法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
35
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย

พ.ศ. 2554

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 37 (2) และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ครั้งที่ 12/2553 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2554”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(1) ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

(2) ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในประกาศนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

“บริษัท” หมายความว่า บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย และหมายความรวมถึงสาขาของบริษัทประกันวินาศภัยต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย

“สถาบันการเงิน” หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

“ตราสารหนี้” หมายความว่า ตราสารที่แสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสด หรือสินทรัพย์อื่น ให้แก่ผู้ถือตราสารตามจํานวนและเงื่อนไขที่ได้กําหนดไว้โดยชัดเจนหรือโดยปริยาย ได้แก่ พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือตราสารหนี้ประเภทอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“ตราสารทุน” หมายความว่า ตราสารที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของในส่วนได้เสียคงเหลือของกิจการที่ไปลงทุน ได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR) ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นสามัญ (DR) หน่วยลงทุน หรือตราสารทุนประเภทอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“ตราสารอนุพันธ์” หมายความว่า ตราสารทางการเงินที่มูลค่าของตราสารและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าอ้างอิง และหมายความรวมถึง สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

“สลากออมทรัพย์” หมายความว่า สลากระดมเงินออมที่ออกโดยธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น มีการจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยเมื่อครบกําหนด และมีสิทธิได้รับรางวัลเป็นงวด

“ตลาดตราสารหนี้” หมายความว่า ตลาดตราสารหนี้ภายใต้การกํากับดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” หมายความรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

“ตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ” หมายความว่า ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของหน่วยงานการกํากับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) หรือที่เป็นสมาชิกของ World Federation of Exchanges (WFE)

“สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” หมายความว่า สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยซึ่งได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน” หมายความว่า บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามประกาศสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินและผู้ประเมินหลัก เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะ

“ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” หมายความว่า ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพบัญชี

“มาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป” หมายความว่า มาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน และแนวปฏิบัติทางบัญชี ที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศกําหนด

“ระยะเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ําหนักของตราสารหนี้ (duration)” หมายความว่า จํานวนปีที่ผู้ถือจะได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืน โดยถ่วงน้ําหนักด้วยสัดส่วนของมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่ได้รับในแต่ละงวด

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ความหมายหรือคํานิยามของรายการสินทรัพย์และหนี้สิน นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้ในหมวดนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป และในกรณีที่มาตรฐานการบัญชีไม่ได้กําหนดคํานิยามดังกล่าวไว้ ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ตราสารหนี้ ให้ประเมินราคาตามวิธีการและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ตราสารหนี้จดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีสภาพคล่องสูง (high liquidity) ให้ใช้ราคา ณ สิ้นวันประเมินที่เผยแพร่โดยหน่วยงาน ดังต่อไปนี้

(ก) ตราสารหนี้จดทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้ใช้ราคาที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ (clean price) ที่เผยแพร่โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือหน่วยงานที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์รับรอง

(ข) ตราสารหนี้จดทะเบียนในตลาดตราสารหนี้ให้ใช้ราคาเสนอซื้อล่าสุด (current bid price) ที่เผยแพร่โดยตลาดตราสารหนี้

กรณีตราสารหนี้จดทะเบียนตาม (ก) และ (ข) ให้ใช้ราคาตาม (ก)

(2) ตราสารหนี้จดทะเบียนในประเทศไทยที่ไม่มีการซื้อขายในช่วงระยะเวลาสิบห้าวันทําการย้อนหลัง ให้ใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้แบบจําลอง (pricing model) ดังต่อไปนี้

(ก) ให้คิดลดด้วยอัตราที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ อย่างสม่ําเสมอ

1) ประมาณมูลค่าโดยใช้วิธีการเทียบเคียงกับอัตราผลตอบแทนจากการซื้อขายในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยหรือในตลาดตราสารหนี้ หรืออัตราผลตอบแทนซื้อจากบริษัทผู้เสนอซื้อขายในระยะเวลาประเมินครั้งล่าสุดไม่เกินสิบห้าวันทําการ สําหรับตราสารหนี้ที่มีประเภทอันดับเครดิตหรือระยะเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ําหนักของตราสารหนี้ ที่เท่ากันหรือคล้ายคลึงกัน กับตราสารหนี้ที่จะประเมินมูลค่ายุติธรรม (comparative bond method) ทั้งนี้ โดยต้องคํานึงถึงสภาพคล่องของตราสารหนี้ดังกล่าวด้วย หรือ

2) ประมาณมูลค่าโดยใช้วิธีการเทียบเคียงกับอัตราผลตอบแทนอ้างอิง (reference yield curve method) ที่เผยแพร่โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ที่มีระยะเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ําหนักของตราสารหนี้ ที่เท่ากันหรือคล้ายคลึงกันกับตราสารหนี้ที่จะประเมินมูลค่ายุติธรรม หรือ

3) ประมาณมูลค่าโดยใช้อัตราคิดลดเป็นอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ไม่มีดอกเบี้ย (zero coupon yield) ที่เผยแพร่โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยโดยบวกค่าชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk premium) ที่เหมาะสม

บริษัทจะเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่แสดงให้สํานักงานเชื่อได้ว่ามูลค่าที่ประมาณได้จากหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่เดิมไม่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของมูลค่ายุติธรรมของตราสารหนี้นั้น

(ข) ตราสารหนี้ที่มีหรืออาจมีปัญหาในด้านฐานะการเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่หยุดชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นการชั่วคราวหรือปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประมาณมูลค่ายุติธรรมโดยใช้วิธีประมาณค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงให้สะท้อนราคาตลาดของสินทรัพย์และหนี้สิน (adjusted book value method) หรือมูลค่าชําระบัญชี (liquidation value)

(ค) ห้ามมิให้ประเมินราคาตราสารหนี้ที่ครบกําหนดชําระเงินต้น และถูกปฏิเสธการจ่ายเงินต้น หรือผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิด

(3) ตราสารหนี้จดทะเบียนในตลาดต่างประเทศให้ใช้ราคา ที่เผยแพร่โดย Bloomberg Reuters, Telerate หรือ Euroclear

(4) ตราสารหนี้นอกจาก (1) (2) และ (3) ให้ใช้ราคาที่ประเมินด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังต่อไปนี้ อย่างสม่ําเสมอ

(ก) เทคนิคประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้แบบจําลอง ตาม (2) หรือ

(ข) ราคาทุนตัดจําหน่ายโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (effective interest rate) หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า

ทั้งนี้ หากตราสารหนี้ดังกล่าวมีระยะเวลาครบกําหนดไม่เกินหนึ่งปีนับจากวันที่ออก ให้ประเมินราคาด้วยราคาทุนโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ตราสารทุน ให้ประเมินราคาตามวิธีการและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีการซื้อขาย ณ วันประเมินราคา ให้ใช้ราคาเสนอซื้อ (bid price) ณ สิ้นวันประเมิน ที่เผยแพร่โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

(2) ตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่มีการซื้อขาย ณ วันประเมินราคา ให้ใช้ราคาเสนอซื้อล่าสุด แต่ไม่เกินสิบห้าวันทําการย้อนหลัง

(3) ตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไม่มีการซื้อขายภายในสิบห้าวันทําการย้อนหลัง ให้ใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ อย่างสม่ําเสมอ

(ก) วิธีการคิดลดกระแสเงินสด โดยประมาณการกระแสเงินสดจากมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการจําหน่ายตราสารทุน หรือจากเงินปันผล หรือผลตอบแทนอื่นที่คาดว่าผู้ถือหุ้นจะได้รับ และให้ใช้อัตราคิดลดจากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ไม่มีดอกเบี้ยที่เผยแพร่โดยสมาคมตราสารหนี้ไทย โดยบวกค่าชดเชยความเสี่ยง (risk premium) ที่เหมาะสม หรือ

(ข) วิธีการเทียบเคียงอัตราส่วนตราสารทุนที่มี ชนิด ประเภท และลักษณะสําคัญ (feature) เป็นอย่างเดียวกัน ดังต่อไปนี้

1) อัตราส่วนราคาต่อกําไรสุทธิต่อหุ้น (price/earning ratio) หรือ

2) อัตราส่วนมูลค่าบริษัทต่อกําไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจําหน่าย (enterprise value/earnings before interest, tax, depreciation and amortization ratio) หรือ

3) อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (price/book value ratio) หรือ

4) อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหุ้น (price/net asset value ratio)

(ค) ใช้ราคาเฉลี่ยของราคาเสนอซื้อล่าสุด ณ วันประเมินราคาที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทหลักทรัพย์ไม่ต่ํากว่าสามราย หรือ

(ง) วิธีการเทียบเคียงกับการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงเวลาเดียวกันของตราสารทุนที่มีชนิด ประเภท และลักษณะสําคัญ เป็นอย่างเดียวกันที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกับดัชนีราคาหมวดอุตสาหกรรมเดียวกันของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัทจะเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่แสดงให้สํานักงานเชื่อได้ว่ามูลค่าที่ประมาณได้จากวิธีการที่ใช้อยู่เดิมไม่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนนั้น

(4) ตราสารทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว แต่อยู่ในระหว่างการขอจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป (initial public offering : IPO)

(5) ตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้ใช้ราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินที่เผยแพร่โดยตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ

(6) ตราสารทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ไม่มีการซื้อขายภายในสิบห้าวันทําการย้อนหลัง ให้ใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมตาม (3) โดยอนุโลม

(7) ตราสารทุนที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้ใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมตาม (3) โดยอนุโลม เว้นแต่

(ก) ตราสารทุนประเภทหน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาโดยใช้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ของกองทุนรวม ณ สิ้นวันประเมินราคา กรณีไม่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย ณ สิ้นวันประเมินราคา ให้ใช้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย ล่าสุดก่อนวันประเมินราคา

(ข) ตราสารทุนประเภทใบสําคัญแสดงสิทธิ (warrant) ที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาโดยใช้วิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ อย่างสม่ําเสมอ

1) ใช้ราคาหลักทรัพย์ที่จะได้รับจากการใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์การประเมินที่กําหนดไว้ใน (1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) หักด้วย ราคาในการใช้สิทธิ (strike price) ทั้งนี้ ราคาของใบสําคัญแสดงสิทธิที่คํานวณด้วยวิธีดังกล่าวจะต้องไม่ต่ํากว่าศูนย์ หรือ

2) ใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาด ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคนิคที่ให้ราคาที่เชื่อถือได้โดยมีการซื้อขายกันจริงในตลาด และสํานักงานยอมรับ

(ค) ตราสารทุนประเภทหุ้นสามัญของ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ให้ประเมินราคาโดยใช้มูลค่าทางบัญชีโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ สลากออมทรัพย์ ให้ประเมินราคาด้วยเทคนิคการประเมินมูลค่าโดยการคิดลดกระแสเงินสดโดยไม่ให้คํานึงถึงส่วนประกอบของเงินรางวัลที่ไม่แน่นอนว่าจะได้รับในอนาคต หรือให้ใช้ราคาตรา (face value) โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น ให้ประเมินราคา ดังต่อไปนี้

(1) เงินให้กู้ยืม ให้ใช้ราคาทุนตัดจําหน่ายโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า หรือใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยการคิดลดกระแสเงินสด (discounted cash flow) ซึ่งเมื่อเลือกใช้วิธีใดแล้วให้ใช้วิธีนั้นอย่างสม่ําเสมอ

(2) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น ให้ใช้ราคาที่ประเมินตามวิธีการวัดมูลค่าที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า

(3) ค่าเผื่อการด้อยค่าตาม (1) และ (2) ให้พิจารณาตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

(ก) รายการหรือกลุ่มของรายการเงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น จะมีการด้อยค่าและเกิดขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อมีหลักฐานว่ามีการลดลงในประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตของรายการหรือกลุ่มของรายการดังกล่าว ซึ่งสามารถประมาณการได้อย่างน่าเชื่อถือ

(ข) หากเป็นรายการที่มีนัยสําคัญให้พิจารณาการด้อยค่าของแต่ละรายการ หากเป็นรายการที่ไม่มีนัยสําคัญ อาจพิจารณาการด้อยค่าของแต่ละรายการหรือเป็นกลุ่มก็ได้

(ค) หากบริษัทพิจารณารายการทั้งที่มีนัยสําคัญและไม่มีนัยสําคัญแต่ละรายการแล้วเห็นว่าไม่มีการลดลงในประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต ให้ประเมินการด้อยค่าของสินทรัพย์เป็นรายกลุ่ม โดยรวมรายการที่มีลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตที่เหมือนกันเพื่อนํามาประเมินการด้อยค่าโดยรวมอีกครั้ง

(ง) รายการเงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่นซึ่งถูกประเมินด้อยค่าเป็นแต่ละรายการและรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าแล้ว รายการนั้นจะไม่ถูกรวมอยู่ในการประเมินการด้อยค่าเป็นกลุ่ม

(จ) ภายหลังจากการพิจารณาการด้อยค่าตามวิธีการใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) แล้ว รายการตาม (1) และ (2) ต้องมีมูลค่าไม่เกินกําหนด ดังต่อไปนี้

1) เงินให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน

ก) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือนแต่ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละแปดสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ

ข) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ

ค) ในกรณีที่มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินครบถ้วนตามข้อตกลงประนอมหนี้ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหกงวด หรือรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้พิจารณาค่าเผื่อการด้อยค่าตามวิธีการใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) หากลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อตกลงประนอมหนี้เป็นระยะเวลาเกินสองเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมรวมดอกเบี้ยค้างชําระตาม 1) ข)

ง) ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันตาม 1) ก), 1) ข) หรือ 1) ค) ให้ใช้มูลค่าที่ประเมินโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่ทําการประเมินไม่เกินสามสิบหกเดือนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และหักค่าเผื่อการด้อยค่า ซึ่งบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท หากไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่มีราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน

2) เงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

ก) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย ตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน แต่ไม่เกินสิบสองเดือน นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละเก้าสิบของมูลค่าหลักทรัพย์ ณ วันที่ทําการประเมินราคาซึ่งประเมินตามหลักเกณฑ์ในข้อ 6 หรือข้อ 7 ตามประเภทของหลักทรัพย์ ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ

ข) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสิบสองเดือนขึ้นไป นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่ามูลค่าเงินให้กู้ยืมรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมดเต็มจํานวน

3) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ และเงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน

ก) ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าผิดสัญญาเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน แต่ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินลงทุนดังกล่าวหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละเก้าสิบของมูลค่าเงินลงทุนคงค้าง

ข) ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าผิดสัญญาเป็นระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน

4) เงินให้กู้ยืมนอกจาก 1) 2) และ 3) ที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน

5) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวนเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

ก) ค้างชําระดอกเบี้ยเกินสามเดือนขึ้นไปนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระ

ข) ครบกําหนดชําระเงินต้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

ค) ผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ

6) ดอกเบี้ยค้างรับอื่นนอกจาก 5) และรายได้จากการลงทุนค้างรับอื่นที่ค้างรับเกินสามเดือนนับแต่วันครบกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน

7) ลูกหนี้จากการขายตราสารหนี้ ตราสารทุน และสลากออมทรัพย์ที่ไม่ได้รับชําระภายในวันครบกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน

8) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยรถยนต์

ก) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า

ข) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินหกสิบวัน แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า

ค) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินเก้าสิบวันขึ้นไปนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน

9) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยประเภทอื่นนอกเหนือจากการประกันภัยรถยนต์ ยกเว้นการประกันภัยทางทะเล และการทําสัญญาประกันภัยกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การระหว่างประเทศ

ก) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละแปดสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า

ข) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินหกสิบวัน แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละหกสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า

ค) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินเก้าสิบวันขึ้นไปนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ตราสารอนุพันธ์รวมถึงตราสารอนุพันธ์ที่แฝงอยู่ในตราสารหนี้หรือตราสารทุนให้ประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมตามราคาตลาด ในกรณีที่ไม่มีราคาตลาดให้กําหนดมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคนิคที่ให้ราคาที่เชื่อถือได้โดยมีการซื้อขายกันจริงในตลาด และสํานักงานยอมรับ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เงินสด เงินฝากสถาบันการเงิน ใบรับฝากเงิน และบัตรเงินฝาก (negotiable certificate of deposit)

(1) เงินสด ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่มีอยู่

(2) เงินฝากสถาบันการเงิน และใบรับฝากเงินให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินที่ฝากไว้ และบัตรเงินฝากให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจําหน่าย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ที่ดิน อาคาร และอาคารชุดที่ใช้เป็นสถานที่สําหรับประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รอการขาย รวมถึงเงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่าที่ประเมินโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่ทําการประเมินไม่เกินสามสิบหกเดือน หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และหักค่าเผื่อการด้อยค่า และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท หากไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่มีราคาประเมิน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทมิได้จําหน่ายภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ในมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่าที่ประเมินโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่ทําการประเมินไม่เกินสามสิบหกเดือน หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และหักค่าเผื่อการด้อยค่า และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท หากไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่มีราคาประเมิน

ทั้งนี้ ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าตามวรรคหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผันตามมาตรา 33 วรรคสอง ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละยี่สิบของมูลค่าจากการประเมินในข้อ 13 หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(2) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสองปี แต่ไม่เกินสามปี นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผันตามมาตรา 33 วรรคสอง ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละสี่สิบของมูลค่าจากการประเมินในข้อ 13 หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(3) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสามปี แต่ไม่เกินสี่ปี นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผันตามมาตรา 33 วรรคสอง ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละห้าสิบห้าของมูลค่าจากการประเมินในข้อ 13 หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(4) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสี่ปีขึ้นไป นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผันตามมาตรา 33 วรรคสอง ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละเจ็ดสิบของมูลค่าจากการประเมินในข้อ 13 หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสม

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทได้มาหรือมีอยู่โดยไม่เป็นไปตาม มาตรา 31 (10) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่าที่ประเมินโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่ทําการประเมินไม่เกินสามสิบหกเดือน หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และหักค่าเผื่อการด้อยค่า และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท หากไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่มีราคาประเมิน

ทั้งนี้ ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าตามวรรคแรก ดังต่อไปนี้

(1) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี นับแต่วันได้มา ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละยี่สิบของมูลค่าจากการประเมิน ในข้อ 14 ก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(2) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสองปี แต่ไม่เกินสามปี นับแต่วันได้มา ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละสี่สิบของมูลค่าจากการประเมิน ในข้อ 14 ก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(3) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสามปี แต่ไม่เกินสี่ปี นับแต่วันได้มา ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละห้าสิบห้าของมูลค่าจากการประเมิน ในข้อ 14 ก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสม

(4) กรณีที่บริษัทไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้จนพ้นกําหนดสี่ปีขึ้นไป นับแต่วันได้มา ให้หักค่าเผื่อการด้อยค่าร้อยละเจ็ดสิบของมูลค่าจากการประเมินในข้อ 14 ก่อนหักค่าเสื่อมราคาสะสม

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) สํารองประกันภัยส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในหมวด 3 การประเมินราคาหนี้สิน

(2) สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อนอกจาก (1) ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่าตามสัญญาประกันภัยต่อหักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า

(3) ค่าเผื่อการด้อยค่าตาม (2) ให้พิจารณาจาก

(ก) หลักฐานที่ปรากฏอย่างชัดเจน ที่ทําให้บริษัทอาจไม่ได้รับจํานวนเงินทั้งหมดตามเงื่อนไขของสัญญา และ

(ข) ผลกระทบที่สามารถวัดเป็นจํานวนเงินได้อย่างน่าเชื่อถือ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ทรัพย์สินใดที่ไม่ได้กําหนดวิธีการประเมินราคาไว้ตามประกาศนี้ ให้บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวตามวิธีการรับรู้และวัดมูลค่าตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป เว้นแต่

(1) สินทรัพย์ที่ใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการที่ผู้ยืมไม่สามารถส่งมอบหลักทรัพย์คืนได้อันเกิดขึ้นจากธุรกรรมการยืมหลักทรัพย์เฉพาะในกรณีที่บริษัทเป็นผู้ให้ยืม ยังมิให้ประเมินเป็นสินทรัพย์ของบริษัท

(2) สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (deferred tax asset) ยังมิให้ประเมินเป็นสินทรัพย์ของบริษัท

(3) สิทธิเรียกร้องค่าเบี้ยประกันภัยที่บริษัทได้รับโอนจากผู้เอาประกันภัยที่ทําประกันภัยไว้กับบริษัทที่ล้มละลาย หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยให้ประเมินราคาตามจํานวนเบี้ยประกันภัยที่บริษัทในฐานะผู้รับโอนมีสิทธิได้รับจากผู้ชําระบัญชี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือกองทุนประกันวินาศภัย แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งล้านบาทต่อผู้เอาประกันภัยแต่ละราย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การประเมินราคาหนี้สินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในหมวดนี้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การประเมินมูลค่าสํารองประกันภัยสําหรับการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรง การประกันภัยอุบัติเหตุ หรือการประกันสุขภาพ ที่มีระยะเวลาของสัญญาเกินกว่าหนึ่งปี หรือสัญญาที่มีการรับรองการต่ออายุอัตโนมัติ (guarantee automatic renewal) ซึ่งบริษัทไม่สามารถบอกเลิกสัญญา และไม่สามารถปรับเพิ่มหรือลดเบี้ยประกันภัย รวมถึงเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ใด ๆ ตลอดอายุสัญญา โดยกรมธรรม์ประกันภัยที่มีลักษณะดังกล่าวมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับมากกว่าร้อยละห้าของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมดของบริษัท ณ วันประเมิน ให้นําหลักเกณฑ์ วิธีการประเมินมูลค่าสํารองประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันชีวิตมาใช้โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การประเมินมูลค่าสํารองสําหรับการประกันภัยประเภทอื่นนอกจากข้อ 18 ให้เป็นไปตามข้อ 20 ข้อ 21 ข้อ 22 ข้อ 23 ข้อ 24 ข้อ 25 และข้อ 26 แห่งประกาศนี้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ก่อนการเอาประกันภัยต่อ (gross unearned premium reserve) ให้บริษัทประเมินราคาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ก่อนการเอาประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยขนส่งเฉพาะเที่ยว การประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทางที่มีระยะเวลาคุ้มครองไม่เกินหกเดือน ให้คํานวณจากร้อยละร้อยของเบี้ยประกันภัยรับ ตั้งแต่วันที่กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มมีผลคุ้มครอง ตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังคงให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย หักด้วยค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าตามอัตราที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกําหนด

(2) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ก่อนการเอาประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยอิสรภาพ ให้คํานวณจากร้อยละเจ็ดสิบของเบี้ยประกันภัยรับ ตั้งแต่วันที่กรมธรรม์ประกันภัยเริ่มมีผลคุ้มครอง ตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังคงให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย หักด้วยค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าตามอัตราที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกําหนด

(3) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ก่อนการเอาประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยประเภทอื่นนอกจาก (1) และ (2) ให้คํานวณจากเบี้ยประกันภัยรับตามระยะเวลาคุ้มครองด้วยวิธีเฉลี่ยรายเดือน (วิธี 1/24th system) หรือวิธีเฉลี่ยรายวัน (วิธี 1/365th system) หักด้วยค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าตามอัตราที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกําหนด

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ ให้บริษัทประเมินราคาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยขนส่งเฉพาะเที่ยว การประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทางที่มีระยะเวลาคุ้มครองไม่เกินหกเดือน ให้คํานวณจากร้อยละร้อยของเบี้ยประกันภัยต่อนับแต่วันเริ่มคุ้มครอง ตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังคงให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย หักด้วยค่าบําเหน็จการประกันภัยต่อตามอัตราที่บริษัทได้รับแต่ต้องไม่เกินอัตราค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าที่ใช้ในการคํานวณตามข้อ 20 (1)

(2) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยอิสรภาพ ให้คํานวณจากร้อยละเจ็ดสิบของเบี้ยประกันภัยต่อนับแต่วันเริ่มคุ้มครอง ตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังคงให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย หักด้วยค่าบําเหน็จการประกันภัยต่อตามอัตราที่บริษัทได้รับแต่ต้องไม่เกินอัตราค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าที่ใช้ในการคํานวณตามข้อ 20 (2)

(3) สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ สําหรับการประกันภัยประเภทอื่นนอกจาก (1) และ (2) ให้คํานวณจากเบี้ยประกันภัยต่อตามระยะเวลาคุ้มครองด้วยวิธีเฉลี่ยรายเดือน (วิธี 1/24th system) หรือวิธีเฉลี่ยรายวัน (วิธี 1/365th system) หักด้วยค่าบําเหน็จการประกันภัยต่อตามอัตราที่บริษัทได้รับแต่ต้องไม่เกินอัตราค่าบําเหน็จสําหรับตัวแทนและนายหน้าที่ใช้ในการคํานวณตามข้อ 20 (3)

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ สํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้สุทธิหลังการเอาประกันภัยต่อ (net unearned premium reserve) ให้ประเมินราคาโดยคํานวณจากสํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ก่อนการเอาประกันภัยต่อ หักด้วยสํารองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ ที่คํานวณได้ตามข้อ 20 และข้อ 21

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ สํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดก่อนการเอาประกันภัยต่อ (gross unexpired risk reserve) และสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดสุทธิหลังการเอาประกันภัยต่อ (net unexpired risk reserve) ให้ประเมินราคาด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยพิจารณาจาก

(1) ค่าประมาณการที่ดีที่สุดของค่าสินไหมทดแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเอาประกันภัยที่เหลืออยู่นับจากวันประเมิน ทั้งนี้ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการกรมธรรม์ประกันภัยและจากการจัดการค่าสินไหมทดแทนนั้น และ

(2) ค่าเผื่อความผันผวน (provision for adverse deviation : PAD) สําหรับสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุด ตามค่าเผื่อความผันผวน ณ ระดับความเชื่อมั่นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เจ็ดสิบห้า ที่กําหนดในข้อ 27

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ สํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อให้ประเมินราคา โดยคํานวณจากสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดก่อนการเอาประกันภัยต่อ หักด้วยสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดสุทธิหลังการเอาประกันภัยต่อ ที่คํานวณได้ตามข้อ 23

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ สํารองค่าสินไหมทดแทน (claim liability reserve) ให้ประเมินราคาโดยคํานวณจากสํารองค่าสินไหมทดแทนก่อนการเอาประกันภัยต่อ (gross claim liability reserve) และสํารองค่าสินไหมทดแทนสุทธิหลังการเอาประกันภัยต่อ (net claim liability reserve) ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัย เช่น วิธี Chain Ladder วิธี Bornhuetter – Ferguson เป็นต้น โดยพิจารณาจาก

(1) ค่าประมาณการที่ดีที่สุดของค่าสินไหมทดแทนที่คาดว่าจะจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยในอนาคต สําหรับรายการความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วก่อนหรือ ณ วันประเมิน (ไม่รวมค่าสินไหมทดแทนที่ได้จ่ายไปแล้วก่อนหน้าวันประเมิน) ทั้งจากรายการความสูญเสียที่บริษัทได้รับรายงานแล้วและยังไม่ได้รับรายงาน ทั้งนี้ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดการค่าสินไหมทดแทนนั้นด้วย และ

(2) ค่าเผื่อความผันผวน สําหรับสํารองค่าสินไหมทดแทน ตามค่าเผื่อความผันผวน ณ ระดับความเชื่อมั่นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เจ็ดสิบห้า ที่กําหนดในข้อ 27

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ สํารองค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เรียกคืนจากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาโดยคํานวณจากสํารองค่าสินไหมทดแทนก่อนการเอาประกันภัยต่อ หักด้วยสํารองค่าสินไหมทดแทนสุทธิหลังการเอาประกันภัยต่อ ที่คํานวณได้ตามข้อ 25

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ค่าเผื่อความผันผวน ณ ระดับความเชื่อมั่นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เจ็ดสิบห้า สําหรับสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดและสําหรับสํารองค่าสินไหมทดแทนคิดเป็นร้อยละของค่าประมาณการที่ดีที่สุดของสํารองสําหรับความเสี่ยงภัยที่ยังไม่สิ้นสุดและสํารองค่าสินไหมทดแทนซึ่งกําหนดไว้ ดังต่อไปนี้

| ประเภทการประกันภัย | ค่าเผื่อความผันผวน ณ ระดับความเชื่อมั่นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เจ็ดสิบห้า |

| --- | --- |

| อัคคีภัย | ร้อยละยี่สิบห้า |

| การประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง | ตัวเรือ | ร้อยละสามสิบ |

| สินค้า | ร้อยละยี่สิบ |

| การประกันภัยรถยนต์ | ภาคบังคับ (รถยนต์) | ร้อยละสิบห้า |

| ภาคบังคับ (รถจักรยานยนต์) | ร้อยละแปด |

| ภาคสมัครใจ | ร้อยละแปด |

| การประกันภัยเบ็ดเตล็ด | ความเสี่ยงภัยทุกชนิด (IAR) | ร้อยละยี่สิบห้า |

| ความรับผิด | ร้อยละสามสิบ |

| วิศวกรรม | ร้อยละยี่สิบ |

| การบิน | ร้อยละสามสิบ |

| อุบัติเหตุส่วนบุคคล และสุขภาพ | ร้อยละสิบห้า |

| ทรัพย์สิน (property) | ร้อยละยี่สิบ |

| การเงิน | ร้อยละสามสิบ |

| การเดินทาง | ร้อยละสิบห้า |

| อื่น ๆ | ร้อยละสามสิบ |

| การประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรง การประกันภัยอุบัติเหตุ หรือการประกันสุขภาพ ที่มีระยะเวลาของสัญญาเกินกว่าหนึ่งปีหรือสัญญาที่มีการรับรองการต่ออายุอัตโนมัติซึ่งบริษัทประกันภัยไม่สามารถบอกเลิกสัญญา และไม่สามารถปรับเบี้ยประกันภัย รวมถึงเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ใด ๆ ในกรมธรรม์ประกันภัยตลอดอายุสัญญาได้ โดยกรมธรรม์ประกันภัยที่มีลักษณะดังกล่าว มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละห้าของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมดของบริษัท ณ วันประเมิน | ร้อยละสิบ |

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ หนี้สินใดที่ไม่ได้กําหนดวิธีการประเมินราคาไว้ตามประกาศนี้ ให้บริษัทประเมินราคาหนี้สินดังกล่าวตามวิธีการรับรู้และวัดมูลค่าตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป เว้นแต่

(1) ค่านายหน้าค้างจ่ายจากเบี้ยประกันภัยค้างรับที่ไม่ประเมินให้ตามสัดส่วนที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ยังมิให้ประเมินเป็นหนี้สินของบริษัทในสัดส่วนที่เท่ากัน

(2) หนี้สินที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมการยืมหลักทรัพย์เฉพาะในกรณีที่บริษัทเป็นผู้ให้ยืม ยังมิให้ประเมินเป็นหนี้สินของบริษัท

(3) หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (deferred tax liability) ยังมิให้ประเมินเป็นหนี้สินของบริษัท

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ กรณีที่บริษัทใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน บริษัทจะต้องนําส่งวิธีการหามูลค่าที่บริษัทใช้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินนั้น ๆ พร้อมข้อมูลและสมมุติฐานประกอบการคํานวณซึ่งต้องสามารถแสดงแหล่งที่มาของข้อมูลได้ โดยนําส่งทุกครั้งเมื่อมีการอ้างอิงถึงมูลค่ายุติธรรมด้วยเทคนิคการประเมินของทรัพย์สินนั้น ๆ

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ กรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าบริษัทประเมินมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินใหม่ โดยอาจกําหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงสมมุติฐานหรืออาจให้เปลี่ยนบริษัทผู้ประเมินได้ และส่งผลการประเมินภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การประเมินมูลค่าสํารองประกันภัย ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทนําส่งรายงานการวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องตามแบบและระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ กรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าบริษัทประเมินมูลค่าสํารองประกันภัยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทประเมินมูลค่าสํารองประกันภัยใหม่ หรือให้บริษัทประเมินมูลค่าสํารองใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงสมมุติฐานหรือเปลี่ยนนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเป็นผู้รับรองผลการประเมินได้ และส่งผลการประเมินภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ กรณีที่มีเหตุการณ์การผันผวนอันอาจส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสํารองประกันภัยอย่างรุนแรงจนกระทบฐานะการเงินของบริษัท ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทประเมินมูลค่าสํารองประกันภัยใหม่โดยเปลี่ยนแปลงสมมุติฐานตามที่นายทะเบียนกําหนดเป็นการเฉพาะ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในกรณีที่บริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนด หรือเงื่อนไขใด ๆ ตามประกาศฉบับนี้ ให้นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัท แก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องหรือครบถ้วนสมบูรณ์ หรือประเมินมูลค่าทรัพย์สิน หรือหนี้สินตามที่นายทะเบียนกําหนด

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ เงินให้กู้ยืมตามข้อ 9 (1) ที่บริษัทให้กู้ก่อนวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554 ให้ประเมินราคาตามจํานวนเงินต้นที่ค้างชําระหักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่าตามข้อ 9 (3) โดยอนุโลม

ผู้มีอํานาจลงนาม ๓ ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

ปลัดกระทรวงการคลัง

ประธานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

35 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ec9e0f81e7196321

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com