ข้อ ๓ เมื่อข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารพ้นจากราชการทหารโดยไม่มีความเสียหาย ให้มีสิทธิขอกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยทำคำร้องขอพร้อมด้วยหนังสือรับรองประวัติการรับราชการทหารยื่นต่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นจากราชการทหาร และเมื่อสั่งบรรจุและแต่งตั้งแล้วให้นับวันรับราชการก่อนถูกสั่งให้ออกจากราชการรวมกับวันรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารและวันรับราชการเมื่อได้รับบรรจุกลับเข้ารับราชการเป็นเวลาราชการติดต่อกันเพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ และกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทั้งนี้ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทีเทียบเท่ากับระดับเดิมและให้ได้รับเงินเดือน ดังนี้
(๑) กรณีผู้บรรจุกลับจากรับราชการทหารมีเวลารับราชการทหารตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึงหนึ่งปี ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าเดิมได้ไม่เกินร้อยละสามของฐานเงินเดือนที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการ ถ้ายังมีเศษของเวลาที่เหลือจากหกเดือนที่ไปรับราชการทหาร เมื่อนำเศษเวลาที่เหลือไปรวมกับเวลาในการปฏิบัติราชการของครึ่งปีที่แล้วมาก่อนออกจากราชการไปรับราชการทหารแล้ว มีเวลาปฏิบัติราชการรวมกันไม่น้อยกว่าสี่เดือน ก็ให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกินร้อยละสาม โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่ได้ปรับเพิ่มข้างต้นแล้ว
(๒) กรณีผู้บรรจุกลับจากรับราชการทหารมีเวลารับราชการทหารตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป สำหรับหกเดือนแรกให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าเดิมได้ไม่เกินร้อยละสามของฐานเงินเดือนที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการ และในรอบหกเดือนต่อ ๆ ไป ให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มได้อีกรอบละไม่เกินร้อยละสาม โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับเงินเพิ่มขึ้นในแต่ละรอบ ถ้ายังมีเศษของเวลาที่เหลือจากหกเดือนที่ไปรับราชการทหาร เมื่อนำเศษเวลาที่เหลือไปรวมกับเวลาในการปฏิบัติราชการของครึ่งปีที่แล้วมาก่อนออกจากราชการไปรับราชการทหารแล้ว มีเวลาปฏิบัติราชการรวมกันไม่น้อยกว่าสี่เดือน ก็ให้ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกินร้อยละสาม โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่ได้ปรับเพิ่มข้างต้นแล้ว
(๓) การบรรจุและแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม (๑) และ (๒) ให้กระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.อ.