ข้อ ๙ เงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น ให้ประเมินราคา ดังต่อไปนี้
(1) เงินให้กู้ยืม ให้ใช้ราคาทุนตัดจําหน่ายโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า หรือใช้เทคนิคการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยการคิดลดกระแสเงินสด (discounted cash flow) ซึ่งเมื่อเลือกใช้วิธีใดแล้วให้ใช้วิธีนั้นอย่างสม่ําเสมอ
(2) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น ให้ใช้ราคาที่ประเมินตามวิธีการวัดมูลค่าที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า
(3) ค่าเผื่อการด้อยค่าตาม (1) และ (2) ให้พิจารณาตามวิธีการ ดังต่อไปนี้
(ก) รายการหรือกลุ่มของรายการเงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่น จะมีการด้อยค่าและเกิดขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อมีหลักฐานว่ามีการลดลงในประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตของรายการหรือกลุ่มของรายการดังกล่าว ซึ่งสามารถประมาณการได้อย่างน่าเชื่อถือ
(ข) หากเป็นรายการที่มีนัยสําคัญให้พิจารณาการด้อยค่าของแต่ละรายการ หากเป็นรายการที่ไม่มีนัยสําคัญ อาจพิจารณาการด้อยค่าของแต่ละรายการหรือเป็นกลุ่มก็ได้
(ค) หากบริษัทพิจารณารายการทั้งที่มีนัยสําคัญและไม่มีนัยสําคัญแต่ละรายการแล้วเห็นว่าไม่มีการลดลงในประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต ให้ประเมินการด้อยค่าของสินทรัพย์เป็นรายกลุ่ม โดยรวมรายการที่มีลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตที่เหมือนกันเพื่อนํามาประเมินการด้อยค่าโดยรวมอีกครั้ง
(ง) รายการเงินให้กู้ยืม เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน เบี้ยประกันภัยค้างรับ รายได้จากการลงทุนค้างรับ และลูกหนี้อื่นซึ่งถูกประเมินด้อยค่าเป็นแต่ละรายการและรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าแล้ว รายการนั้นจะไม่ถูกรวมอยู่ในการประเมินการด้อยค่าเป็นกลุ่ม
(จ) ภายหลังจากการพิจารณาการด้อยค่าตามวิธีการใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) แล้ว รายการตาม (1) และ (2) ต้องมีมูลค่าไม่เกินกําหนด ดังต่อไปนี้
1) เงินให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน
ก) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือนแต่ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละแปดสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ
ข) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ
ค) ในกรณีที่มีการทําข้อตกลงประนอมหนี้และลูกหนี้ได้ชําระเงินครบถ้วนตามข้อตกลงประนอมหนี้ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหกงวด หรือรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจํานวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชําระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้พิจารณาค่าเผื่อการด้อยค่าตามวิธีการใน (ก) (ข) (ค) และ (ง) หากลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อตกลงประนอมหนี้เป็นระยะเวลาเกินสองเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมรวมดอกเบี้ยค้างชําระตาม 1) ข)
ง) ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันตาม 1) ก), 1) ข) หรือ 1) ค) ให้ใช้มูลค่าที่ประเมินโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่ทําการประเมินไม่เกินสามสิบหกเดือนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และหักค่าเผื่อการด้อยค่า ซึ่งบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัท หากไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าไม่มีราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน
2) เงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน
ก) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ย ตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน แต่ไม่เกินสิบสองเดือน นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมด หลังหักค่าเผื่อการด้อยค่า ได้ไม่เกินร้อยละเก้าสิบของมูลค่าหลักทรัพย์ ณ วันที่ทําการประเมินราคาซึ่งประเมินตามหลักเกณฑ์ในข้อ 6 หรือข้อ 7 ตามประเภทของหลักทรัพย์ ทั้งนี้ต้องไม่เกินมูลค่าเงินให้กู้ยืมคงค้างรวมดอกเบี้ยค้างชําระ
ข) ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสิบสองเดือนขึ้นไป นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่ามูลค่าเงินให้กู้ยืมรวมดอกเบี้ยค้างชําระทั้งหมดเต็มจํานวน
3) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ และเงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน
ก) ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าผิดสัญญาเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน แต่ไม่เกินหกเดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ประเมินมูลค่าเงินลงทุนดังกล่าวหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละเก้าสิบของมูลค่าเงินลงทุนคงค้าง
ข) ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้เช่าผิดสัญญาเป็นระยะเวลาเกินหกเดือนขึ้นไปนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน
4) เงินให้กู้ยืมนอกจาก 1) 2) และ 3) ที่ลูกหนี้ไม่ชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามข้อกําหนดในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินสามเดือน นับแต่วันถึงกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน
5) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวนเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ก) ค้างชําระดอกเบี้ยเกินสามเดือนขึ้นไปนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระ
ข) ครบกําหนดชําระเงินต้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน
ค) ผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ
6) ดอกเบี้ยค้างรับอื่นนอกจาก 5) และรายได้จากการลงทุนค้างรับอื่นที่ค้างรับเกินสามเดือนนับแต่วันครบกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน
7) ลูกหนี้จากการขายตราสารหนี้ ตราสารทุน และสลากออมทรัพย์ที่ไม่ได้รับชําระภายในวันครบกําหนดชําระ ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน
8) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยรถยนต์
ก) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า
ข) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินหกสิบวัน แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า
ค) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินเก้าสิบวันขึ้นไปนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันภัยรถยนต์ให้ด้อยค่าเต็มจํานวน
9) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยประเภทอื่นนอกเหนือจากการประกันภัยรถยนต์ ยกเว้นการประกันภัยทางทะเล และการทําสัญญาประกันภัยกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การระหว่างประเทศ
ก) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินสามสิบวัน แต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละแปดสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า
ข) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินหกสิบวัน แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน นับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละหกสิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า
ค) ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเก็บเบี้ยประกันภัยเกินเก้าสิบวันขึ้นไปนับแต่วันครบกําหนดชําระตามประกาศนายทะเบียน ว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ให้ประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับคงเหลือหลังหักค่าเผื่อการด้อยค่าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของเบี้ยประกันภัยค้างรับก่อนหักค่าเผื่อการด้อยค่า