ข้อ ๗ ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนคนหนึ่งคนใดได้
โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
หรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านในระหว่างการสอบสวน
ก็ให้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุแห่งการคัดค้านเหตุแห่งการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนมีดังนี้
(๑)
มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องที่สอบสวนนั้น
(๒)
เป็นคู่หมั้น คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา
หรือร่วมบิดาหรือมารดาของคู่กรณี
(๓)
เป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญ
มีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน
(๔)
เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทน
หรือได้เป็นทนายความของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว
(๕)
เป็นพนักงานอัยการผู้ตรวจพิจารณา มีคำสั่งคดี หรือดำเนินคดี
หรือเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน
(๖)
ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งกรรมการนั้นเอง
หรือคู่สมรสหรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของกรรมการนั้นฝ่ายหนึ่งพิพาทกับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หรือคู่สมรส
หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่กรณีฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง
(๗)
กรรมการนั้นเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(๘)
เป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับคู่กรณี หรือเป็นคู่กรณีเอง
เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า
การคัดค้านนั้นมีเหตุฟังได้ ก็ให้สั่งเปลี่ยนแปลงตามควรแก่กรณีโดยด่วน
และถ้าเห็นว่าการคัดค้านนั้นไม่มีเหตุอันควรฟังได้
หรือเห็นว่าแม้จะให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านนั้นร่วมสอบสวนก็ไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมแต่ประการใด
จะสั่งยกคำคัดค้านนั้นก็ได้ ทั้งนี้
ให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ
แล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนโดยเร็ว
การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด