法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
6
มาตรา อารัมภบท

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๔๙/๒๕๕๙

เรื่อง

มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบทุกฉบับที่มีมาในอดีตและฉบับที่ได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งจะประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในเร็ว ๆ นี้ ต่างบัญญัติรับรองว่า

บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน

ดังนั้น

รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

ซึ่งในประวัติการปกครองของประเทศไทยพระมหากษัตริย์และทางราชการได้อุปถัมภ์บำรุง

และอารักขาคุ้มครองศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู

และศาสนาซิกข์เสมอมา ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือการปฏิบัติพิธีกรรม

ตลอดจนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของทุกศาสนา การละเมิดศาสนวัตถุ ศาสนสถานอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาของหมู่ชนใด

การก่อความวุ่นวายในเวลามีพิธีกรรม และการแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายของศาสนบุคคลโดยมิชอบ

ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้แต่การละเมิดจารีตประเพณีทางศาสนาใด ๆ

ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่สังคมตำหนิติเตียน

หากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีความผิดทางวินัย นอกจากนั้น

ยังเป็นที่ยอมรับว่า

ศาสนาทั้งหลายต่างก็มีอิทธิพลเกื้อกูลวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย แม้แต่บรรพชนไทยในอดีตที่มีส่วนในการรักษาเอกราชอธิปไตยและพัฒนาเศรษฐกิจ

สังคม การเมือง การปกครอง

ก็ประกอบด้วยศาสนิกชนที่แม้นับถือศาสนาต่างกันแต่ก็ไม่มีปัญหาความแตกแยกเพราะมีจิตใจยึดมั่นในความเป็นชาติไทยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม

ในขณะที่ประเทศชาติกำลังต้องการความรู้รักสามัคคี ความปรองดองและการปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความสงบเรียบร้อย

และความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณงามความดีและคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็น

แต่กลับมีบางฝ่ายนำความแตกต่างอันเป็นปกติของสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาขยายความหรือบิดเบือนให้เป็นความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชนทั้งที่ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธา

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนในชาติ

จึงสมควรกำหนดมาตรการเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป ความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ

และการป้องกันการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ การอุปถัมภ์และคุ้มครองทุกศาสนาอันเป็นที่ยอมรับของทางราชการและประชาชนชาวไทยและการส่งเสริมศาสนิกชนทั้งหลายให้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานของรัฐ

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

โดยที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาตามแบบเถรวาทมาช้านานดังที่วัดวาอาราม

พระภิกษุ การประกอบพิธีของทางราชการ บทสวดมนต์ การศึกษา การเผยแผ่

ตลอดจนการจัดการปกครองคณะสงฆ์ล้วนเป็นไปตามแบบเถรวาทมานานหลายศตวรรษ

จึงให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา

สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้น ๆ

โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

ในส่วนของการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามแบบมหายานไม่ว่าจะเป็นจีนนิกายอนัมนิกายหรืออื่นใด

ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐตลอดมา

ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าว

เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญาสอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้น

ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น ได้แก่

ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และศาสนาซิกข์

ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและรัฐได้ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองตลอดมา

ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา

และการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางในแต่ละศาสนาดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา

สอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

(ศอ.บต.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันการศึกษาด้านศาสนา

องค์กรปกครองคณะสงฆ์ องค์กรทางศาสนาต่าง ๆ ที่ทางราชการรับรอง

ร่วมกันกำหนดมาตรการและกลไกในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนของทุกศาสนา

การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ

เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศ เช่น การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

การมีธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต ความสามัคคีปรองดอง การสร้างสังคมสันติสุข

และกำหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นดังกล่าวในข้อ ๓

ตลอดจนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับข้อพึงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในเรื่องทางศาสนาต่าง

ๆ ในประเทศไทย แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีภายในสามเดือน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

และกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้

พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖[๑] คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๒๒ สิงหาคม

พุทธศักราช ๒๕๕๙

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

วริญา/ปริยานุช/จัดทำ

๒๓ สิงหาคม

๒๕๕๙

นุสรา/ตรวจ

๒๓ พฤศจิกายน

๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๓/ตอนพิเศษ ๑๘๔ ง/หน้า ๑๗/๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

6 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ee76e1618a42c85e

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com