทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ

1.3 บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอํานาจควบคุมหรือครอบงําผู้จัดการ หรือกรรมการหรือการจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือบริษัท ให้ปฏิบัติตามคําสั่งของตนในการกําหนดนโยบายหรือการดําเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือบริษัท

"กรรมการที่เป็นผู้บริหาร" หมายความว่า กรรมการที่ทําหน้าที่บริหารงานในสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือบริษัท ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

2. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการขายทรัพย์สินรอการขายทุกประเภทยกเว้นทรัพย์สินรอการขายประเภทตราสารหนี้และตราสารทุน

3. เกณฑ์การรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขาย

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขายได้ ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขการรับรู้รายได้ทุกข้อดังต่อไปนี้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 18 เรื่อง รายได้ ของสภาวิชาชีพบัญชี

3.1 ได้โอนความสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสําคัญของความเป็นเจ้าของใน

ทรัพย์สินรอการขายให้กับผู้ซื้อแล้ว

3.2 ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สินรอการขายอย่างต่อเนื่องในระดับที่เจ้าของพึงกระทํา หรือไม่ได้มีการควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อมในทรัพย์สินรอการขายที่ขายไปแล้ว

3.3 สามารถวัดมูลค่าของจํานวนรายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขายได้อย่างน่าเชื่อถือ

3.4 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากการขายทรัพย์สินรอการขายนั้น

3.5 สามารถวัดมูลค่าของตันทุนที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขายทรัพย์สินรอการขายนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

4. การบัญชีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขาย

4.1 การขายทรัพย์สินรอการขายรายการใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 ให้บันทึกบัญชีเป็นการรับเงินมัดจํา

4.2 นอกเหนือจากการขายทรัพย์สินรอการขายในข้อ 4.3 เมื่อการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี ดังนี้

4.2.1 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับบุคคลทั่วไป สําหรับรายการที่มียอดขายสูงกว่า 10 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อเข้าเงื่อนไขทุกข้อดังต่อไปนี้

(1) สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับชําระเงินสดแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขาย

(2) ผู้ซื้อแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะชําระราคาทรัพย์สินได้ครบตามจํานวน

สําหรับรายการขายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อ (1) และ (2) ข้างต้นให้สถบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขาย จนกว่าการขายจะเข้างื่อนไขทั้งสองข้อดังกล่าว จึงจะสามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนได้ เช่น ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับชําระเงินสดน้อยกว่าร้อยละ 20 ในครั้งแรกเนื่องจากให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ซื้อเกินกว่าร้อยละ 80 สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระจนกว่าสถบันการเงินเฉพาะกิจได้รับชําระราคาทรัพย์สินจนถึงร้อยละ 20 แล้ว จึงจะสามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนได้

ทั้งนี้ ในการพิจารณารายการขายทรัพย์สินรอการขายที่มียอดขายสูงกว่า 10 ล้านบาทนั้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาเป็นรายสัญญาของผู้ซื้อแต่ละราย ซึ่งอาจเป็นการซื้อทรัพย์สินรอการขายรายการเดียวหรือหลายรายการในคราวเดียวกันก็ได้

4.2.2 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ไม่ใช่กระทรวงการคลังหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติดังนี้

(1) กรณีไม่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น

(1.1) กรณีได้รับชําระเป็นเงินสดทั้งจํานวน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน

(1.2) กรณีมีการทยอยรับชําระ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนเมื่อได้รับชําระเงินสดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost recovery method)

(2) กรณีมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น

(2.1) กรณีมีการกู้ยืมเพื่อชําระราคาทรัพย์สินรอการขายทั้งจํานวนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost recovery method)

(2.2) กรณีมีการกู้ยืมเพื่อชําระราคาทรัพย์สินรอการขายไม่เต็มจํานวน

(2.2.1) ส่วนที่ได้รับชําระเป็นเงินสด ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขาย

(2.2.2) ส่วนที่มีการให้กู้ยืมงิน ให้สถบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (Cost recovery method)

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการขายทรัพย์สินรอการขายให้แก่กรรมการผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ไม่ใช่กระทรวงการคลัง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ให้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง (เมื่อมีการประกาศใช้)

ตัวอย่างวิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายสําหรับกรณีตามข้อ 4.2 แสดงไว้ในเอกสารแนบ 1

4.3 การขายทรัพย์สินรอการขาย และได้รับชําระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด ที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเต็มจํานวน โดยการขายทรัพย์สินรอการขายนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้วให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติ ดังนี้

4.3.1 บันทึกบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงินที่ได้รับจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด เป็นลูกหนี้อื่นในหัวข้อสินทรัพย์อื่นในงบการเงินด้วยมูลค่ายุติธรรมที่คํานวณจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่กําหนดขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 18 เรื่อง รายได้ ของสภาวิชาชีพบัญชี เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ถือเป็นการรับชําระหนี้ที่เกิดจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ไม่ใช่เงินให้สินเชื่อจากการดําเนินธุรกิจปกติของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเทียบเคียงจาก Yield curve ของพันธบัตรรัฐบาล และหากไม่มีพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุเท่ากับตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้วิธี Interpolate จาก Yield curve ของพันธบัตรรัฐบาล

4.3.2 รับรู้กําไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นรายได้ทั้งจํานวนเมื่อการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์จํากัด มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเต็มจํานวน จึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการยกเลิกการขาย และความสามารถในการชําระเงิน

4.4 การขายทรัพย์สินรอการขายโดยที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจยังมีภาระที่จะต้องดําเนินการ และภาระนั้นมีผลกระทบอย่างมีสาระสําคัญต่อกําไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายนั้นเช่น ภาระในการโยกย้ายผู้อยู่อาศัย ภาระในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ในการคํานวณกําไรจากการขายดังกล่าว ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจหักประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นออกจากกําไรจากการขายนั้นก่อน แล้วจึงรับรู้กําไรตามสัดส่วนเช่นเดียวกับการรับรู้กําไรในแต่ละกรณี ทั้งนี้ การประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ของสภาวิชาชีพบัญชี

4.5 ในกรณีที่มีรายการขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้ขาดทุนทั้งจํานวนในงบกําไรขาดทุนและกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นทันที

5. การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

หมวด 2

เงินลงทุน

1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยไม่รวมถึงเงินลงทุนในลูกหนี้

2. การบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 105 เรื่อง การบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชี(เมื่อมีการประกาศใช้) โดย

2.1 ตราสารหนี้ หมายความว่า ตราสารที่แสดงว่า ผู้ออกตราสารมีภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นให้แก่ผู้ถือตราสาร ตามจํานวนและเงื่อนไขที่ได้กําหนดไว้โดยขัดเจนหรือโดยปริยาย ได้แก่ (1) พันธบัตร (2) ตั๋วเงินคลัง (3) ตราสารอื่นที่ออกโดยรัฐบาลไทย องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นการระดมทุน (4) หุ้นกู้ที่ออกเพื่อการระดมทุน (5) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ เพื่อกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร และเพื่อระดมทุนจากประชาชน ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (6) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุน เพื่อระดมทุนจากประขาชน (7) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยธุรกิจอื่น ซึ่งมีลักษณะเป็นการระดมทุนและมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้ (8) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (FloatingRate Note: FRN) หรือบัตรเงินฝากที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Certificate of Deposit: FRCD) ตราสารหนี้อื่นใดที่มีลักษณะเป็นหุ้นกู้หรือคล้ายหุ้นกู้ที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้เสนอขาย (9) ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝงที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เช่น Credit linked notes และ Structured notes และ (10) ตั๋วสัญญาใช้เงินที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อชําระค่าโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เป็นต้น

2.2 ตราสารทุน หมายความว่า ตราสารที่แสดงว่า ผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของในส่วนได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุน ได้แก่ (1) หุ้นสามัญ และ (2 หุ้นบุริมสิทธิ เป็นต้น และให้หมายความรวมถึงตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อตราสารทุนที่อ้างอิ่ง (Underlying asset) ได้แก่ ใบสําคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ เป็นต้น

3. การประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ของสภาวิชาชีพบัญชี

4. ตราสารทุนที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

ในกรณีของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับชําระหนี้เป็นตราสารทุนของลูกหนี้ ซึ่งเกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุน และตราสารทุนดังกล่าวมีข้อจํากัดในการถือครองและจําหนําาย ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจกําหนดนโยบายในการถือครองอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ได้รับตราสารทุนนั้นมาว่าจะถือไว้เป็นเงินลงทุนทั่วไป หรือเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อย และบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

หมวด 3

การรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้

1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

2. การประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้

2.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้โดยใช้วิธีการหามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้แต่ละราย โดยอัตราคิดลดอาจคํานวณจากอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ําสําหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate: MLR) บวก Risk premium ทั้งนี้ ในการคํานวณ Risk premium ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติ ดังนี้

2.1.1 แสดงวิธีการคํานวณเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้ตรวจการของธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

2.1.2 ให้คํานวณอย่างสมเหตุสมผล และสามารถอ้างอิงได้ เช่น อ้างอิงจากอันดับเครดิต (Credit rating) ของลูกหนี้ ทั้งนี้ MLR บวก Risk premium ที่คํานวณได้จะต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กําหนดให้กับลูกหนี้ปกติทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

2.1.3 สามารถใช้อัตรา Risk premium เดียวกันสําหรับลูกหนี้ที่มีลักษณะและความเสี่ยงเหมือนกันได้

2.2 กรณีเงินลงทุนในลูกหนี้ที่ไม่สามารถประมาณการกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตได้ หรือสามารถประมาณการกระแสเงินสดได้ แต่ไม่สามารถหาอัตราคิดลดที่เหมาะสมได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติ ดังนี้

2.2.1 กรณีที่มีหลักประกัน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีอํานาจตามกฎหมายในการบังคับหลักประกันของลูกหนี้เพื่อชําระหนี้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้มูลค่าหลักประกันของลูกหนี้เป็นมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้ได้ โดยการประเมินราคาหลักประกัน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการประเมินราคาหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชําระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

ทั้งนี้ มูลค่าของหลักประกันที่นํามาไช้เป็นมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้จะต้องไม่สูงกว่าเงินต้นคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ยืมของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา

2.2.2 กรณีที่ไม่มีหลักประกัน ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้เท่ากับศูนย์

3. การพิจารณาการด้อยค่าของเงินลงทุนในลูกหนี้

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาการด้อยค่ของเงินลงทุนในลูกหนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 105 เรื่อง การบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน (เมื่อมีการประกาศใช้) ของสภาวิชาชีพบัญชี

4. การรับรู้กําไรจากการโอนเปลี่ยนประเกทระหว่างเงินลงทุนในลูกหนี้และเงินให้สินเชื่อ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถโอนเปลี่ยนประเภทรายการระหว่างเงินลงทุนในลูกหนี้และเงินให้สินเชื่อได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีกําไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทระหว่างเงินลงทุนในลูกหนี้และเงินให้สินเชื่อ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานึงถึงความแน่นอนที่จะได้รับเงินสดในอนาคตประกอบการบันทึกบัญชีรับรู้เป็นรายได้ด้วย

5. หลักเกณฑ์การกํากับดูแลสําหรับลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา

5.1 การจัดชั้นและการกันเงินสํารอง

5.1.1 ลูกหนี้ที่จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดชั้นและกันเงินสํารองในลักษณะเดียวกับเงินให้สินเชื่อทั่วไป ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

5.1.2 ลูกหนี้ที่จัดประเภทรายการเป็นเงินลงทุน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดชั้นและกันเงินสํารองในลักษณะเดียวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

5.2 การกํากับลูกหนี้รายใหญ่

ลูกหนี้ทั้งที่จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อและเป็นเงินลงทุน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนํามานับรวมในการคํานวณลูกหนี้รายใหญ่ ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

นอกจากนี้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมโดยเคร่งครัด เช่น ข้อห้ามในการให้สินเชื่อแก่กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว (เมื่อมีการประกาศใช้)

5.3 การบันทึกบัญชีรายได้ดอกเบี้ย

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีรายได้ดอกเบี้ยของลูกหนี้ทั้งที่จัดประเภทรายการเป็นเงินให้สินเชื่อและเป็นเงินลงทุนในลักษณะเดี่ยวกับเงินให้สินเชื่อทั่วไป ตามหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม ที่กําหนดในหมวด 5 ของประกาศฉบับนี้

หมวด 4

การแปลงค่ําเงินสกุลต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท

1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท

2. การแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท

2.1 รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันที (Spot position)

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแปลงค่า (1) รายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกรายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันที (Spot position) และ (2) งบการเงินของกิจการในต่างประเทศที่จะนํามารวมในการจัดทํางบการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ (3) ข้อมูลในชุดข้อมูลสถาบันการเงิน (ข้อมูล Financial Institution (F)) ที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันทีในการจัดทํารายงานทุกแบบรายงานที่ต้องนําส่งธนาคารแห่งประเทศไทยทุกวันสิ้นเดือน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถัวเฉลี่ยเงินโอน (Average buying rates - transfer) และอัตราขายถัวเฉลี่ย (Average selling rates) ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน ทั้งนี้

ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลอัตราซื้อถัวเฉลี่ยเงินโอนและอัตราขายถัวเฉลี่ย สําหรับสกุลเงินใด ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้อัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายในส่วนของอัตราในตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้คํานวณเป็นอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศนั้นต่อสกุลเงินบาทไว้แล้วที่เผยแพร่ในเว็บไชต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน

ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจทําธุรกรรมด้วยสกุลเงินต่างประเทศอื่นนอกเหนือจากที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแปลงค่ารายการเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนไขว้ (Cross rate) โดยดรงจากตลาดต่างประเทศที่เชื่อถือได้ เช่น Thomson Reuters, Bloomberg และ Telerate แล้วจึงแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถั่วเฉลี่ยเงินโอนและอัตรขายถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน

ทั้งนี้ การใช้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนจากตลาดต่างประเทศดังกล่าวต้องเลือกใช้อย่างสม่ําเสมอ และมีหลักฐานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบได้

2.2 รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแปลงค่าฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในการปิดบัญชีทุกสิ้นเดือน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสําหรับระยะเวลาคงเหลือของฐานะหรือสัญญาดังกล่าว ซึ่งจะคิดลดเป็นมูลคําปัจจุบันหรือไม่ก็ได้

สําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว

ข้างต้นในการคํานวณฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีหรือแนวปฏิบัติทางการบัญชีที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนด ดังนี้

2.2.1 ส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward contract) ให้ใช้วิธีการ Premium / Discount amortization

2.2.2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าใน Banking book ให้ใช้วิธี Spot transaction

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการประกาศใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่องเครื่องมือทางการเงิน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินดังกล่าว

2.3 รายการที่เป็นตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรายการที่เป็นตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศยกเว้นที่กล่าวในข้อ 2.2 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจประเมินมูลค่ายุติธรรมของตราสารดังกล่าวตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ของสภาวิชาชีพบัญชี

3. การรับรู้ผลกําไรหรือขาดทุนจากการแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21 เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ของสภาวิชาชีพบัญชี

หมวด 5

การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมและเงินค่างวดจากการให้เช่าซื้อ

1. เกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมและเงินค่างวดจากการให้เช่าซื้อ

2. หลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีเป็นรายได้

2.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างทุกสิ้นเดือน

2.2 กรณีที่ลูกหนี้ค้างชําระดอกเบี้ยหรือเงินค่างวดเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะบันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามจํานวนเงินที่ได้รับชําระก็ได้

2.3 กรณีที่สถบันการเงินเฉพาะกิจได้รับชําระดอกเบี้ยบางส่วน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนําไปตัดรายการดอกเบี้ยค้างรับที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับรู้เป็นรายได้แล้วในบัญชีแล้วจึงนําไปตัดดอกเบี้ยค้างรับที่ยังไม่บันทึกบัญชีเป็นรายได้

2.4 กรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้ตามข้อ 4 แล้วสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะสามารถบันทีกบัญชีเป็นรายได้ตามเกณฑ์คงค้างได้ใหม่ เมื่อลูกหนี้ได้ชําระต้นเงินและดอกเบี้ยที่รับรู้เป็นรายได้แล้ว และที่ยังไม่บันทึกบัญชีเป็นรายได้ หรือเงินค่างวดที่ค้างชําระทั้งหมดแล้ว

3. การบันทึกบัญชีรายได้สําหรับการให้เช่าซื้อ

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีรายได้จากการให้เช่าซื้อ โดยคํานวณตามวิธีที่กําหนด ในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

4. การระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจระงับการบันทึกบัญชีเป็นรายได้ และบันทึกยกเลิกรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม หรือเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินค่างวดจากการให้เช่าซื้อของลูกหนี้ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้แล้วตามข้อ 2 และข้อ 3 ออกจากบัญชี เมื่อลูกหนี้ค้างชําระหรือมีลักษณะดังต่อไปนี้

4.1 เมื่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืม หรือลูกหนี้ที่เกิดจากการค้ําประกัน หรือลูกหนี้ที่เกิดจากการรับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน ค้างชําระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 3 เดือนนับแต่วันครบกําหนดชําระ

4.2 เมื่อลูกหนี้เป็นเงินเบิกเกินบัญชีที่ไม่มีวงเงิน หรือถูกยกเลิกวงเงิน หรือมีวงเงินตามสัญญาแต่ยอดหนี้เกินวงเงิน มียอดดอกเบี้ยค้างชําระโดยไม่มีเม็ดเงินนําเข้าบัญชีเพื่อชําระดอกเบี้ยเกินกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่เริ่มค้างชําระดอกเบี้ย หรือมีเม็ดเงินนําเข้าบัญชีเพื่อชําระดอกเบี้ยเป็นบางส่วนแต่ดอกเบี้ยคงค้างยังเกินกว่า 3 เดือน

4.3 เมื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ ค้างชําระเงินค่างวดเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 3 เดือนนับแต่วันครบกําหนดชําระ

4.4 เมื่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืม หรือลูกหนี้ที่เกิดจากการค้ําประกัน หรือลูกหนี้ที่เกิดจากการรับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน หรือลูกหนี้ที่เกิดจากการค้ําประกัน หรือลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อค้างชําระเงินค่างวด เป็นระยะเวลารวมกันไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันครบกําหนดชําระแต่ถูกจัดชั้นเป็นประเภทสินทรัพย์จัดชั้นสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

ตัวอย่างการนับระยะเวลาการบันทึกรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้และการบันทึกยกเลิกรายการดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้แล้วออกจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง แสดงไว้ในเอกสารแนบ 2

หมวด 6

การซื้อขายตั๋วเงิน และ ธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade finance)

1. ในหมวดนี้

"ตั๋วเงิน" หมายความว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน แต่ไม่รวมถึงตั๋วเงินที่ออกเพื่อการระดมทุนทั่วไป ตามที่กําหนดในข้อ 2.1 ของหมวด 2 เงินลงทุน

2. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการซื้อขายตั๋วเงิน และธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade finance)

3. การบันทึกบัญชีสําหรับการรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน และธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade finance) โดยการรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดเอกสารตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีเป็นเงินให้กู้ยืมแก่ลูกหนี้ตามหลักการของมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดเป็นอย่างอื่น

4. การบันทึกบัญชีสําหรับการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงิน

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง สําหรับการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงินที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับซื้อ ซื้อลด รับช่วงซื้อลดไว้

ทั้งนี้ หากเป็นกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงินโดยผู้ซื้อมีสิทธิไล่เบี้ย ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเปิดเผยยอดคงค้างจากการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงินดังกล่าวไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินในส่วนของหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้า นอกจากนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจควรคํานึงถึงภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากรายการดังกล่าว และปฏิบัติตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ของสภาวิชาชีพบัญชี

หมวด 7

หนี้สูญได้รับคืน

1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีรายการหนี้สูญได้รับคืนของลูกหนี้ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในภายหลังจากการตัดจําหน่ายลูกหนี้เป็นสูญไปแล้ว ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

2. การบันทึกบัญชีหนี้สูญได้รับคืน

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกหนี้สูญได้รับคืนดังกล่าวข้างต้นเป็นรายได้เท่าที่ได้รับชําระเงินแล้วเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักความระมัดระวัง (Conservatism) และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หากผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาว่าหนี้สูญที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนั้น สามารถรับรู้รายได้ได้ตามหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ ที่กําหนดในกรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงินของสภาวิชาชีพบัญชี ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบันทึกรายการหนี้สูญได้รับคืนดังกล่าวเป็นรายได้ได้ทันที

หมวด 8

การนําส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดิน และการจ่ายเงินปันผล

การนําส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดิน และการจ่ายเงินปันผล ขอให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายจัดตั้งและตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกําหนด

อื่นๆ - 5.วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ถือปฏิบัติกับงบการเงินที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2559

(นายวิรไท สันติประภพ)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 17/2559 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_eac6bdf6c877edba

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com