法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อกำหนด ก.อ. ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
31
มาตรา อารัมภบท

ข้อกำหนด ก

ข้อกำหนด ก.อ.

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ. ๒๕๒๑

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๕๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก.อ.

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยไว้ ดังต่อไปนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑[๑] ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในข้อกำหนดนี้

“คณะกรรมการสอบสวน” หมายความว่า

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ซึ่งประธาน ก.อ. หรืออัยการสูงสุด แต่งตั้งตามมาตรา ๕๔

วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานของคณะกรรมการสอบสวน

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการของคณะกรรมการสอบสวน

“การสอบสวนทางวินัย” หมายความว่า

การสอบสวนโดยคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประธาน ก.อ. หรืออัยการสูงสุด แต่งตั้งตามมาตรา

๕๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑

หลักเกณฑ์การสอบสวน

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว

เห็นว่า ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก

หรือให้ออก ให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการอัยการนั้น

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยที่กำหนดในข้อกำหนดนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทำการสอบสวน

ให้ตั้งประธานกรรมการจากข้าราชการอัยการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการก็ได้

ส่วนกรรมการอื่นให้ตั้งจากข้าราชการอัยการที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

เว้นแต่มีความจำเป็นจะตั้งกรรมการจากข้าราชการอัยการที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ คณะกรรมการสอบสวน ประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อยสามคน

โดยมีประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอย่างน้อยอีกสองคน

และให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายอัยการด้วยก็ได้

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

หากมีเหตุสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

ให้ผู้มีคำสั่งแต่งตั้งมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้

โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการแจ้งคำสั่งตามวิธีการในข้อ ๖

การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรืออาวุโสของบุคคลดังกล่าว

ไม่กระทบกระเทือนถึงการแต่งตั้งหรือการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหาเรื่องที่กล่าวหา

ชื่อและตำแหน่งของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้

ให้เป็นไปตามแบบ วน.๑ ท้ายข้อกำหนดนี้

ให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวน

และส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาให้ประธานกรรมการและให้ประธานกรรมการลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน

ให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว

โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้

ให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่ง

หรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา

ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้

เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว

ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

และให้ส่งหลักฐานการรับทราบหรือถือว่ารับทราบให้ประธานกรรมการต่อไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนคนหนึ่งคนใดได้

โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

หรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านในระหว่างการสอบสวน

ก็ให้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุแห่งการคัดค้านเหตุแห่งการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนมีดังนี้

(๑)

มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องที่สอบสวนนั้น

(๒)

เป็นคู่หมั้น คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา

หรือร่วมบิดาหรือมารดาของคู่กรณี

(๓)

เป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญ

มีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน

(๔)

เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทน

หรือได้เป็นทนายความของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว

(๕)

เป็นพนักงานอัยการผู้ตรวจพิจารณา มีคำสั่งคดี หรือดำเนินคดี

หรือเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน

(๖)

ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งกรรมการนั้นเอง

หรือคู่สมรสหรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของกรรมการนั้นฝ่ายหนึ่งพิพาทกับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หรือคู่สมรส

หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่กรณีฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง

(๗)

กรรมการนั้นเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

(๘)

เป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเอง

เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า

การคัดค้านนั้นมีเหตุฟังได้ ก็ให้สั่งเปลี่ยนแปลงตามควรแก่กรณีโดยด่วน

และถ้าเห็นว่าการคัดค้านนั้นไม่มีเหตุอันควรฟังได้

หรือเห็นว่าแม้จะให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านนั้นร่วมสอบสวนก็ไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมแต่ประการใด

จะสั่งยกคำคัดค้านนั้นก็ได้ ทั้งนี้

ให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ

แล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนโดยเร็ว

การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ กรรมการผู้ใดมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ

๗ ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

เพื่อพิจารณาและสั่งการตามความในข้อ ๗ นั้น โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงาน ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทราบโดยเร็ว

หากผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสำหรับเรื่องนั้น

โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวน หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนมีมูลพาดพิงถึงข้าราชการอัยการผู้อื่นที่มิได้ระบุตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น

ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดในเรื่องนี้ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น

เพื่อดำเนินการต่อไปตามควรแก่กรณี

ถ้าผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

ควรให้คณะกรรมการสอบสวนที่ได้แต่งตั้งไว้แล้ว

ทำการสอบสวนผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิดในเรื่องนั้นด้วย

ทั้งคณะกรรมการนั้นก็เข้าเกณฑ์ตามข้อ ๔ ก็ให้ดำเนินการตามความในข้อ ๖

ในกรณีเช่นว่านี้

ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้ดำเนินการสอบสวนมาแล้วนั้นประกอบการพิจารณาความผิดของผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

และการสอบสวนที่จะดำเนินการต่อไป ก็ให้ดำเนินการสอบสวนร่วมกันได้ ทั้งนี้

ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามที่ปรากฏจากการสอบสวนมาแล้วนั้นให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ร่วมกระทำผิดนั้นทราบ

เมื่อมีกรณีตามวรรคแรก

และผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้น

เพราะคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมนั้นไม่เข้าเกณฑ์ตามข้อ ๔ ให้ใช้พยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมได้ดำเนินการสอบสวนมาแล้วนั้นประกอบการพิจารณาความผิดของผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนจะใช้ดุลพินิจเห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดชี้ขาดเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาคนใดถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาได้ความประจักษ์อยู่แล้วคณะกรรมการสอบสวนจะฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษานั้น

โดยจะไม่สอบสวนผู้ถูกกล่าวหาและพยานหลักฐานก็ได้

แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและให้มีโอกาสชี้แจงก่อน

วิธีการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เมื่อประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วให้บันทึกวันที่ได้รับทราบคำสั่งนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

และให้ประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน

ต้องมีกรรมการร่วมสอบสวนอย่างน้อยสองคน จึงจะเป็นองค์คณะทำการสอบสวนได้

ในการประชุมปรึกษาต้องมีประธานกรรมการ

และกรรมการอื่นมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

แต่ไม่น้อยกว่าสามคน จึงจะเป็นองค์คณะดำเนินการประชุมปรึกษาได้

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่ง ในการลงคะแนนและห้ามมิให้งดออกเสียง

ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว

กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง

ถ้ามีเหตุจำเป็นซึ่งจะสอบสวนไม่ทันภายในกำหนดนั้นคณะกรรมการสอบสวนอาจขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสองครั้ง

โดยแต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน

และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง

หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว

คณะกรรมการสอบสวนยังดำเนินการสอบสวนไม่เสร็จ

จะขยายเวลาต่อไปอีกก็ได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้แต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้ง

และอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหา

ให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการใด เมื่อใด อย่างไร พร้อมทั้ง แจ้งให้ทราบด้วยว่า

ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

และมีสิทธิที่จะชี้แจง หรือให้ถ้อยคำ หรือโต้แย้งข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐาน

หรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ ตามวิธีการในหมวดนี้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕

ให้เป็นไปตามแบบ วน.๒

ท้ายข้อกำหนดนี้โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้และให้สำเนาให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ

แล้วให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

จะชี้แจงหรือให้ถ้อยคำอย่างไรบ้าง แล้วบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาไว้

หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถ้อยคำก็ให้บันทึกรายงานไว้ และดำเนินการสอบสวนต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคำรับ รวมทั้งเหตุผล สาเหตุแห่งการกระทำ

และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องไว้ตามแบบ วน.๕ ท้ายข้อกำหนดนี้ ในกรณีนี้

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้หรือจะสอบสวนต่อไปตามควรเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาก็ได้แล้วให้ดำเนินการตามข้อ

๒๔

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวน

เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อได้รับทราบบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาอาจให้ถ้อยคำ

หรือทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวัน

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดระยะเวลา

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป

โดยไม่ต้องสอบสวนตัวผู้ถูกกล่าวหาแต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนได้ก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

ทั้งนี้

คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ถ้าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนนั้นต่อผู้มีอำนาจพิจารณาหรือต่อ

ก.อ. ก็ให้รับคำชี้แจงนั้นไว้พิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ คู่กรณีที่มาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน

มีสิทธินำทนายความ หรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาฟังการให้ถ้อยคำของตนได้

และให้นำความในข้อ ๒๐ วรรคสอง มาใช้บังคับกับทนายความหรือที่ปรึกษาโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ภายใต้บังคับข้อ ๑๙ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน

และห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน

เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน

การสอบปากคำผู้กล่าวหาหรือพยาน

ให้บันทึกถ้อยคำไว้ตามแบบ วน.๓ ท้ายข้อกำหนดนี้แล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง

และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้

ถ้าผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถหรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้กรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการ

และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑)

เรียกให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐหรือห้างหุ้นส่วน

บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน และทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

(๒)

เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

ในกรณีไม่สามารถเรียกพยานมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน

หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

ทั้งนี้

เว้นแต่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่พยานไม่สามารถมาได้ตามกำหนด

หรือได้ตัวพยานมาให้ถ้อยคำก่อนการสอบสวนพยานสิ้นสุดลง

ก็ให้ผ่อนผันได้ตามควรแก่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน

ให้กรรมการแจ้งพยานทราบว่ากรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อกรรมการอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน

ให้บันทึกที่มาของพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เท่าที่จะทำได้ด้วยว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาอย่างไร

จากผู้ใดและเมื่อใด

การอ้างเอกสารให้ใช้ต้นฉบับเอกสาร

เว้นแต่ไม่อาจนำต้นฉบับมาได้

สำเนาที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือผู้อ้างเอกสารรับรองว่าถูกต้องก็อ้างเป็นพยานได้

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อเสร็จสิ้นการรวบรวมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้กล่าวหาแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุม เพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด

เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด

แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา

โดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด

และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบโดยระบุวัน เวลา สถานที่

และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องระบุชื่อพยาน

การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคแรก

ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ วน.๔ ท้ายข้อกำหนดนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ

เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาพยานหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหาแล้วเห็นว่า

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๒๘

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงข้อกล่าวหา

ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ ทั้งนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร

ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง

หรือจะขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนต้องล่าช้าไปโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ

คณะกรรมการสอบสวนจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในการบันทึกถ้อยคำ

ถ้ามีการแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้กรรมการผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคน

กับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่มีการแก้ไข

ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า

ให้กรรมการอย่างน้อยหนึ่งคน กับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาทำรายงานการสอบสวนสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยตามเรื่องที่กล่าวหากรณีใด ตามมาตราใด

และควรลงโทษสถานใดหรือไม่ ตามแบบ วน.๖ ท้ายข้อกำหนดนี้ ถ้ากรรมการคนใดมีความเห็นแย้ง

จะทำความเห็นแย้งติดไว้กับสำนวนการสอบสวนก็ได้

และให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่ออัยการสูงสุดภายในกำหนดเวลาตามข้อ

๑๔

ให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการส่งสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับได้แสดงความเห็นก่อนนำเสนออัยการสูงสุด

เพื่อพิจารณานำเสนอ ก.อ. พิจารณา ถ้าอัยการสูงสุด หรือ ก.อ.

เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด

ก็ให้สั่งคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณารายงานความเห็นตามข้อ

๒๘ แล้ว มีมติว่าข้าราชการอัยการ ผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงสมควรไล่ออก

ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือมีมติเป็นประการอื่นใด ให้ประธาน ก.อ.

มีคำสั่งให้เป็นไปตามนั้น

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การสอบสวนใดที่ทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามข้อกำหนด

ก.อ. นี้ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญอันที่จะทำให้เสียความเป็นธรรม

ไม่ทำให้สำนวนการสอบสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเช่นนี้

ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะสั่งให้ดำเนินการเสียใหม่เฉพาะตอนที่ไม่ถูกต้องนั้นก็ได้

แต่หากการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรมให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง

สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไข หรือดำเนินการสอบสวนตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันที่ข้อกำหนดนี้ใช้บังคับ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด ก.อ.

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๐๓

ว่าด้วยการสอบสวนทางวินัย ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.

๒๕๒๑ มาตรา ๗๗ ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว

ให้ดำเนินการตามวิธีการในข้อ ๒๘

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕

มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

โอภาส อรุณินท์

ประธาน ก.อ.

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำสั่ง ก.อ./คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด ที่......./..............

(เลขปีพุทธศักราชที่ออกคำสั่ง) เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย (แบบ วน.๑)

๒. บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหา (แบบ

วน.๒)

๓. บันทึกถ้อยคำผู้กล่าวหา/พยาน (แบบ วน.๓)

๔. บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

(แบบ วน.๔)

๕. บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา (แบบ วน.๕)

๖. รายงานการสอบสวน (แบบ วน.๖)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๘ มีนาคม ๒๕๕๓

เอกฤทธิ์/ผู้ตรวจ

๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๑๔ ก/หน้า ๑๑๔/๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

31 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อกำหนด ก.อ. ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_f9628736dc402e5c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com