法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2550

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
17
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พ.ศ.

๒๕๕๐

โดยที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.

๒๕๔๐

บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้

ประกอบกับเพื่อรักษาความปลอดภัยของเอกสารและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการให้ประชาชนเข้าตรวจดู

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในระเบียบนี้

“ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน” หมายความว่า

ข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของสำนักงาน

“เรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงาน”

หมายความว่า

เอกสารบันทึกการดำเนินการให้ความเห็นทางกฎหมายหรือการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย

ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จสิ้นและกำหนดหมายเลขเรื่องเสร็จนั้นแล้ว

“เลขาธิการ” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้เลขาธิการรักษาการตามระเบียบนี้

และให้มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ให้เลขาธิการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดคำวินิจฉัยนั้นให้เป็นที่สุด

หมวด

คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ให้มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

ประกอบด้วย

(๑) รองเลขาธิการหรือกรรมการร่างกฎหมายประจำ

ซึ่งเลขาธิการมอบหมายเป็นประธานกรรมการ

(๒) ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

หัวหน้าส่วนสารสนเทศ และข้าราชการของสำนักงานที่เลขาธิการมอบหมายอีกจำนวนสามคน

เป็นกรรมการ

ให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลางที่ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลางมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ

และให้มีผู้ช่วยเลขานุการตามความจำเป็น

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดหลักเกณฑ์

หรือมาตรการเกี่ยวกับการบริหาร การจัดระบบการขออนุญาต และการบริการข้อมูลข่าวสาร

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข

และขอบเขตการเปิดเผยเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

(๓)

กำหนดประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ควรจัดเก็บไว้ที่สำนักงาน

หรือส่งไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

(๔) พิจารณาปัญหาหรืออุปสรรค

รวมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบนี้

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่เลขาธิการมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด

จึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

หมวด

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ให้สำนักงานจัดให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

เพื่อเป็นสถานที่สำหรับประชาชนสามารถใช้ในการค้นหาและศึกษาข้อมูลข่าวสารได้สะดวกตามสมควร

และมอบหมายเจ้าหน้าที่ให้รับผิดชอบข้อมูลข่าวสารภายในศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงานจัดทำดัชนีข้อมูลข่าวสารของสำนักงานที่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้เอง

ซึ่งอาจจัดทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเอกสารอื่นใดที่มีความสะดวกในการสืบค้นและมีการควบคุมความปลอดภัยของระบบก็ได้

หมวด

การขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาต

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ผู้ใดประสงค์จะเข้าตรวจดูหรือขอถ่ายสำเนาข้อมูลข่าวสาร

ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือคำขอดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอข้อมูลข่าวสาร

พร้อมเอกสารแสดงตัวบุคคล

(๒) รายละเอียดของข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่เข้าใจได้ตามสมควร

(๓) เหตุผลที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

หรือวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้

(๔) ลายมือชื่อของผู้ขอ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ให้เลขาธิการมอบหมายให้ข้าราชการของสำนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ากรรมการร่างกฎหมายประจำ

เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ตรวจดูหรือให้ทำสำเนาข้อมูลข่าวสาร

ในกรณีที่ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าข้อมูลข่าวสารใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยได้หรือไม่

ให้บุคคลตามวรรคหนึ่งเสนอเรื่องพร้อมความเห็นเบื้องต้นต่อเลขาธิการหรือรองเลขาธิการซึ่งเลขาธิการมอบหมายเพื่อวินิจฉัย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในกรณีที่ผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ ๑๑

มีคำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ให้แจ้งคำสั่งพร้อมเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ

ทั้งนี้ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีคำสั่ง

และแจ้งให้ทราบถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ข้อมูลข่าวสารใดหากมีกฎหมาย ระเบียบ

ประกาศ คำสั่ง

หรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาตไว้เป็นพิเศษ

ให้ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย

หมวด

การบริการข้อมูลข่าวสาร

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

สำนักงานจะอนุญาตให้ตรวจดูข้อมูลข่าวสารของสำนักงานได้แต่ในกรณีที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพที่พร้อมจะให้ได้

และสำนักงานจะไม่อนุญาตในกรณีที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

(๑)

การตรวจหรือขอข้อมูลนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าส่วนตน

หรือเป็นการขอข้อมูลที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

(๒)

เป็นข้อมูลข่าวสารที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ

หรือเป็นเรื่องที่ทางราชการยังไม่เปิดเผยและกำหนดชั้นความลับ

(๓) เป็นข้อมูลข่าวสารที่กระทบถึงประโยชน์ได้เสียของผู้อื่น

(๔) เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

การเข้าค้นคว้าและอ้างอิงข้อมูลในเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงาน

ต้องกระทำภายในขอบเขตและภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑)

เรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องต้องไม่เป็นเรื่องที่มีชั้นความลับ

เว้นแต่มีสภาพเป็นเอกสารประวัติศาสตร์แล้ว

(๒)

การขอทำสำเนารายงานการประชุมที่ไม่มีการรับรองในเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานไม่ว่าโดยวิธีการใด

สำนักงานจะไม่อนุญาต เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นหรือได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ

(๓)

ในกรณีที่สำนักงานอนุญาตให้ค้นคว้าด้วยตนเองจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของสำนักงานหรือเอกสารหรือหนังสืออื่นใด

ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการใช้ห้องสมุดสำหรับบุคคลภายนอก

(๔)

ในกรณีที่ผู้ขอประสงค์ที่จะนำข้อมูลในเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานไปใช้ในการดำเนินคดี

ต้องมีหมายเรียกพยานเอกสารจากศาล

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ในกรณีที่มีคำขอสำเนาและสำนักงานอนุญาตให้ทำสำเนาได้

ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาเอกสารนั้นจัดทำสำเนาหรือสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ยื่นคำขอภายในวันทำการนั้น

ถ้าไม่อาจดำเนินการภายในวันทำการนั้น

ให้แจ้งกำหนดวันและเวลาเพื่อให้ผู้ยื่นคำขอมารับแต่ต้องไม่เกินสิบห้าวันทำการ

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น อาจขยายระยะเวลาออกไปได้แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันทำการ

การจัดทำสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง

ให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานซึ่งรับผิดชอบข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นผู้รับรอง

โดยลงลายมือชื่อ พร้อมทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล และตำแหน่ง ตลอดจนวันเดือนปี ให้ชัดเจน

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาส่งสำเนาข้อมูลข่าวสารทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก็ได้

แต่การส่งสำเนาข้อมูลข่าวสารโดยวิธีนี้

ผู้ยื่นคำขอต้องชำระค่าธรรมเนียมการทำสำเนาหรือการรับรองสำเนาข้อมูลข่าวสาร

และค่าส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไว้แล้วจึงจะดำเนินการให้ได้

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ค่าธรรมเนียมการทำสำเนาและการรับรองสำเนาข้อมูลข่าวสาร

ให้เป็นไปตามระเบียบหรือคำสั่งของสำนักงาน

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

พรทิพย์

จาละ

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๐

กันยายน ๒๕๕๐

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๑๐ ง/หน้า ๖/๖ กันยายน ๒๕๕๐

17 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2550 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ece1071127588241

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com