ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ
๑๔
แห่งระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยกำหนดการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายอย่างอื่นและเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของผู้สมัครสอบคัดเลือกและผู้สมัครทดสอบความรู้
พ.ศ. ๒๕๕๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ ๑๔ ผู้สมัครตามความในมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) (ง)
หรือ (ช) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
ซึ่งได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นทนายความ
พนักงานฝ่ายปกครองหรือข้าราชการตำรวจ นายทหารซึ่งทำหน้าที่นายทหารสืบสวนสอบสวนหรือนายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน
เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เจ้าพนักงานการเลือกตั้ง (งานวินิจฉัยหรืองานสืบสวนสอบสวน) พนักงานสืบสวนสอบสวน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นักวิชาการแรงงาน (วุฒิทางกฎหมาย) เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน (วุฒิทางกฎหมาย)
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน (วุฒิทางกฎหมาย)
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามหมวด ๑
จะต้องได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าวไม่น้อยกว่าที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(๑)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นทนายความจะต้องได้ว่าความในศาลโดยทำหน้าที่หรือมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทนายความในการที่ศาลออกนั่งพิจารณามาแล้วไม่น้อยกว่า
๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐
เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช) ซึ่งในจำนวนนี้
ต้องเป็นคดีแพ่งไม่น้อยกว่า ๕ เรื่อง
(๒) ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง
หรือข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติงานในหน้าที่พนักงานสอบสวนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐
เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑
(๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง
สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
(๓)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นนายทหารซึ่งทำหน้าที่นายทหารสืบสวนสอบสวน
หรือนายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน กระทรวงกลาโหม ต้องปฏิบัติงานสอบสวนคดีอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทหารมาแล้วไม่น้อยกว่า
๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐
เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
(๔)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ต้องปฏิบัติงานสอบสวนคดียาเสพติดมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง
สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา
๕๑ (๒) (ช)
(๕)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นเจ้าพนักงานการเลือกตั้ง
(งานวินิจฉัยหรืองานสืบสวนสอบสวน) หรือพนักงานสืบสวนสอบสวน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องปฏิบัติงานพิจารณาวินิจฉัยหรือสอบสวนมาแล้วไม่น้อยกว่า
๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐
เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
(๖) ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นนักวิชาการแรงงาน
(วุฒิทางกฎหมาย) ซึ่งทำหน้าที่ฟ้องคดีหรือแก้ต่างคดีแรงงาน
และได้ว่าความในศาลแรงงานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑
(๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
(๗)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ต้องปฏิบัติงานสอบสวนคดีเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาแล้วไม่น้อยกว่า
๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐
เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
(๘)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
(วุฒิทางกฎหมาย) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ต้องปฏิบัติงานด้านสืบสวนสอบสวนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา
๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒)
(ช)
(๙)
ผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน
(วุฒิทางกฎหมาย) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ต้องปฏิบัติงานด้านสืบสวนสอบสวน สรุปสำนวนคำร้องมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง
สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ข) (ค) หรือ (ง) และไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง
สำหรับผู้สมัครตามมาตรา ๕๑ (๒) (ช)
ความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่ผู้นั้นไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาลตามความต้องการของสำนักงานอัยการสูงสุด
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
อรรถพล
ใหญ่สว่าง
อัยการสูงสุด
ประธานคณะกรรมการอัยการ
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๖ มกราคม ๒๕๕๗
เอกฤทธิ์/ผู้ตรวจ
๑๐ กุมภาพันธ์
๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๐/ตอนที่ ๑๒๕ ก/หน้า ๒/๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖