มาตรา ๑๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกําหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี
บัญชีท้ายพระราชกําหนด
ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
พ.ศ. ๒๕๒๕
๑. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน | - กระทรวงการคลัง | ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต | - หน่วยงานของรัฐ
ด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน | ที่คณะรัฐมนตรี
และเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพ | มอบหมาย
หรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
๒. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน | - กระทรวงการคลัง | ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง | - หน่วยงานของรัฐ
การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและ | ที่คณะรัฐมนตรี
พลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป | มอบหมาย
ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
๒.๑ แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้
พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ
ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
๒.๒ โครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ลดการใช้พลังงานฟอสซิลทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริม
การใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้ง
สถานีบรรจุไฟฟ้า
๒.๓ แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม
สําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
หน้า ๕
เล่ม ๑๕๓ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๐๕
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ คือ โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค
ตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะ
ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทําให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
และต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ
อันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร
และภาคอุตสาหกรรม และนําไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤตการณ์สําคัญ
ที่รัฐบาลมีความจําเป็นต้องดําเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน
เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว และการสร้างการเปลี่ยนผ่าน
ด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมันคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลจึงมีความจําเป็นต้องกู้เงินจํานวนสี่แสนล้านบาทเพื่อใช้ดําเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดําเนินการ
ให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจําเป็นต้องตราพระราชกําหนดนี้