มาตรา ๓๑๒ และมาตรา ๓๕๓
๑๐. ความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕
๑๑. ความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๕
๑๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๕
๑๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. ๒๕๕๓
๑๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช ๒๕๕
๑๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐
๑๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
๑๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
๒๐. ความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕
๒๑. ความผิดตามพระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒
๒๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๕
๒๓. ความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕
๒๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๕
๒๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
๒๒. ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๕
๒๓๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๒๑
๒๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๕๕
๒«๕. ความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
๓๐. ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
พ.ศ. ๒๕๕๐
๓๑. ความผิดตามประกาศและคําสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข ประกาศและคําสั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศและคําสั่งคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ และประกาศและคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
หน้า ๒
เล่ม ๑๕๓ ตอนที่ ๕๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๐๕
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ
มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
ตลอดมาโดยทําให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมือง
อย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็น
การกระทําผิดต่อกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง
ในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทังประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออก
ทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทําที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมือง
แม้จะได้กระทําการใด ๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี
นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสําคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทําของบุคคลเช่นว่านั้นก็อาจกล่าวได้ว่า
เกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่นจนนําไปสู่ การเผชิญหน้าของประชาชนและ
เจ้าหน้าที่ของรัฐจนเกิดกระทบกระทั่งทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ ของรัฐสลายการชุมนุม
จนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจํานวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุม
หรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจํานวนมากต้องถูกจับกุมและดําเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนา
กระทําความผิดทางอาญา
ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง
หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทําต่าง ๆ
ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทําความผิดโดยสภาพ
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทําความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทํามิได้มีเจตนาชั่วร้าย
หรือเจตนากระทําความผิดอาญาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง
ที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น
ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทําผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ
ขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทําความผิด
และต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าวพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง
เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมาน
หน้า ๓
เล่ม ๑๕๓ ตอนที่ ๕๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๐๕
สามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง
ตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยอันจะทําให้สังคมไทยกลับมา
อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติ
ให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตตินี้